เมื่อใดที่มีภารกิจต้องทำจนดึกดื่น ค่อนคืน ล่วงสี่ทุ่ม ห้า ทุ่ม สองยามข้ามวันใหม่ ก่อนจะกลับไปหลับพักผ่อน ส่วนใหญ่ใครต่อใครมักหาอะไรเอาใจกระเพาะน้อยๆ มิเช่นนั้นคงหลับไม่เป็นสุขลุกไม่สะดวกแน่ หนึ่งในเมนูของอาหารก่อนนอนยอดนิยม มักนึกถึงโจ๊ก หรือ "ข้าวต้มกุ๊ย""ข้าวต้มกุ๊ย" ข้าวขาวเมล็ดสวย ในน้ำใส-น้ำข้น เป็นที่นิยมรับประทานมานานนักแล้ว และพบทั่วไป ไม่ว่าจะมุมใดของโลก ทั้งยังหลงผิดคิดว่าเป็นสิ่งที่คู่กันมากับอาหารจีน แต่แท้จริงแล้ว "ข้าวต้มกุ๊ย" มีต้นกำเนิดเกิดขึ้นที่ สยามประเทศ นี้เอง..หลายคนต้องสงสัยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร...แต่ ขอบอกว่า เป็นไปได้ เป็นมานานราวหนึ่งศตวรรษ หาใช่หลายวันพันปี ดังที่หลายคนเคยเข้าใจ กำเนิดของ "ข้าวต้มกุ๊ย" กับ "วงการภาพยนตร์ไทย" เป็นจุดร่วมกำเนิดของตำนานนี้..จากการศึกษาค้นคว้าของ มหาวิทยาลัยเยลลี่ และ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลาเจน พบว่า พัฒนาการของวงการภาพยนตร์ มีมาตั้งแต่ราวปลายศตวรรษที่ 18-19 ในยุโรปและแพร่ขยายทั่วไป รวมทั้งการนำเข้ามาในประเทศไทยราว 100 ปีเศษ เป็นการนำเข้ามาของราชคันตุกะชาวตะวันตก นำมาฉายถวายในพระราชสำนัก จนต่อมาระยะหนึ่งประชาชนทั่วไปจึงมีโอกาสได้ชม ถือเป็นมหรสพที่แปลกใหม่ในสมัยนั้น ชาวอเมริกันได้ทดลองถ่ายทำภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกคือ "นางสาวสุวรรณ" โดยเป็นภาพยนตร์ขาว-ดำ ไม่มีเสียง หรือที่เรียกว่า "หนังเงียบ"ได้มีการถ่ายทอดวิชาการถ่ายทำ ภาพยตร์จนคนไทยเริ่มสร้างภาพยนตร์ไทยได้เอง พร้อมๆ กับการเกิดอาชีพนักแสดงไทยขึ้น ยุคแรกของภาพยนตร์ไทย ได้รับความสนับสนุนด้วยดีจากผู้สร้าง-ผู้กำกับชาวตะวันตก มีการถ่ายทอดศิลปะการแสดงจากนักแสดงฮอลลีวูดให้กับนักแสดงไทย ทำให้เกิดความสนิทสนมกันระหว่างนักแสดงทั้ง 2 ชาติ นักแสดงไทยในยุคแรกนั้น น้อยคนนักที่ไม่รู้จัก หลวงบุรีบาล และ คุณฉิม นฤดลมนตรี2 สามีภรรยา เป็นคุณข้าหลวงฯ และเป็นนักแสดงยอดนิยมในยุคแรก อีกทั้งยังสนิทสนมกลมเกลียว กับครอบครัวนักแสดงฮอลลีวูดยอดนิยมในยุคนั้น คือ นายทอม ครุยส์ อี. เมเจอร์ กับนางซาร่า ครุยส์ อี. เมเจอร์ (จากหลักฐานกรมสรรพากรสหรัฐอเมริกา แจ้งว่า นายทอม ครุยส์ อี.