โครงการธรรมศึกษาวิจัย

รู้ปัญหาสังคม

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

ปัญหาสังคมไทย

๑. ความนำ

  ปัญหาสังคมเป็นตัวสำคัญประการหนึ่งในการศึกษาสังคมมนุษย์การที่นักสังคมศาสตร์ให้ความสนใจกับหัวข้อนี้ก็เพราะเหตุหลายประการเหตุผลที่สำคัญๆ มี เช่น

ประการแรกสังคมมนุษย์ทุกสังคมมักจะต้องมีปัญหาสังคมอยู่บ้างไม่มากก็น้อยถ้าไม่ตลอดเวลาก็จะต้องมีในบางเวลาบางปัญหาก็รุนแรงเป็นอันตรายต่อสังคมมาก  เช่น  สงครามหรือการแทรกซึมบ่อนทำลายซึ่งลัทธิตรงข้ามในบางสังคมบางปัญหาก็เบาบางไม่เป็นอันตรายต่อนักสังคมมากนัก  เช่น การติดสุราเรื้อรัง  การลักเล็กขโมยน้อย  การฉกฉวยสิ่งของในร้านขายของ  การล้วงกระเป๋า เป็นต้น นักศังคมศาสตร์จึงจำเปนต้องศึกษาทำความเข้าใจว่า  เหตุใดปัญหาเหล่านี้จึงได้เกิดขึ้น  สภาพบางอย่างส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เกิดปัญหาเหล่านี้  ลักษณะที่แท้จริงโดยทั่วไปเป็นอย่างไร  มีลู่ทางที่จะป้องกันหรือแก้ไขให้หมดสิ้นไปได้อย่างไร  เป็นต้น 

ประการที่สองหัวข้อเรื่องปัญหาสังคมเป็นทีสนใจของนักสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะนักสังคมวิทยา  มานุษยวิทยา และจิตวิทยาสังคม  เพราะในการศึกษาภาพของสังคม โดยทั่วไปจำเป็นอยู่เองที่จะต้องให้ความสนใจหัวข้อนี้ควบคู่ไปกับสภาพสังคมที่เรียบร้อย  สงบสุขเพราะสังคมทุกสังคมมีทั้งสภาพที่เป็นระเบียบและไม่เป็นระเบียบ  การที่จะเข้าใจสังคมอย่างสมบูรณ์  การที่จะสร้างหลักทั่วไป  หรือทฤษฎีเกี่ยวกับสังคม ก็จำเป็นต้องศึกษาสังคมทุกด้านทุกสภาพ  ประการสุดท้ายนักสังคมศาสตร์บางสาลา  เช่น สังคมวิทยา  ศึกษาปัญหาสังคมเพราะกำเนิดของวิชาสังคมศาสตร์ สาขานี้สืบเนื่องมาจากปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในยุคนั้นในดินแดนกำเนิด คือ ในทวีปยุโรป  โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส และแม้ดินแดนที่วิชานี้ไปเจริญเติบโต คือ สหรัฐอเมริกา  การศึกษาปัญหาสังคมจึงเป็นเสมือนประเพณีของนักวิชาการสาขานั้นๆ ที่ต้องปฏิบัติสืบต่อกันมาจนยุคปัจจุบัน

