วันอังคารที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าร่วม Brain strom นำโดย อ.พรพรต อีกทั้ง อ.ปารมี อ.เสาวรัตน์ อ.จำนง พี่เม่ย พี่โอ๋ อ.สมรมาศ พี่หล้า  พี่ nidnoi หญิงปู อีกทั้งคนอื่น  ๆ  หลายต่อหลายคน ในการส่งเสริมงานประจำสู่งานวิจัย....(อดนึกดีใจแทนบุคลากรอื่น ๆ จะได้มีโอกาสได้ทำงานวิจัย)

เป็นเหตุให้ตัวเองอดนึกถึงงานวิจัยชิ้นแรกที่ทำไม่ได้  โดยนึกย้อนรอยไปว่า เรามีแรงจูงใจอะไรหนอ ? ถึงได้อยากทำงานวิจัย ทั้งที่จำได้ว่า ...แต่ก่อนผู้เขียนเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่  ๆ ได้ยินใคร ๆ เล่าเรื่องการทำงานวิจัยกัน ยอมรับว่ายกย่องและนับถือมากๆ  และไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้เลย.....

จริง ๆ แล้วงานวิจัยชิ้นแรก ก็เริ่มมาจากโครงการพัฒนางานเรื่องการเปรียบเทียบผลการตรวจ HbA1c โดยใช้ EDTA blood กับ NaF blood ซึ่งใช้ขอในการเลื่อนขอระดับซี 5 นั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหา routine ที่พบได้บ่อย ๆ ในงานประจำนั่นเอง...

อันที่จริงขอซี5 ก็เสร็จเรื่องเสร็จราวเป็นที่เรียบร้อย แต่แล้ว พี่ปนัดดาเสนอให้ทำเป็นผลงานวิจัยประกวดประเภทโปสเตอร์ในงานประชุมวิชาการประจำปีคณะแพทย์ฯ โดยหน่วยเราส่ง 2 เรื่องคือเรื่องของผู้เขียน อีกเรื่องเป็นของน้องอ๋งซังซึ่งทำเรื่องเตรียมน้ำยาเองสำหรับการทดสอบ GGT ซึ่งเราก็ได้รับรางวัลทั้ง 2 คน...

เรื่องก็คงจะจบลงแค่นั้น แต่เผอิญผู้เขียนอยากได้หนังสือ Annual research Abstracts 2003 โดย อ.อุไรรัตน์ แนะนำว่าต้องส่ง Abstract เป็นภาษาอังกฤษนี่สิ (ผู้เขียนเป็นคนชอบเก็บสะสมหนังสือค่ะ) ก็เลยรื้อบทคัดย่อตอนเสนองานประชุมวิชาการจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษนั่นเอง...และนี่เองอาจเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ แต่....ผู้เขียนไม่กล้าฟันธง

อีกทั้งเราก็เสนอผลงานผ่านมาเกือบ ๆ จะ 2 ปีแล้ว ถ้าไม่เขียนรู้สึกไม่ดีแน่ ก็เลยมุมานะเขียนภายใน 1 -2 เดือน (เพราะข้อมูลเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เสนอผลงานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เขียนเท่านั้น) และตั้งหน้าตั้งตาหาอ่านวารสารวิจัยต่าง ๆ  ให้เยอะ ๆ เข้าไว้...และพบว่าการทำวิจัยช่างมีหลากหลายรูปแบบเหลือเกิน บางอย่างเราไม่คิดว่าจะเขียนหรือทำเป็นงานวิจัยได้ ทำให้โลกของตัวเองที่วัน ๆ  ทำแต่งานประจำ เลยนึกอยากลองทำดูบ้าง...

ผู้เขียนนึกย้อนรอยมองดูตัวเอง จริง  ๆ  แล้วแรงจูงใจก็มีผลไม่น้อยเลยทีเดียว และแรงจูงใจของแต่ละคนก็คงมีไม่เหมือนกัน...

และผลงานจากโครงการพัฒนางานซึ่งส่วนใหญ่มาจากงานประจำ...(ที่ผ่าน ๆ มาแล้ว)

น่าจะมีไม่น้อยที่สามารถนำมาทำเป็นงานวิจัยได้