ในการพัฒนาด้านสุขภาพนั้นต้องเริ่มต้นด้วย
ความหมายของคำว่า “สุขภาพ” และปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ
โดย ในระยะเริ่มแรกของการพัฒนาการสาธารณสุขและการอนามัยขององค์กรระหว่าง ประเทศ คำว่า “สุขภาพ” (health) ถูกให้ความหมายว่า สุขภาพหมายถึง สภาวะของความสมบูรณ์ ทางร่างกาย
จิตใจและความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม มิใช่แต่เพียงปราศจากโรคและความอ่อนแอเท่านั้น ในการพัฒนาทางด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่มีการค้นคว้าความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ
ด้าน การรักษาสุขภาพที่เกิดจากการเจ็บป่วยเพียงด้านเดียว ขณะที่การเจ็บป่วยด้านอื่นๆกลับถูกละเลย ดังนั้น ในการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก (World
Health Organization Assembly) เมื่อ เดือนพฤษภาคม 2541 จึงเพิ่มคำว่า
spiritual well-being หรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณเข้าไปในคำ นิยามเดิม ความหมายของ “สุขภาพ”
จึงหมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย ทางจิต ทาง สังคม
และทางจิตวิญญาณ
สถานการณ์ด้านสุขภาพสู่ของแนวทางการพัฒนา
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของโรคและปัญหาสุขภาพจากปัญหาโรคติดต่อหรือโรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาหลักทางสุขภาพในอดีตมาเป็นโรคไม่ติดต่อและอุบัติเหตุมีแนวโน้มมากขึ้นซึ่ง ปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อและอุบัติเหตุมีหลายอย่างที่มีความสัมพันธ์สูงกับ พฤติกรรม
การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม สิ่งแวดล้อม กฎหมาย วัฒนธรรม วิถีชีวิตและคุณค่าในสังคม
ประการสำคัญกลุ่มโรคไม่ติดต่อซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังมักจะนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพและพิการในระยะยาว
ด้านสิ่งแวดล้อมถูกทำลายลงทรัพยากรดินเสื่อมโทรมอยู่ในระดับวิกฤติ 11.24 % ของพื้นที่ทั้งประเทศ ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นแต่จัดอย่างถูกวิธีเพียง 40 % คุณภาพน้ำพบสารปนเปื้อนเพิ่ม ชายฝั่งทะเลเสื่อมโทรม การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเพิ่มขึ้น
ด้านประชาชนมีปัญหาในการดำรงชีวิตประกอบด้วย การอยู่อาศัย การบริโภค (อาหาร เทคโนโลยี) การผักผ่อน การออกกำลังกาย ปัญหาความยากจนของประชาชน
ความปลอดภัยด้านอาหาร (Food security) มีการปนเปื้อน อาหารจานด่วน อาหารการกินและการดื่มอย่างถูกต้องเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทต่อการส่งเสริมสุขภาพ แต่ในปัจจุบันพฤติกรรมการกินที่กลายเป็นแฟชั่นและความทันสมัย ทำให้การกินอาหารไทยซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนไทย เป็นวัฒนธรรมของชาติเปลี่ยนแปลงไป
ปัญหาสุขภาพชุมชน ขาดแคลนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข. ขาดแรงจูงใจ ขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน รับภาระงานหนักขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ลาออกมากขึ้น
ปัญหาสุขภาพทางสังคม การอยู่ร่วมในครอบครัว ชุมชน ที่ทำงาน สังคมและโลก พบว่า ได้รับความทุกข์ทรมานจากความเครียดสูงที่เกิดจากโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน การวิวัฒน์ร่วมของวิทยาศาสตร์และสังคมมีผู้วิเคราะห์แนวโน้มที่น่าวิตกไว้หลายประการ คือ การขยายอำนาจของชนชั้นนำทางเทคนิควิธี การร่วมมือกันของชนชั้นนำทางการเมืองและชนชั้นนำทางเทคนิควิธี ที่มองข้ามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ปัจจัยกำหนดสุขภาพ
ปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม (Social determinants of health) เป็นผลมาจากการกระจายของเงิน พลังงาน และทรัพยากรที่เกี่ยวโยงกับนโยบายทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความแตกต่างและความไม่เป็นธรรมให้กับประชากรในแต่ละพื้นที่ตั้งแต่การเจริญเติบโต การอยู่อาศัย การทำงาน รวมถึงระบบสุขภาพ ประกอบด้วย ปัจจัยที่หลากหลาย ดังภาพ

กรอบแนวคิดการพัฒนาสุขภาพ