ความหมายของปัญหาสังคม

  แม้จะมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากและเป็นเวลานาน แต่นักวิชาการหรือผู้เกี่ยวข้องกับวิชานี้ก็ยังไม่สามารถจะตกลงเห็นพ้องกันในความหมายของคำนี้ได้ ต่างให้คำจำกัดความต่าง ๆ กัน ไปหลายอย่าง  เช่น Rubington and Weinberg1ให้ความหมายว่า ปัญหาสังคมได้แก่ สถาบันที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของคนจำนวนมากขนาดหนึ่ง ผู้ซึ่งเห็นพ้องต่างกันว่า ควรจะต้องทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน เพื่อแก้ไขสถานการณ์นั้นเสีย James  Mckee2นักสังคมวิทยาอีกผู้หนึ่งกล่าวว่า ปัญหาสังคมคือภาวะเงื่อนไขหรือสถานการณ์  ซึ่งสมาชิกของสังคมนั้นถือว่ามีลักษณะคุกคามต่อค่านิยมของเขาทางใดทางหนึ่ง  จากคำนิยามศัพท์ปัญหาสังคมของผู้รู้ทั้งสองท่านทำให้เห็นแนวความคิดที่สอดคล้องกันบางอย่างคือ  ประการแรก ปัญหาสังคมเป็นสถานการณ์อย่างหนึ่ง  สถานการณ์นี้อาจเป็น  คน  สัตว์  สิ่งของ หรือเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ เช่น  สงคราม  น้ำท่วม  เงินเฟ้อ อีกประการหนึ่ง ปัญหาสังคมเป็นสิ่งที่คุกคามหรืออาจก่ออันตรายและความเสียหายให้แก่ค่านิยมของคนกลุ่มหนึ่ง คำว่าค่านิยม  หมายถึงสิ่งที่คนยึดถือเป็นมาตรฐานในการวัดคุณค่าของสิ่งของต่าง ๆ หรือหมายถึงสิ่งเขาเห็นว่ามีคุณค่าเขาจึงรักหวงแหน อยากมี อยากได้ อยากเป็นเจ้าของค่านิยมอาจเป็นทางลบก็ได้ เช่น  สิ่งที่ไม่อยากได้  ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น แต่ในที่นี้ผู้ให้นิยามหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะทางลบ ก็จะถือเป็นปัญหาสังคม ประการที่ ๓ คำนิยามทั้งสองพูดถึงผู้เป็นเจ้าของค่านิยมทั้งสองนิยาม ไม่ระบุจำนวนที่แน่นอน  นิยามหนึ่งแจ้งว่า ผู้ได้รับการคุกคาม ผู้ได้รับการคุกคามต้องมีจำนวนมาก อีกนิยามไม่ได้ระบุจำนวนว่ามากหรือน้อย  แต่พอจะอนุมานว่ามากคน อย่างไรก็ดีเรื่องจำนวนนี้อาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์และประเภทของบุคคลด้วย  สถานการณ์บางอย่างมีความรุนแรงและเกิดอยู่ยาวนาน แม้จะไม่กระทบกระเทือนคนมากทันที  แต่ก็อาจลุกลามต่อไปได้ภายหลัง  เช่นนี้แม้จำนวนคนที่ได้รับผลกระทบตอนแรกจะไม่มากนักก็อาจถือเป็นปัญหาสังคมได้  สำหรับบุคคลบางประเภท เช่น ข้าราชการ  นักเขียน  นักหนังสือพิมพ์  นักการเมือง  ผู้นำ ฯลฯ แม้มีจำนวนไม่มาก  แต่ก็อาจถือได้ว่าสิ่งที่คุกคามสวัสดิภาพของเขาเป็นปัญหาสังคมได้

