๑. การใช้ที่ดิน ได้มีการศึกษาและวางแผนการใช้ที่ดินในเมือง และได้กำหนดประเภทที่ดินไว้ ๔ ประเภทใหญ่ ๆ คือ บริเวณเพื่อการขยายตัวของเมืองและการอุตสาหกรรม บริเวณที่ควรจะสงวนรักษาไว้เพื่อการเกษตร บริเวณที่ควรจะสงวนรักษาไว้เพื่อการป้องกันสภาพสิ่งแวดล้อม และบริเวณที่ควรรักษาไว้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสภาพของดินและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วเป็นสำคัญ โดยจัดทำที่นครหลวงก่อนดังได้กล่าวมาแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการวางระเบียบและโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในขั้นรายละเอียดต่อไป อีกทั้งได้เร่งรัดประกาศใช้ผังเมืองรวม จัดทำแผนและดำเนินการให้มีการกระจายตัวของอุตสาหกรรมไปยังเมืองหลักในภาคต่าง ๆ
๒. ด้านที่พักอาศัยและแหล่งเสื่อมโทรมรัฐมีโครงการและดำเนินการให้มีที่อยู่อาศัยสอดคล้องกับที่ดินและกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ให้โรงงานอุตสาหกรรมจัดสร้างที่พักคนงาน เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งอาชีพ มีโครงการเคหะของรัฐ พร้อมทั้งสนับสนุนการเคหะสงเคราห์ทั้งหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ ยังได้ให้มีการปรับปรุงบ้านเรือนที่มีอยู่เดิมแต่สภาพเสื่อมโทรม สนับสนุนการวิจัยและหาวัสดุและวิธีการก่อสร้างที่มีราคาถูก และให้บริการนี้แก่เอกชน เพื่อกำจัดแหล่งเสื่อมโทรม
๓. ด้านคมนาคมและขนส่ง ได้จัดทำผังเมืองรวม ให้ระบบการคมนาคมและการใช้ที่ดินสอดคล้องกันพร้อมกับได้พยายามจำกัดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลโดยเพิ่มภาษี และมีการควบคุมมาตรฐานของควันจากท่อไอเสียและระดับเสียง อีกทั้งเร่งรัดการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
๔. ด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อม ควบคุมการกำจัดสิ่งโสโครก และสนับสนุนด้านงบประมาณ ในการก่อสร้างระบบกำจัดน้ำเสียและป้องกันน้ำท่วมของเมืองต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังได้มีการควบคุมและป้องกันมลพิษทางอากาศ ควบคุมและกำจัดขยะมูลฝอย
๕. ในด้านสังคมวัฒนธรรมและศีลธรรม ได้มีการส่งเสริมบริกรรมสังคม ทางด้านการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น การทำสวนหย่อม ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน เเละยังได้จัดทำแผนอนุรักษ์โบราณสถานและวัตถุทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งประชากรก็เพิ่มมากขึ้น ทรัพยากรขาดแคลน ประชากรอยู่ในสภาพที่มีความกดดันทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ศีลธรรมของประชาชนเสื่อมลงเกิดภาวะที่เรียกได้ว่าเป็น “มลพิษทางจิตใจ” กรมการศาสนาและชมรมต่าง ๆ ของเอกชนได้จัดการอบรมเพื่อฟื้นฟูศีลธรรมของประชาชน ฯลฯ
๖. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบุกรุกป่าไม้ เป็นปัญหาอีกประหนึ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนชนบท เนื่องจากที่ดินทำกินเสื่อมคุณภาพ ให้ผลผลิตต่ำ นอกจากนี้ยังมีการใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า เช่น การใช้ไม้ในการหุงต้ม และการใช้ทรัพยากรที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การทำเหมืองแร่ เพื่อป้องกันการบุกรุกป่า รัฐได้ดำเนินงานจัดตั้งโครงการขึ้นหลายโครงการ เช่น โครงการปรับปรุงที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อให้ชาวชนบทมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการปฏิรูปที่ดิน จัดที่ดินทำกินให้เป็นระเบียบ จัดตั้งนิคมสร้างตนเอง นิคมสหกรณ์ที่ดิน เป็นต้น อีกทั้งจัดทำนโยบายและวางแผนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในเชิงอนุรักษ์ และหาสิ่งทดแทนทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แนะนำให้ทำก๊าซชีวภาพในการหุงต้ม พร้อมกับควบคุมให้การศึกษาและประชาสัมพันธ์ให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัย
๗. การตั้งชุมชนและที่อยู่อาศัยในชนบทเป็นไปตามธรรมชาติไม่ถูกสุขลักษณะ ขาดการบริการทางสาธารณูปโภคและสาธารณสุข รัฐจึงได้จัดวางรูปแบบและแผนผังของชุมชนใหม่ขึ้น โดยการปฏิรูปที่ดินและตั้งโครงการจัดหาที่ทำกิน นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปใช้ในการป้องกันและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม และได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการเคหะราคาถูกในชนบทอย่างจริงจัง เช่น หาวัสดุในท้องถิ่นที่มีความคงทนแข็งแรง เพื่อลดปริมาณความต้องการและความสิ้นเปลืองของทรัพยากรธรรมชาติ
๘. ขาดแคลนน้ำสะอาด การขาดแคลนน้ำทำให้เกิดความเดือดร้อนในการดำรงชีพ รัฐได้จัดให้มีการประสานหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน หน่วยรักษาต้นไม้ของกรมป่าไม้ เขื่อนเพื่อพลังงานไฟฟ้า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ฯลฯ ตลอดจนโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการสนับสนุนด้านงบประมาณ ทั้งนี้เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดปีทั่วชุมชน
๙. ขาดอนามัยขั้นพื้นฐาน รัฐได้แก้ปัญหานี้ โดยเร่งให้การศึกษาประชาสัมพันธ์ให้ชาวชนบทเข้าใจในเรื่องการอนามัยขั้นพื้นฐาน และเร่งรัดขยายบริการด้านอนามัยให้ถึงมือประชาชนส่วนใหญ่ในชนบท
โดยสรุปแล้วรัฐได้ดำเนินการพัฒนาโดยมีจุดมุ่งหมายหลัก ๒ ประการ คือ ให้มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อชุมชนในชนบทอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อผลเสียหายแก่สภาพแวดล้อมและให้ชุมชนในชนบทได้รับบริการสังคมขั้นพื้นฐาน ตามสิทธิที่พลเมืองของประเทศควรจะได้รับ
ปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม
สภาวะมลพิษอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในน้ำ ดิน หรืออากาศ เราอาจได้รับสารมลพิษโดยตรงหรือได้รับมาเป็นทอด ๆ ตามโซ่อาหาร พิษที่ได้รับอาจจะเฉียบพลันหรือเป็นพิษเรื้อรัง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะกระจายและก่อผลเสียหายได้เป็นระยะไกล ๆ สารมลพิษยิ่งแพร่ไปไกลเพียงใด ก็ยิ่งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศมากระบบขึ้นและจะยากต่อการแก้ไข การสะสมสารมลพิษอาจจะกินเวลานานกว่าจะปรากฏผลเสียหาย สารมลพิษที่ปล่อยเข้าสู่สิ่งแวดล้อมในยุคนี้อาจจะเป็นผลเสียหายในรุ่นลูกหลาน ซึ่งก็อาจจะสายเกินกว่าจะตามแก้ไขได้ การเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว การศึกษาอบรมให้ประชาชนเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนยังขาดวินัย การทิ้งขยะสิ่งปฏิกูลเป็นไปอย่างไม่มีระเบียบ สภาพแวดล้อมทั่วไปไม่น่าดูเกิดสภาพที่กลุ่มของมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ(ผชป.) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อจะปรับปรุงศีลธรรมของประชาชนเรียกว่า “มลภาวะทางจิตใจ” หรือบางท่านเรียกสภาพที่เป็นปัญหาทางสังคมทั้งหมดนี้ว่าเป็น “มลพิษของสังคม” *
ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติและให้ประโยชน์แก่มนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทรัพยาการเหล่านี้ได้แก่ ป่าไม้ น้ำ ดิน อากาศ ทุ่งหญ้า แสงอาทิตย์ แร่ธาตุ สัตว์ รวมทั้งมนุษย์ ฯลฯ ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มีประโยชน์และจำเป็นในการดำรงชีพ เช่น นอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ยังเป็นแหล่งผลิตพืชพันธ์ธัญญาหารและสัตว์ต่าง ๆ ที่เป็นอาหารของมนุษย์ เป็นต้น ประโยชน์ของป่าไม้ นอกจากจะใช้ไม้ในการก่อสร้างบ้านเรือน เครื่องเรือน ภาชนะ ฯลฯ แล้ว