เมเจอร์ เป็นปู่ทวด ของ ทอม ครุยส์ นักแสดงยอดนิยมที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน)ทั้งสองครอบครัวไปมาหาสู่กันสม่ำเสมอ จากแรกนั้น เพราะต้องติดตามผู้กำกับชาวอเมริกัน อันเนื่องมาจากเรื่องงาน แต่ในภายหลัง ครอบครัวเพื่อนชาวอเมริกัน ดั้นด้นมาสยาม เพราะความสนิทสนมส่วนตัว ชื่นชอบสถานที่ท่องเที่ยวของไทย ที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือ ถูกปากกับอาหารไทยรสมือคุณฉิม ด้วยเหตุนี้คราใดที่ต้องต้อนรับครอบครัวทอม ครุยส์ ฝ่ายสยามจะทำอาหารรสชาติชนิดถึงลูกถึงคน คอยเลี้ยงรับรองเสมอ กระทั่งปลายฝน ต้นหนาว ปีที่ 5 ในความสนิทสนมกลมเกลียว ของ 2 ครอบครัว--ครอบครัวของหลวงบุรีบาลได้มีโอกาสต้อนรับครอบครัว ทอม ครุยส์ อีกคำรบ การมาเยือนครั้งนั้น อาหารเย็นวันแรก คุณฉิมได้ทำอาหารที่นายและนางทอม ครุยส์ ชื่นชอบเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น แกงส้มปลาช่อนตัวผู้ ใส่ผักกระเฉดสวนสามพราน ไข่ตุ๋นวุ้นกะทิ น้ำพริกกะปิศรีราชา ปลาร้าหลนทรงเครื่อง แกงจืดมะระตุ๋นกระดูกหมูมะนาวดองเมืองเพชร ที่ขาดเสียไม่ได้ เพราะหากลืมเป็นงอน คือ ต้มยำกุ้ง ทานกับข้าวสวยหอมมะลิ หุงหม้อดิน หกโมงเย็น เป็นเวลาอาหาร ทุกอย่างขึ้นโต๊ะรอรับประทาน... 2 สามีภรรยาผู้มาเยือนดีใจจนน้ำลายไหลสามหยด เมื่อทราบถึงเมนูมื้อนี้ ครั้นนั่งลงพร้อมจะรับประทานอาหารที่ตรงหน้า บรรยากาศการรับประทานของ 2 ครอบครัวมีทีท่าว่าจะเต็มไปด้วยรสชาติและไมตรีอันดี ทว่าเพียงคำแรกที่ ทอม ครุยส์ ตักข้าวเข้าปาก-เคี้ยว.สะดุด หยุดนิ่ง มองซ้าย-ขวา เหมือนว่ามีปัญหา.ใช่ อาหารมื้อนั้นมีปัญหา เพราะข้าวสวยร้อนๆ ก่อนนั้นเคยทานแต่ข้าวหอมมะลิ หอมๆ นุ่มๆ แต่ครั้งนี้ทำไม กรุบๆ ไม่หนุบหนับรับรสกับ กับข้าวที่อร่อยเอร็ด...ปัญหาอยู่ที่ข้าว.ข้าวแข็ง.ที่แข็งเพราะข้าวสุกแต่ยังไม่แตกเมล็ดดี ข้าวที่เคี้ยวจึงเป็นปัญหา ทุกคนบนโต๊ะอาหาร ต่างเห็นอาการที่เดาไม่ถูกของ ทอม ครุยส์ รอว่าจะพูดอะไร ครั้นหลวงบุรีบาลถามถึงรสชาติ อีกฝ่ายบอกว่าอร่อย ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างรู้สึกเช่นเดียวกันว่า "ข้าวแข็ง" ทอม ครุยส์ มองซ้าย แล ขวา คล้ายว่าจะหาอะไรสักอย่าง แล้วเหลือบไปเห็นกาต้มน้ำในครัว ควันกำลังพวยพุ่ง เดือดพล่าน ก่อนที่คุณฉิมจะเอ่ยปากถามว่าต้องการอะไร ทอมถือจานข้าว ลุกขึ้นไปที่ครัว ยกกาน้ำร้อนรินน้ำเติมลงในจานนั้น ทุกคนมองหน้ากันอย่าง งวย-งง...ทอม เดินกลับมาที่โต๊ะ วางจาน แล้วคนน้ำร้อนให้เข้ากันกับข้าวสวย ยิ้มให้กับทุกคน แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงครู่ตักข้าวสวยในน้ำร้อนใส่ปาก-เคี้ยว...