  นอกจากนั้น  ยังมีสิ่งที่นิยามทั้งสองมีต่างกันและควรให้คำอธิบายเพิ่มเติมอีกบางประการคือ นิยามแรกกล่าวถึงการที่จะต้องมีการตกลงใจร่วมกันในหมู่คนจำนวนมากที่ได้รับการคุกคามจากปัญหาสังคมในการที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อแก้ไข หรือกำจัดสถาการณ์นั้นเสีย และมีคำอธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งที่จะเป็นปัญหาสังคมมีลักษณะสำคัญ ๓ ประการ คือ (๑) มีภาวะวัตถุวิสัยปรากฏอยู่ (Objective Condition) เช่น อาชญากรรม ความยากจน ความตรึงเครียด เกี่ยวกับเชื้อชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีขนาดหรือปริมาณมากจนสังเกตได้ วัดได้โดยบุคคลทั่วไป (๒) นิยามอัตวิสัย (Subjective Definition) หมายถึงว่าบุคคลในสังคมจำนวนหนึ่งของสังคมนั้นรู้สึกว่าภาวะวัตถุวิสัยนั้นเป็นสิ่งที่คุกคามสิ่งที่เขาถือว่า มีค่า ภาวะวัตถุวัตถุวิสัยนั้นจึงจะถือได้ว่าเป็นปัญหาสังคม นอกจากนั้น ผู้ให้นิยามคนหลังนี้ยังบอกด้วยว่า ก่อนที่ภาวะวัตถุวิสัยจะเป็นปัญหาสังคมนั้น ผู้ได้รับความกระทบกระเทือนจะต้องเชื่อด้วยว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ความรู้ความสามารถของคนในสังคมสามารถจะแก้ไขหรือขจัดให้หมดไปได้ เช่น ภาวะวัตถุวิสัยคือ ความยากจน  หากชาวบ้านคิดว่าพวกเขาหรือสังคมของเขาสามารถขจัดความยากจนให้หมดไปได้  ความยากจนก็กลายเป็นปัญหาสังคม หากเขาคิดว่า สังคมของเขาไม่สามารถแก้ไขหรือกำจัดความยากจนให้หมดไปได้ ความจนก็ไม่เป็นปัญหาสังคม

  กล่าวโดยสรุปปัญหาสังคมคือ สถานการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดที่คนในสังคมหนึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่คุกคามต่อค่านิยมของเขา  เขาจึงตกลงใจร่วมกันที่จะแก้ไขหรือกำจัดสถานการณ์นั้นให้หมดไปได้โดยที่เขาเชื่อว่า พวกเขามีความสามารถที่จะกระทำเช่นนั้นได้

  ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นมีมากมาย แต่ปัญหาที่จะจัดได้ว่า เป็นปัญหาสังคม(Social problems) นั้น จะต้องเป็นปัญหาซึ่งมีผลกระทบต่อผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม และผลกระทบนั้นเป็นผลกระทบในางลบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์

  ปัญหาจะเป็นเรื่องทางสังคม ก็ต่อเมื่อปัญหานั้นเกิดจากการกระทำต่อกันทางสังคมและเป็นปัญหาของส่วนรวมไม่ใช่ปัญหาของบุคคล(Scarpitti, ๑๙๗๔: ๓ ) เกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ปัญหาสังคม” นั้นได้มีผู้ให้คำจำกัดความไว้หลายท่านและที่น่าสนใจมีดังนี้

  Paul B. Horton และ Gerald R. Leslie (๑๙๗๐ : ๖) ให้ความหมายว่า ปัญหาสังคมเป็นสภาวการณ์ที่มีผลต่อคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาและมีความรู้สึกว่าสภาวะนั้นสามารถกระทำบางอย่างเพื่อแก้ไขโดยการกระทำร่วมกัน

  Becker (๑๙๖๗ อ้างถึงในถาวร เกิดเกียรติพงศ์, ๒๕๒๓ :๔) เห็นว่า ปัญหาสังคมเป็นสภาวะอย่างหนึ่ง(A condition) ซึ่งคนจำนวนมากพอสมควรเห็นว่าเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานทางสังคมบางประการที่พวกเขายึดมั่น

  Rubington และ Weinberg ( ๑๙๗๑:๖ อ้างถึงในสัญญา  สัญญาวิวัฒน์, ๒๕๒๖ : ๓) กล่าวว่า นักสังคมวิทยามักถือว่า ปัญหาสังคมคือ สถานการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของคนเป็นจำนวนมากในกลุ่มหรือในสังคมหนึ่งสังคมใด จึงได้ตกลงใจที่จะจัดการแก้ไขสถานการณ์นั้นให้กลับสู่สภาพปกติ หรือให้มีสภาพดีขึ้น

  สัญญา  สัญญาวิวัฒน์ (๒๕๒๖ : ๕) ได้กล่าวโดยสรุปไว้ว่า ปัญหาสังคม คือสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของคนเป็นจำนวนมากของกลุ่มหรือของสังคมหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เขาตกลงใจ ที่จะกระทำการแก้ไขสถานการณ์นั้น เมื่อเขาตระหนักว่าอยู่ในวิสัยที่จะทำได้

  ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า ปัญหาสังคมเป็นสภาวการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากในสังคมกำหนดให้เป็นปัญหาเพราะเห็นว่าไม่สอดคล้องกับแบบฉบับที่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม และเห็นว่าจะต้องมีการแก้ไขสภาวการณ์นั้นให้หมดไปหรือบรรเทาลงไม่ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ

  จากความหมายของปัญหาสังคมที่นักสังคมวิทยาได้กล่าวไว้ พบว่า ปัญหาสังคมมีลักษณะสำคัญ ๆ ดังนี้

  ๑. ปัญหาสังคม เป็นสภาวการณ์ที่สมาชิกของสังคมไม่พึงปรารถนา หรือเห็นว่าจะเป็นอันตรายต่อสมาชิก ถ้าปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น

  ๒. เป็นสภาวการณ์ที่มีผลกระทบกระเทือนต่อคนจำนวนมาก หรือเป็นสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในขนาดมากพอที่จะกระตุ้นคนจำนวนมากเดือดร้อน

  ๓. เป็นสภาวการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของคนจำนวนมากจนเป็นเหตุให้เขาตกลงใจที่จะกระทำการแก้ไขสถานการณ์นั้น

  ๔. เป็นสภาวการณ์ที่สังคมเห็นว่าสามารถจะปรับปรุงแก้ไขให้หมดไปหรือให้บรรเทาลงได้

  ๕. เป็นสภาวการณ์ซึ่งคนจำนวนมากพอสมควรเห็นว่า เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคมบางประการที่พวกเขายึดมั่น

  ๖. เป็นสภาวการณ์ที่คนจำนวนมากเห็นว่าจะต้องมีการกระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไข จะปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้

  ๗. เป็นสภาวการณ์ที่ซับซ้อน และการแก้ไขนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่ายในสังคม ถ้าเป็นเพียงผู้ใดผู้หนึ่ง เช่น  พ่อค้าขายของส่งเสียงรบกวนชาวบ้าน เพียงแต่ตำรวจจับกุมพ่อค้าไปลงโทษตามกฎหมายก็หมดปัญหา ลักษณะเช่นนี้ไม่เป็นปัญหาสังคม

  ลักษณะของปรากฏการณ์ทางสังคมที่จัดว่าเป็นปัญหาสังคม ยกตัวอย่างให้เห็นได้ เช่น การค้าประเวณี ผู้คนในสังคมต่างก็เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคมและมีผลกระทบกระเทือนไปถึงสังคมโดยส่วนรวม เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งอาจจะติดต่อไปถึงผู้อื่นที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับโสเภณีโดยตรง ผลกระทบต่อชื่อเสียงของสังคมส่วนรวม เช่น ได้ชื่อว่าเป็นเมืองโสเภณี ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของลูกหลาน เช่น กามโรค  ร่างกายพิการ  ผลกระทบต่อสังคม เช่น ความไม่เป็นธรรมในสังคม การหลอกลวง  การรีดไถ  คอร์รัปชั่น  การบังคับให้ต้องขายตัว ซึ่งมีลักษณะคล้ายทาส  สภาวะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากไม่พึงปรารถนาให้เกิดหรือมีขึ้นในสังคม  ต่างก็หาวิธีการต่าง ๆ มาปรับปรุงแก้ไข โดยที่เห็นว่าปัญหานี้ สามารถที่จะแก้ไขให้หมดไป หรือให้บรรเทาลงได้ ถ้าหลาย ๆ ฝ่ายได้ช่วยกัน เช่น มีการร่วมมือกันทั้งในฝ่ายของประชาชน องค์การอาสาสมัครต่าง ๆ องค์การของรัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลตลอดจนตัวโสเภณีและลูกค้าที่ไปหาความสำราญจากหญิงโสเภณีเลิกเที่ยวเลิกอาชีพนี้เปลี่ยนไปประกอบอาชีพใหม่