การกำหนดกรอบการพัฒนาด้านสุขภาพ ในระดับ นานาชาติ โดยยึด กฏบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) เป็นประชุมระดับโลกครั้งแรกของ องค์การอนามัยโลกที่ว่าด้วยงานการสร้างเสริมสุขภาพ ในปี พ.ศ. 2529 ได้ มีแนวทางการพัฒนา ดังนี้
1.สร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
(Build healthy public policy) เป็นการส่งเสริมสุขภาพโดยกำหนดนโยบาย
ในทุกภาคส่วน และทุกระดับ ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้น
จากการตัดสินใจของเขาในสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงในชุมชนตามบริบทพื้นที่และวัฒนธรรมที่เหมาะสม
2.สร้างสรรค์สภาพแวดล้อม ที่สนับสนุนสุขภาพ (Create supportive environment for health) เป็นการสนับสนุนให้เกิดการดำรงอยู่ร่วมกัน ดูแลซึ่งกันและกัน ดูแลชุมชน และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
3. สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน (Strength community action) เป็นการให้ความสำคัญ การตัดสินใจ การวางแผนกลยุทธ์ เป็นสิทธิ์ของชุมชนแล้วดำเนินการเพื่อให้เกิดสุขภาพที่ดี ทำให้เกิดการเพิ่มอำนาจให้ชุมชน (Empoerment)เสริมสร้างการพึ่งพาตนเอง และสังคมเพื่อพัฒนาระบบที่ยั่งยืน
4. พัฒนาทักษะส่วนบุคคล (Develop personal skill)เป็นการส่งเสริมสุขภาพ พัฒนาบุคคล และสังคม โดยการให้ข้อมูลข่าวสาร การศึกษาเพื่อสุขภาพ และส่งเสริมทักษะชีวิต
5. ปรับเปลี่ยนบริการสุขภาพ (Reorient health services) เป็นการ บูรณาการ การบิการสุขภาพ โดยบุคคล ชุมชน นักวิชาชีพสุขภาพ สถาบันบริการสุขภาพ และรัฐบาล ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เพื่อระบบบริการสุขภาพ ซึ่งนำมาซึ่งสุขภาพดี เข้าถึงได้ง่าย และ มีความเสมอภาค
การกำหนดกรอบในประเทศไทย การพัฒนาด้านสุขภาพของประเทศไทยมีมายาวนานมีการทิศทางการพัฒนาโดย กำหนดเป็นแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 4 ถึง แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ด้วยปรัชญาและแนวคิดการพัฒนาระบบสุขภาพไทยได้น้อมนำ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนาสุขภาพ”และยึดหลักการที่ว่า “สุขภาพดีเป็นผลจากสังคมดี”
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและระบบสุขภาพพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้แนวทางการดำรงอยู่ ปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปบน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวต่อผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางการพัฒนาสุขภาพในแผนพัฒนาสุขภาพ กำหนดให้มีวิสัยทัศน์การพัฒนาดังนี้
วิสัยทัศน์ : แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่สิบ สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ภายใต้แนวปฏิบัติ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
วิสัยทัศน์ : ระบบสุขภาพไทย แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่สิบ มุ่งสู่ระบบสุขภาพพอเพียง
เพื่อสร้างให้ :สุขภาพดี บริการดี ชีวิตพอเพียง สังคมสันติสุข
หลักการ แนวคิดและทิศทางในช่วงแผนพัฒนาสุขภาพฉบับที่ 10 แนวคิดหลักในแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติได้เชื่อมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการสร้างสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน โดย น้อมนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการพัฒนาสุขภาพ ยึดหลัก สุขภาพดีมาจากสังคมดี คือ สังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข โดยถือว่าสุขภาพดีของทุกคนเป็นศีลธรรมขั้นพื้นฐานของสังคมไทย ในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดและทิศทางระบบสุขภาพไทยในแผนนี้จะต้องถือเป็นหน้าที่ต้องช่วยกันผลักดันทุกวิถีทางให้วิสัยทัศน์เกิดเป็นจริง โดย ยึดหลัก พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน โดยสาระหลัก ปรัชญานำทาง “ เศรษฐกิจพอเพียง ” มีหลักการสำคัญ 7 ประการที่จะเป็นแนวทาง คือ ยึดทางสายกลาง มีความสมดุลพอดี รู้จักพอประมาณ การมีเหตุมีผล มีระบบภูมคุ้มกัน รู้เท่าทันโลก มีคุณธรรมและจริยธรรม