แล้วสีหน้าเปลี่ยนไป พร้อมอุทาน แปลเป็นไทยได้ว่า"ยอดเยี่ยม...นุ๊มมมมนุ่ม อร๊อย..อร่อย อร่อยลิ้นจริงๆ"แล้วชวนทุกคนลองทานข้าวสวยในน้ำร้อน ก่อนนี้เมล็ดข้าวจะแข็ง แต่ตอนนี้ ข้าวนุ่ม..นุ่ม...นุ่มลงจริงๆ คุณฉิมจึงนำน้ำร้อนมาเติมในข้าวให้กับทุกคน ทานอาหารมื้อนั้นกันชนิดรื่นเริงบันเทิงลิ้น อาหารมื้อต่อมา ไม่ว่ากับข้าวจะเป็นอะไร แต่ข้าวที่ทานจะเป็นข้าวสวยในน้ำร้อนทุกมื้อ กระทั่งเพื่อนชาวอเมริกันกลับไป ครอบครัวหลวงบุรีบาลก็จะทำข้าวประเภทนี้ ที่เพิ่งค้นพบโดยทอม ครุยส์ ทานทุกวัน ทั้งยังแนะนำไปยังเพื่อนบ้านใกล้เคียง มีการบอกสูตรข้าวนี้แบบปากต่อปาก ไปถึงไหนต่อไหน กระทั่งไปถึงหูผู้บริหารสำนักงานโคสนาการ (เดิมเขียนแบบนี้ และหมายถึงกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน) จึงเชิญครอบครัวของหลวงบุรีบาลมาให้สัมภาษณ์ทางรายการวิทยุกระจายเสียงฯ ถึงสูตรและความเป็นมาของข้าวประเภทนี้ ที่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกที่บ้านหลวงอภิบาล และเป็นที่นิยมแพร่หลาย อย่างรวดเร็ว จากบางกอก แล้วแผ่ไปยังหัวเมืองใกล้ๆ ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น หลวงอภิบาลได้หารือกับศรีภรรยา และได้ข้อสรุปว่า ควรตั้งชื่อข้าวชนิดนี้ โดยให้เกียรติแก่ผู้คิดค้นนั่นคือ นายทอม ครุยส์ อี. เมเจอร์ จึงตกลงให้ชื่อข้าวชนิดนี้ว่า "ข้าวทอมครุยส์" แต่นั้นมา จากการออกอากาศรายการวิทยุ พร้อมเปิดเผยสูตรง่ายๆ ในวันนั้น ก็เกิดความนิยมข้าวชนิดนี้ แพร่หลายไปทั่วประเทศ และยังมีคนไทยนำไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ ด้วยระยะเวลาอันยาวนานได้เกิดพัฒนาการของข้าว ทอม ครุยส์ ไปหลายรูปแบบ เช่น นำข้าวสวยมาต้มกับน้ำร้อนโดยตรง บ้างก็นำใบเตย 1 มัด ใส่ในน้ำร้อนต้มไปด้วย เพื่อเพิ่มความหอม บ้างใส่เกลือเล็กน้อย บ้างใช้วิธีต้มข้าวสารจนกลายเป็นข้าวทอม ครุยส์ บ้างหั่นเผือกดิบเป็นลูกเต๋าเล็กๆ ใส่ลูกเดือยลงไปพร้อม บางรายเอาดีในทางนี้ เปิดร้านขายอาหาร มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนลูกค้า ด้วยป้ายข้อความ "ร้านนี้มีข้าว ทอม ครุยส์" จนขายดิบขายดี เป็นเทน้ำเทท่า... ได้มีการพัฒนาเรื่องกับ ที่ทานกับข้าว ทอม ครุยส์ โดย เน้นไปที่ของแห้ง ที่นำมาทอด หรือยำ ไม่ว่าจะเป็น กุ้งแห้ง ปลาหมึกกล้วย ไข่เค็ม ผักกาดดอง ผัดหัวผักกาดใส่ไข่ ผัดผักบุ้ง-ผัดผักกระเฉดไฟแดง เป็นอาทิ