  ถ้าสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามลักษณะดังกล่าว เช่น ถ้าสังคมนั้นมองเห็นว่าการค้าประเวณีเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมดีขึ้น ช่วยบรรเทาปัญหาสังคมอื่น ๆ ได้ สภาวการณ์นั้นก็ไม่จัดว่าเป็นปัญหาสังคม

สาเหตุของปัญหาสังคม

  ปัญหาสังคม อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในลักษณะที่ผู้คนในสังคมยอมรับไม่ได้ อาจเกิดจากความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์หรือ อาจเกิดจากปัจจัยทางสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติที่ไม่เหมาะสม เป็นต้นว่า ความแห้งแล้ง  ภัยธรรมชาติ

  สุวิทย์  รุ่งวิสัย (๒๕๒๓ : ๖๓) เห็นว่าปัญหาสังคมมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จากลักษณะของพฤติกรรมที่มีส่วนสัมพันธ์กับวัฒนธรรม และจากพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ที่มีลักษณะเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม

  Julian และ Kornblum(๑๙๘๒ : ๑๒–๑๓ ) กล่าวไว้ว่า นักสังคมวิทยาได้พยายามเสนอกฏเกณฑ์หลักการต่าง ๆ เพื่ออธิบายถึงสาเหตุแห่งปัญหาสังคม สรุปได้ว่าปัญหาสังคมอาจเกิดจากภาวะสังคมพิการจากพฤติกรรมฝืนสังคม จากการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันสังคม จากพยาธิสังคม(Social pathology) และอาจเนื่องมาจากปฏิกิริยาของสังคมที่มีต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหรือพฤติกรรมของคน (Labeling)

  S. D. Weinberg (๑๙๗๐) เสนอไว้ว่า ปัญหาสังคมอาจเกิดมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  ๑. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี  ก่อให้เกิดปัญหาประชากร ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ปัญหาการว่างงาน

  ๒. พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคมและความไม่เป็นระเบียบของสังคม เช่น ปัญหาการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน ปัญหายาเสพติด

  จากแนวความคิดเกี่ยวกับการศึกษาปัญหาสังคมของ Frank R. Scarpitti พบว่า ปัญหาสังคมมีสาเหตุมาจาก

  ๑. สถาบันสังคมไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ซึ่งอาจก่อให้เกิด ปัญหาครอบครัว  ปัญหายาเสพติด  ปัญหาเด็กเกเร ฯลฯ

  ๒. เนื่องมาจากพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน ไปจากบรรทัดฐานของสังคม เป็นต้นว่า ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาอาชญากรรม ฯลฯ

  ๓. เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน  ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ปัญหาทางธุรกิจ

  นักวิชาการบางท่านมีแนวความคิดที่ว่า ปัญหาสังคมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเห็นว่าสาเหตุอื่น ๆ นั้นสืบเนื่องมาจากผลแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การที่คนเราจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม ก็เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ไปเป็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่สลับซับซ้อน มีการแก่งแย่งแข่งขันเอารัดเอาเปรียบ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต  ปัญหาความขัดแย้ง  หรือการที่สถาบันสังคมมีการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานที่ให้ผู้คนในสังคมปฏิบัติ  ก็อาจเกิดปัญหาการไม่ยอมรับหรือเกิดปัญหาการขัดแย้งขึ้นได้  ภาวะสังคมพิการก็อาจสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

  จากการที่ได้ศึกษาสาเหตุของปัญหาสังคม จากการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นและจากทฤษฎีแนวคิดของนักสังคมวิทยาและนักวิชาการต่าง ๆ สรุปได้ว่าสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมมีดังนี้

  ๑. เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social change)

  ๒. เนื่องจากการเสียระเบียบทางสังคม (Social disorganization)

  ๓. เนื่องจากพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม(The deviatilon of behavior)

  การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ถ้าเป็นไปอย่างรวดเร็วจนผู้คนในสังคมนั้นปรับตัวตามไม่ทันก็จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมขึ้นได้ เป็นต้นว่า การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตจากการใช้แรงงาน คน  สัตว์  ไปเป็นใช้เครื่องจักร  เครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน  ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ  การเปลี่ยนสภาพจากการอยู่ในสังคมชนบทไปอยู่ในสังคมเมือง  หรือเปลี่ยนสภาพจากชนบทไปเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว อาจก่อให้เกิดปัญหาการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยการแก่งแย่ง  แข่งขัน  ความเห็นแก่ตัว การขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง  ระหว่างผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงกว่ากับผู้มีตำแหน่งต่ำกว่า  ฯลฯ  เป็นผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต  ปัญหาครอบครัว ฯลฯ

  การเสียระเบียบทางสังคม หมายถึง ภาวะที่สังคมไม่สามารถจะควบคุมสมาชิกของสังคมให้ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่วางไว้ หรือสภาวะที่สถาบันสังคมไม่สามารถรักษาบรรทัดฐานในกิจกรรมด้านนั้น ๆ ไว้ได้ การเสียระเบียบทางสังคม เป็นการระส่ำระสาย การขาดตอน การขัดกัน หรือการขาดสมานฉันท์ภายในกลุ่มสังคมหนึ่งหรืออีกสังคมหนึ่ง ซึ่งมีผลกระกระเทือนต่อวิถีชีวิตความเคยชิน ต่อสถาบันสังคม ต่อการควบคุมทางสังคม  ทำให้ชีวิตสังคมไม่อาจดำเนินไปอย่างราบรื่น ถ้าหากไม่ปรับปรุงแก้ไข

  การที่สังคมเสียระเบียบ เกิดจากสาเหตุสำคัญ ๒ ประการ คือ  การขาดความเชื่อถือในตัวบุคคลผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดระเบียบแบบแผน  กับความไม่เหมาะสมของตัวระเบียบ ซึ่งอาจล้าสมัยจนเกินไป เป็นกฏเกณฑ์ที่ไม่อาจดำเนินสู่เป้าหมายหรือความมุ่งหมายได้เลย ดังนั้นผู้คนจึงเกิดความไม่แน่ใจในการปฏิบัติตามบรรทัดฐานนั้น และหาวิธีการใหม่ที่จะดำเนินสู่ความต้องการหรือเป้าหมายที่กำหนด

  สภาพสังคมที่เสียระเบียบ  กระบวนการควบคุมทางสังคมจะทำงานไม่ได้ผล คนจะเสื่อมคลายความเชื่อในกฎหมาย  สถาบัน  ตลอดจนตัวบุคคลที่มีอำนาจมาแต่เดิม ผลประโยชน์และความคิดเห็นของคนกลุ่มต่าง ๆ อาจจะขัดแย้งกัน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นทำให้คนแตกแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ต้องการรักษาสถานะเดิมและฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้  ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม เกิดปัญหาการใช้อำนาจโดยพลการ  ปัญหาการจราจร

  พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม เป็นพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม  ที่แสดงออกและมีผลต่อส่วนรวม  ประชาชนมีความรู้สึกว่าเป็นสภาวการณ์ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับตนและสังคม  เช่น  การติดยาเสพติด  การค้าประเวณี  การประกอบอาชญากรรม  การที่คนเรามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนนั้น อาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ  เป็นต้นว่า

-  ปัจจัยทางชีววิทยา  เนื่องจากกรรมพันธุ์  ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ  ทำให้บุคคลที่มีความผิดปกตินั้น ๆ แสดงพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับออกมา  เช่น เป็นผู้มีอารมณ์ฉุนเฉียว  โกรธง่าย  มีความต้องการทางเพศสูง  โง่เขลาถูกชักจูงไปในทางที่ผิดหรือกระทำผิดได้ง่าย

