การเจรจา FTA, WTO

© ภายใต้กรอบ FTA
1. การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
1. การเจรจามีความคืบหน้าไปในระดับหนึ่ง โดยเป็นครั้งแรกที่มีการเจรจา Working Group เรื่องการลงทุน และทั้งสองฝ่ายตกลงให้การเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและพีการและความร่วมมือทางศุลกากรอยู่ภายใต้ AANZTNC และกำหนดให้การเจรจาสรุปผลในเดือนมีนาคม 2550 (โดยนับ 2 ปี จากการเริ่มเจรจาครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2548)
2. ประเด็นที่ไทยไม่สามารถตกลงกับอาเซียนได้ คือ การที่มาเลเซียต้องการให้มีการยกเว้นสินค้าบางรายการออกจากการลดและยกเลิกภาษี โดยให้เหตุผลทางสิ่งแวดล้อมและศีลธรรม ในขณะที่ไทยต้องการให้ครอบคลุมทุกรายการ แต่มีระยะเวลาที่ยาวกว่าสำหรับสินค้า SSG
3. ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต้องการให้ทุกประเทศใช้ภาษี MFN Applied Rate ณ วันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นฐานภาษีสำหรับการเจรจา ซึ่งไทยสามารถรับได้สำหรับการเจรจาภาษีสินค้าปกติ แต่สำหรับการเจรจาสินค้าเกษตรที่เป็น TRQ ต้องการให้ใช้อัตรา WTO Bound Rate
4. กฎแหล่งกำเนิดสินค้า เรื่อง General Rule ฝ่ายออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต้องการผลักดันให้ใช้กฎการเปลี่ยนพิกัด (CTC) เนื่องจากเห็นว่ากฎการเพิ่มมูลค่า (Value Added) ล้าสมัย ในขณะที่ฝ่ายอาเซียนต้องการใช้กฎ 40 % Value Added เนื่องจากเห็นว่าการจะให้ 12 ประเทศ ตกลงใช้กฎ CTC กันได้จะใช้เวลาเจรจานานมาก จึงทำให้ยังไม่สามารถตกลงกันได้
5. การคำนวณ RVC มี 2 แบบ คือ build up หรือ direct method และ build down หรือ indirect method ซึ่งสูตรที่ใช้คำนวณ indirect method ของอาเซียนกับ build down method ของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ตรงกัน แต่สูตรที่ใช้คำนวณ direct method ของอาเซียนกับ build up method ของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่ตรงกัน โดยอาเซียนจะบวกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าขนส่งและค่าแรงงาน ในขณะที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะมีค่าวัตถุดิบที่เกิดขึ้นจริงมาคำนวณเท่านั้น
6. การลงทุน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง การจัดทำตารางข้อผูกพัน วิธีการเปิดเสรีการลงทุน และความเกี่ยวพันกับการเปิดเสรีการจัดตั้งทางพาณิชย์ในธุรกิจบริการ (Mode 3) ซึ่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เสนอให้รวมอยู่ในบทการลงทุน ส่วนอาเซียนต้องการให้อยู่ในเรื่องบริการ โดยแต่ละประเทศตกลงจะกลับไปหาท่าทีก่อนการเจรจาครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ไทยไม่เห็นด้วยกับอาเซียนที่จะใช้ AIA เป็นพื้นฐานการเจรจา ส่วนสิงคโปร์ต้องการให้เปิด financial services ในขณะที่อาเซียนอื่นยังไม่พร้อม ซึ่งต้องหาท่าทีร่วมของอาเซียนต่อไป

2. การเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย
1. การเจรจาเปิดตลาดสินค้าไทยและอินเดีย ได้มีการแลกเปลี่ยนรายการสินค้าอ่อนไหวเบื้องต้น โดยอินเดียยื่นบัญชีสินค้าอ่อนไหวเบื้องต้นจำนวน 1,367 รายการ ไทยยื่นบัญชีสินค้าอ่อนไหวเบื้องต้นจำนวน 1,303 รายการ โดยแยกเป็นรายการสินค้าอ่อนไหวที่เหมือนกันของทั้ง 2 ประเทศ จำนวน 929 รายการ และรายการสินค้าอ่อนไหวที่ต่างกันของทั้ง 2 ประเทศ จำนวน 518 รายการ
2. แหล่งกำเนิดสินค้า
ประเด็นที่ไม่สามารถตกลงกันได้ คือ อินเดียต้องการใช้เกณฑ์ Local Content ร้อยละ 40 ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงพิกัด 4 หลักเป็นเกณฑ์ทั่วไป และเป็นกฏเฉพาะสำหรับสินค้าบางส่วน เหมือนกับที่ได้ตกลงไว้ใน Interim Rule สำหรับสินค้า EHP ภายใต้ FTA ไทย-อินเดีย อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายตกลงให้ใช้กฏการเปลี่ยนพิกัดศุลกากรในระดับ 4 หลัก บวกกับเกณฑ์มูลค่าเพิ่ม (X%) เป็นเกณฑ์ทั่วไป โดยใช้ควบคู่กันไปกับเกณฑ์เฉพาะผลิตภัณฑ์ (PSR)
3. การประชุม TNC ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 21-25 พฤศจิกายน 2548 ณ ประเทศอินเดีย โดยในวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2548 จะเป็นการประชุมคณะทำงานกลุ่มย่อย เรื่อง กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า โดยฝ่ายไทยจะเสนอหลัก CTH+30% หรือ CTH+35% หรือ CTHS+35% เพื่อให้อินเดียพิจารณา

® ภายใต้กรอบ WTO
1. ความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการค้า (Multilateral Trade Treaties)
การพิจารณาความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการค้า (Multilateral Trade Treaties) ที่สำคัญบางฉบับจากความตกลงทั้งสิ้นกว่า 250 ความตกลง (นอกเหนือจากความตกลงในกรอบขององค์การการค้าโลก) โดยเน้นเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ ข้อดีต่าง ๆ และปัญหาพื้นฐานของความตกลงที่เกี่ยวกับการค้าในประเด็นต่าง ๆ เช่น สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ อาชญากรรมทางธุรกิจ พิธีการศุลกากร และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น โดยมีประเด็นที่ต้องดำเนินการ ดังนี้
1. ส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาให้สัตยาบันและเข้าเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการค้าให้มากขึ้น โดยการสร้างให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของความตกลงเหล่านี้ในการวางกฎเกณฑ์ให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่น
2. ส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในการร่างความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการค้า
3. ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนา ในด้านความรู้ ความเข้าใจ การจัดการ
และการปฎิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการค้า
4. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของประเทศต่าง ๆ องค์การของรัฐ และเอกชน ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศในการพัฒนากฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ
5. ส่งเสริมให้การปฎิบัติตาม และการบังคับใช้ความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการค้าในระดับประเทศ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นสำคัญ
6. จัดให้มีเวทีสำหรับการพิจารณา ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการค้าอย่างสม่ำเสมอ