กาลเวลาล่วงผ่านนานวัน การรับประทาน ข้าวทอม ครุยส์ เป็นที่นิยมไม่หยุดยั้ง ทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ทางตอนเหนือ อากาศค่อนข้างเย็นเกือบตลอดปี เมื่อได้ทานข้าวชนิดนี้ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นดีนักแล โดยเรียกข้าวชนิดนี้ว่า"โจว" ตามความเข้าใจว่ามาจากข้าวสวยต้มในน้ำร้อน เมื่อเวลาทอดยาวนานไป ชื่อเรียกแรกเริ่มแต่เดิมนั้นเปลี่ยนเพี้ยนไปหลายๆ ชื่อ เช่น...ข้าวทอมครุยส์...ข้าวหอมฉุย...ข้าวต๋อมตุ๊ย...ข้าวทอมคุ๊ย...ข้าวหอมวุ๊ย...ข้าวต้อมครุยส์...ข้าวต้อมกึ๋ยส์...ข้าวต้มกึ๊ยส์...ข้าวต้อมกุ่ย...ข้าวต้มกุ่ย...ข้าวต้มกุ้ย...จนมาเป็น"ข้าวต้มกุ๊ย" ในที่สุด ข้าวต้มกุ๊ย กลายเป็นชื่อเรียกติดปากในปัจจุบัน และเป็นที่นิยมทั่วโลก โดยมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ทราบความจริงว่า ข้าวต้มกุ๊ย มีถิ่นกำเนิดเกิดที่ บางกอก ณ สยามประเทศ เมื่อราวหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ ของอดีตนักแสดงฮอลลีวู้ด ยุคบุกเบิก ชื่อ ทอม ครุยส์ อี.เมเจอร์ เมื่อคราวมาเยือนเพื่อนนักแสดงชาวสยาม แม้แต่ ทอม ครุยส์ นักแสดงฮอลลีวูดยุคปัจจุบัน อาจจะไม่เคยทราบความจริงมาก่อนว่า แท้จริงแล้ว มิสเตอร์ ทอม ครุยส์ อี.เมเจอร์ ปู่ทวดของเขา เป็นผู้ให้กำเนิด "ข้าวต้มกุ๊ย"
เรื่องจริงควรทราบ
ข้าวต้มกุ๊ยแรกเริ่มเรียกกันว่า ข้าวต้มพลุ้ย โดยเรียกจากอากัปกริยา
เวลาคนจีนกิน มักจะนั่งยองๆ แล้วใช้ตะเกียบพลุ้ยข้าวเข้าปาก"จับกัง" แต่เดิมเรียกว่า "กุ๊ย" ด้วยรายได้ไม่มาก
จึงทานอาหารง่ายๆ ราคาถูก เช่น ไข่เค็มหนึ่งซีก กับข้าวต้มเต็มถ้วยก็อิ่มท้อง
และราคาเบา (ไม่กี่สตางค์ / เมื่อราว 50 ปีก่อน) ในช่วงก่อสร้างถนนแถวราชดำเนิน
และถนนเลียบคลองหลอด มีการเกณฑ์แรงงานคนจีนที่เข้ามาเมืองไทย
ทำงานโดยใช้แรงงานมารับจ้าง หัวหน้าที่คุมงานแสนแล้งน้ำใจ นำค่าจ้างที่ได้จากการรับเหมามาจัดสรรเลี้ยงข้าว
กุ๊ย ด้วยข้าวต้ม ส่วนกับมักจะผัดก้อนกรวดกับเกลือให้คนงานได้อมเพื่อแกล้มกับข้าว
นานๆ ครั้งจึงจะมีผัดผักกาดดองบ้าง หรือเต้าหู้ยี้ ให้กินแกล้ม
เป็นเช่นนี้จนกระทั่งงานก่อสร้างถนนแล้วเสร็จ
นับแต่นั้น
จึงเรียกข้าวต้มขาวๆ ในน้ำใสบ้าง ข้นบ้าง นี้ว่า"ข้าวต้มกุ๊ย" ได้มีการพัฒนาเรื่องกับข้าวที่ทานคู่กัน
พร้อมความนิยมที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทย
หรือคนจีนนิยมกิน...บ้างยกชั้นเมนูนี้ถึงระดับอาหารเหลา ดังที่พบในปัจจุบัน