-  ปัจจัยทางจิต  เช่น  ความคับข้องใจ ได้รับการปฏิบัติด้วยความไม่เป็นธรรม หรือจิตใจที่เกิดความต้องการอย่างรุนแรง  อาจทำให้บุคคลมีจิตผิดปกติ  ก่อปัญหาอาชญากรรม  ปัญหาการฆ่าตัวตาย หรือปัญหาอื่น ๆ ก็ได้

-  ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม  ทั้งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางสังคม  ชักนำให้เกิดปัญหาสังคมได้เช่นกัน เช่น  ปัญหาโสเภณีเกิดจากการที่ชาวบ้านขายลูกสาวไปเป็นโสเภณีเพื่อขจัดความยากจน  ปัญหาความยากจน เกิดจากธรรมชาติไม่อำนวยต่อการทำมาหากินประกอบกับความด้อยคุณภาพของคน

-  ปัญหาทางค่านิยม ทำให้ผู้คนต่างพยายามหาวิธีการให้ได้มาซึ่งค่านิยมในสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีที่สังคมยอมรับ เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคมหรือไม่ก็ตาม  ดังนั้นจึงอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมได้ เช่น ค่านิยมในเพชรพลอย  เงินทอง  ทำให้ต่างคนอยากจะได้  อยากจะมี  ซึ่งถ้าไม่สามารถหามาได้ด้วยวิธีสุจริตก็อาจใช้วิธีทุจริต

ผลของปัญหาสังคม

  เมื่อเกิดปัญหาสังคมขึ้นแล้วย่อมจะเกิดผลเสียทั้งบุคคลและสังคมส่วนรวม และไม่ว่าบุคคลนั้น ๆ จะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรงหรือไม่ก็ตาม  ย่อมจะได้รับผลกระทบจากปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นนั้น ๆ ไม่มากก็น้อย ไม่โดยทางตรงก็ทางอ้อม ตัวอย่าง เช่น ปัญหาโสเภณีอาจมีผลกระทบถึงผู้ที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับตัวโสเภณีในด้านต่าง ๆ เช่น อาจเป็นผลเสียต่อญาติพี่น้องซึ่งไปเที่ยวหญิงโสเภณี อาจได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณไปในการป้องกัน  ปราบปราม  ในการอบรมโสเภณี  ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บจากผู้ที่ไปเกี่ยวข้องกับโสเภณี  และจากความเจ็บป่วยนั้น ๆ ย่อมมีผลต่อกำลังในการผลิตของสังคม  ผลของปัญหาโสเภณีแยกเป็น ๓ ประการ คือ

  ๑. ผลทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การเสียทรัพย์สิน การขาดกำลังในการผลิต  ทรัพย์สินอาจเสียไปในกรณีดังต่อไปนี้

-  ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

-  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

-  ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ผู้ที่ประกอบกิจการทางการค้าประเวณี เมื่อพิจารณาดูแล้ว ไม่ได้มีส่วนช่วยในการเพิ่มผลผลิตและรายได้แก่สังคม เพียงแต่ช่วยให้การเงินหมุนเวียน และถ้ามีบุคคลประเภทนี้มาก ๆ แต่บุคคลผู้ผลิต ผู้สร้างสินค้า  ผู้เพิ่มผลิตผลทางการเกษตร เพิ่มผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ถ้าบุคคลดังกล่าวมีน้อย ก็จะไม่ช่วยให้สังคมเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

๒. ผลทางด้านสังคม ได้แก่  เสียชื่อเสียง และก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา  สังคมที่มีโสเภณีมาก อาจได้ชื่อว่าเป็นเมืองโสเภณี  ทำให้สังคมอื่นดูถูก  มองผู้หญิงของสังคมนั้นเป็นผู้หญิงไม่ดีไปก็ได้

การมีโสเภณีอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา เช่น ปัญหาการล่อลวงผู้หญิงไปเป็นโสเภณี  ปัญหาการทำร้ายร่างกาย  ปัญหาสุขภาพอนามัย  ปัญหาเด็กไม่มีพ่อ ฯลฯ

๓. ผลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องและผู้มีอาชีพโสเภณี ผลที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บ  การเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล  เสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งของครอบครัวและตนเอง

