ย้อนกลับไปวันวาน ข้าพเจ้าจำความได้ว่า การอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ เราอยู่กันอย่างอบอุ่น กันเอง ปลอดภัย วัฒนธรรมของเราคือการพึ่งพากันและกัน มีงานก็ช่วยกันหิ้วคนละไม้ละมือ ข้าวสาร อาหารแห้ง มะพร้าว ยามมีปัญหาเรื่องราวอะไรก็นัดพูดคุยกัน สถานที่ที่เราใช้คือ วัด มัสยิด เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจกัน เพราะมันคือสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเราไว้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความเจริญทางสาธารณูปโภคเข้ามาสู่ชุมชนของเรา ถนนซีเมน ถนนลาดยางเข้ามา บ้านจัดสรรผุดเร็วยิ่งกว่าดอกเห็ด เมื่อถนนมาบ้านมาสิ่งที่ตามมาก็คือ คน

คนเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่รู้ใช้แทนเรา ๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ซึ่งฟังและพบเจอ มานึกย้อนคิดช่างใช้เรียกเนาะ คน สมชื่อจริง คนในทางกิริยา คือ การใช้อุปกรณ์อะไรก็แล้วแต่กวนให้มันเข้ากันวนไปซ้ายวนไปขวาแล้วแต่ความถนัด ที่ว่าสมชื่อคือ อาการของคนก็เช่นเดียวกันวนไปมาซ้ายทีขวาที ไม่แน่นอน วุ่นวาย วกวน

วัฒนธรรมเดิม ๆ ของเราเลือนราง และเริ่มจางหาย การพึ่งพาอาศัยลดน้อยลง ที่พึ่งทางใจของเรากลับกลายเป็นเรื่องโชครางของขลัง ไม่ใช่วัด พระ มัสยิด โต๊ะอิหม่าม การพบเจอกัน การพูดคุยกันไม่ค่อยเกิด มีปัญหาก็แก้ด้วยการขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่ไปหาโต๊ะอิหม่าม เจ้าอาวาสเหมือนเก่า ชุมชนออกห่างจากวัด โรงเรียนเอาตัวออกจากวัด ทุกอย่างแยกหมด แม้กระทั่งคน แบ่งเป็นกลุ่ม เป็นฝ่าย ทำให้ความสัมพันธ์เชิงเพื่อน พี่น้อง เพื่อนบ้าน ไม่ลึกซึ้ง คนในไม่ลึกซึ้ง คนนอกก็เข้ามาอย่างระวังไม่สนใครเป็นใคร เดิม ๆ เขาอยู่กันอย่างไรไม่อยากรู้ รู้แต่ว่าฉันอยู่แบบนี้แบบที่ไม่ต้องสุงสิงกับใคร เพราะสังคมนี้เชื่อใจใครไม่ได้   

ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ ได้กล่าวไว้ในพลังวัฒนธรรมว่า “ศิลปะเป็นรูปธรรม เป็นปรากฏการณ์ ที่สามารถสืบย้อนไปสู่อดีต ไปสู่วัฒนธรรม ความดีงาม ความเชื่อ การดำรงชีวิต ชุมชน ตัวตน การอยู่ร่วมกับคนอื่น การอยู่ร่วมกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้อย่างดีก็ได้ รวมทั้งศิลปะเป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม”

วัฒนธรรม มีคำว่า ธรรมะ ที่เป็นความดีงาม ความเป็นธรรมชาติ ความเป็นธรรมดา มีคำว่า วัฒนะ ที่วัฒนาสถาพร และ พัฒนะ พัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามกาลเทศะอยู่ด้วย สิ่งที่ดีงามจึงจะเป็นวัฒนธรรม สิ่งเลวร้าย ความเห็นแก่ตัว การไม่ตรงต่อเวลา ฯลฯ ไม่อาจใช้คำว่า วัฒนธรรม ได้ วัฒนธรรมย่อมเกี่ยวข้องกับ วิถีธรรม เกี่ยวข้องกับชีวิต เกี่ยวข้องกับศาสนาพลังแห่งวัฒนธรรม พลังแห่งความดีงาม ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นพลังวัฒนธรรมที่เลวร้าย ด้วยปัจจุบันพลังวัฒนธรรมต่าง ๆ มันไม่ใช่สิ่งดีงามมันคือความ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ความสุขส่วนตัว ไม่ใช่ความสุขส่วนรวม

“ชีวิตจะมีคุณภาพหรือมีความสุขก็ควรจะพร้อมด้วย

การอยู่กับตนเองแล้วมีความสุข

การอยู่กับคนอื่นแล้วคนอื่นมีความสุข เราเองมีความสุข

การอยู่กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมีความสุข เรามีความสุขด้วย

ประโยคข้างต้น บอกไว้ชัดเจน ชีวิตจะมีความสุขไม่ใช่เพียงคน ๆ เดียวต้องมีคนอื่น สังคม สิ่งแวดล้อม

ศิลปวัฒนธรรมย่อมเป็นรากฐานของการดำรงชีวิต คุณภาพชีวิตและความสันติสุข” เราต้องเชื่อมั่น เราต้องตระหนักถึงคุณค่าและเราต้องปั้นให้เป็นรูปธรรม เป็นจริงกับชีวิตในวันนี้และวันหน้า แม้ ศิลปวัฒนธรรมจะเป็นเอกภาพ เป็นหนึ่งเดียว ส่วนใครจะกล่าว จะวิเคราะห์เจาะลึกเฉพากลุ่ม เฉพาะสาขา เฉพาะเรื่อง ก็ย่อมีความเป็นไปได้ เพื่อการพัฒนาความลุ่มลึกไปพร้อมกัน แต่หัวใจต้องไม่ละทิ้งลงลืมพลังบูรณาการ ที่มีคน มีชุมชน มีธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ผสานอยู่เป็นหนึ่งเดียว”(ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ:พลังวัฒนธรรม)

ปัจจุบันนี้พวกเราอยู่กันอย่างไร คน ชุมชน โรงเรียน วัด/มัสยิด ชีวิตเดิม ๆ ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานของการดำรงชีวิต คุณภาพชีวิต และความสันติสุข ของเราอยู่ตรงไหน..............และหายไปไหน

......................................