ผมกำลังร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ ประเมินผลโครงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือแก้ปัญหาเอดส์และวัณโรคที่สืบเนื่องกับปัญหาเอดส์ ของกลุ่มประเทศ CLMVT : กัมพูชา  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เมียนมาร์ เวียดนาม และประเทศไทย ซึ่งให้ประเทศไทยเป็นฐานสนับสนุนทางวิชาการให้กับเครือข่ายพันธมิตรในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน จุดหมายคือการร่วมมือกันระดมพลังสังคมเพื่อลดการติดเชื้อรายใหม่ มีองค์การไทก้า ประเทศไทย (Thailand International Co-operation Agency) และองค์การไจก้า ประเทศญี่ปุ่น (Japan International Co-operation Agency) ให้การสนับสนุน

           กระบวนการและองค์ประกอบที่ร่วมประชุมไปก็ใช้วิธีครูลักพักจำไป แล้วก็มานั่งถอดบทเรียนตัวเองก็คือ 

          (1) การเก็บข้อมูล สัมภาษณ์ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย แล้วเตรียมเป็นเอกสาร เป็นข้อมูลประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ

          (2) การจัดกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มองค์กรผู้ให้การสนับสนุน ประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น องค์กรดำเนินการ กลุ่มขับเคลื่อน กลุ่มผู้ประสานงาน  กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษา กลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ จำนวนประมาณ 30 คน ทั้งหมด ร่วมเวทีเพื่อทำหน้าที่อย่างเต็มที่เสมอกัน เป็นการทำงานและเรียนรู้แนวราบ

          (3) การจัดกระบวนการและวิทยากรกระบวนการ ใช้การระดมความคิดแบบเวทีเปิดผ่านบัตรคำ ประเด็นที่ใช้เป็นกรอบการระดมความคิด ประกอบด้วย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ การประเมินและตัวชี้วัด กิจกรรมและการดำเนินการ และผลลัพธ์ เมื่อใช้กระบวนการเวทีเป็นตัวขับเคลื่อน  ทุกอย่างเลยเป็นผลของการร่วมสร้างขึ้นมาทั้งหมด ค่อยๆชัดขึ้นๆ ใครไปร่วมทีหลัง  นั่งฟังเวทีระดมความคิดกันสักครู่ก็ตามทันและเห็นภาพร่วมกับคนอื่นได้หมด

          วิทยากรกระบวนการ เป็นผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นจากองค์การ JICA เป็นคนรุ่นใหม่ ทว่าเก่งมากทีเดียว

          (4) การจัดสภาพแวดล้อม ใช้ 2 รูปแบบ 2 จังหวะ  รอบแรกจัดกลุ่มนั่งระดมความคิดแบบครึ่งวงกลม รอบที่สอง จัดแบบโรงหนัง อภิปรายไปทีละประเด็น ประเด็นไหนการอภิปรายหมดแล้วแต่ยังไม่ชัดแจ้ง ก็ทำเครื่องหมายทดไว้ก่อน  ทำให้เวทีเกิดการพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง  การแลกเปลี่ยนแนวคิดและการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอันหลากหลาย  ทำให้งานก็คืบหน้า ขณะเดียวกัน ก็เป็นเวทเรียยนรู้เป็นอย่างยิ่ง ไปในตัว

             ปรกติแล้ว หากมิได้ออกแบบและจัดกระบวนการอย่างนี้ ความสัมพันธ์ก็จะไม่เป็นการเรียนรู้แนวราบ กลุ่มคนให้ทุน กลุ่มคนประเมิน และกลุ่มกำกับเชิงนโยบาย ก็จะกลายเป็นคนมีเครื่องมือทางอำนาจ ไม่ใช่คนที่จะต้องแสวงหาพันธมิตร  ต้องทำงานในภาระหน้าที่ของตนเองและต้องการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนกลุ่มอื่นๆเช่นกัน กลุ่มผู้ปฏิบัติและผู้เกี่ยวข้อง ก็จะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของมากกว่า มักไม่มีมุมมองว่าแท้จริงแล้วต่างก็เป็นเจ้าของเหมือนกัน

              เห็นกระบวนการประเมินแล้ว  เกิดความบันดาลใจและสอดคล้องกับที่กำลังช่วยกันทำงานเชิงพื้นที่อยู่ในโครงการขับเคลื่อนเครือข่ายกลุ่มประชาคมวิจัยอยู่พอดี

               เพราะมันเป็นยิ่งกว่าที่จะเรียกว่าการประเมิน แต่เป็นการทำงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดการความรู้ ส้รางพลังปัจเจกและทีมเรียนรู้ ติดตามประเมินผลและสร้างมติเพื่อการตัดสินใจของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอย่างเอกฉันท์ ( Stake-Holder Concensus) เพื่อร่วมมือกันปรับแต่งโครงการไปในตัว.