ปัญหาสังคมอื่น ๆ ก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเศรษฐกิจ สังคม และตัวผู้เกี่ยวข้องในทำนองเดียวกัน

ผลของปัญหาสังคมนั้นจะทำลายชีวิตที่สงบสุข ทำลายความเจริญก้าวหน้าของชีวิตและสังคม  ดังนั้นจึงควรจะได้ช่วยกันป้องกันแก้ไข 

๒. ประเภทของปัญหาสังคม

  ปัญหาสังคมมีอยู่มากมายและอาจจัดหมวดหมู่เป็นประเภทได้หลายแบบ ผู้เขียนเสนอว่า เราอาจแบ่งปัญหาสังคมออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ (๑) ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับสังคมหรือปัญหาการปรับตัวของปัจเจกชนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ (๒) ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่อกลุ่ม หรือการจัดระเบียบภายในสังคม ตัวอย่างของปัญหาสังคมประการแรก ได้แก่ ปัญหาเยาวชน  ปัญหาวัยรุ่น  ปัญหาคนแก่  ปัญหาพฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น การติดยาเสพติดต่าง ๆ การติดฝิ่น ติดกัญชา ติดเหล้า ปัญหาโรคจิต เป็นต้น ตัวอย่างปัญหาประการหลังได้แก่ ปัญหาการขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ  ปัญหากรรมกรกับนายทุน  ปัญหาที่อยู่อาศัยแหล่งเสื่อมโทรม ปัญหาสภาวะแวดล้อม เป็นต้น ปัญหาจราจรหนาแน่น  ปัญหาการเพิ่มของประชากร เป็นต้น

  ในหนังสือนี้จะแบ่งปัญหาเป็นประเภทต่าง ๆ ตามประสบการณ์ คือ ปัญหาที่มักได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ คือ ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองและทางสังคม ปัญหาทางเศรษฐกิจได้แก่ ภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่คนในสังคมเป็นจำนวนมากรู้สึกว่าคุกคามคุณค่าของคนและต้องการจะแก้ไขให้ดีขึ้นหรือขจัดให้หมดไป เพราะเชื่อว่าคนหรือสังคมของคนสามารถทำได้ เช่น ความยากจน การขนส่งอาชีพต่าง ๆ การตลาด  ราคาสิ่งของแพง เงินเฟ้อ เงินฟุบ เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นต้น ปัญหาทางการเมืองได้แก่  ภาวะการณ์ทางการเมืองที่คนในสังคมจำนวนมากรู้สึกว่า คุกคามคุณค่าของคนและต้องการจะแก้ไขให้หมดสิ้นไปหรือเบาบางลง เพราะเชื่อว่าพวกตนสามารถแก้ไขได้ เช่น การคอรัปชั่น ซึ่งอาจแบ่งย่อยออกเป็น การโกงรูปแบบต่าง ๆ การเบียดบังเวลาราชการ การเล่นพรรคเล่นพวก  การรับสินบน เป็นต้น การแทรกซึมของลัทธิคอมมิวนิสต์ สงคราม เป็นต้น ปัญหาทางสังคม ได้แก่ ภาวะการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่คนในสังคมเป็นจำนวนมากรู้สึกว่าคุกคามต่อคุณค่าของตน จึงต้องการแก้ไขโดยเห็นว่า การกระทำเช่นนั้นอยู่ในวิสัยของกลุ่มหรือสังคมของตนเองจะทำได้ เช่น ปัญหาการศึกษาอนามัย อาชญากรรม ปัญหาวัยรุ่น ยาเสพติด สภาวะแวดล้อมเป็นพิษ และปัญหาประชากรเพิ่มอย่างรวดเร็ว เป็นต้น



1 Rubington and Wienberg. The Study of Social Problems. หน้า ๖ และJames B. McKee, Intioduction to Sociology. หน้า ๖๔๕

2 Encyclopedla of Sociology (Gilford. Connecticut. The Duskin Publishing Group. ๑๙๗๔) P. ๖๐