ไม้บางชนิดยังเป็นอาหารและเป็นยารักษาโรค นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งร่มรื่น สวยงาม ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ แร่ธาตุก็เป็นประโยชน์มากมายต่อมนุษย์ เราใช้แร่ธาตุทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค แร่ธาตุบางชนิดเป็นแหล่งให้พลังงาน ในรักษาโรค ฯลฯ มนุษย์ก็นับเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญเช่นกัน มนุษย์มีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้โลกพัฒนาทั้งในด้านวัตถุและจิตใจ การที่เราสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายขึ้นมากในทุกวันนี้ ก็เพราะความสามารถของมนุษย์บางคนทำให้เรามีไฟฟ้า รถยนต์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ทั้งนี้เป็นเพราะเรารู้จักใช้ทรัพยากรมนุษย์ไปในทางที่ถูกต้อง ส่งเสริมสนับสนุนให้คนที่มีความสามารถได้ใช้ความฉลาดความสามารถของเขาได้เต็มที่ แต่บางครั้งการดำรงชีพของเราก็ขาดความปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย การเอารัดเอาเปรียบและความอดอยาก ทั้งนี้ก็เพราะเราใช้ทรัพยากรมนุษย์ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เมื่อคนเกิดมาทุกคนควรจะได้รับการอบรม เลี้ยงดู ได้รับการศึกษา และได้รับการฝึกอบรมให้รู้ถึงผิดชอบชั่วดีมีงานทำเลี้ยงชีพตนเองได้ และทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์จึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสงบ และการที่จะเป็นเช่นนี้ได้จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย คือ รัฐ เอกชน และมนุษย์ทุก ๆ คน ทั้งนี้รัฐควรจะต้องมีการจัดให้ทั่วถึง ทั้งในด้านการศึกษาอบรม และความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ของประชากร และอาจแบ่งทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ออกได้เป็น ๔ ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ
(๑) ทรัพยากรที่ไม่สิ้นเปลือง (Inexhaustible resources) หมายถึงทรัพยากรที่มีให้ใช้ได้ตลอดไป ได้แก่ แสงอาทิตย์ พลังน้ำ พลังลม เป็นพลังที่มีอยู่ให้เรานำมาใช้ได้ตลอดไป
(๒) ทรัพยากรที่สร้างชดเชยใหม่ได้ (renewable resources) ได้แก่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดทั้งพืชและสัตว์รวมทั้งมนุษย์ ถ้าเรารู้จักใช้ทรัพยากรชนิดนี้อย่างเหมาะสม กล่าวคือรักษาอัตราการใช้ให้พอเหมาะกับอัตราการเกิด ก็จะมีทรัพยากรประเภทนี้ให้เราได้ใช้ตลอดไป
(๓) ทรัพยากรที่ไม่สามารถสร้างชดเชยใหม่ได้ (nonrenewable resources) เป็นทรัพยากรประเภทที่ใช้แล้วหมดไป ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เกิดจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมอยู่ใต้ดินเป็นเวลาหลายล้านปี
(๔) ทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ (recyclable resources) เป็นทรัพยากรประเภทที่ใช้แล้วนำผ่านกระบวนการแปรรูปให้กลับสู่สภาพเดิมก่อนนำมาใช้อีก ได้แก่ แร่ธาตุ โลหะทั้งหลาย
ปัญหาเสียงรบกวน
ในเขตเมือง ชาวเมืองจะถูกรบกวนด้วยเสียงกระดิ่งจากรถเก็บขยะทุกวัน ผู้ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์มักจะพบกับเสียงรบกวนต่าง ๆ เช่น เสียงชักโครก เสียงสัตว์เลี้ยง เสียงโทรทัศน์ เสียงเด็กร้อง เสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงเครื่องซักผ้า เสียงเครื่องไดรผ้า เป็นต้น
ในที่ทำงานเราก็ต้องเจอกับเสียงรบกวนอีก เช่น เสียงเครื่องพิมพ์ดีด เสียงเครื่องจักร อยู่ในท้องถนนระหว่างทางกลับบ้านหรือไปทำงาน เราก็พบกับเสียงรบกวนมากมายหลายประเภท เช่น เสียงแตรรถ เสียงท่อไอเสีย เสียงเพลงร๊อคจากตู้เพลง ท้ายสุดในตอนค่ำเมื่อนั่งดูโทรทัศน์ก็อาจถูกรบกวนด้วนเสียงสุนัขเห่า เสียงรถยนต์ เสียงรถไฟ และเมื่อเราเข้านอนก็อาจจะถูกรบกวนด้วยเสียงไซเรน เสียงเครื่องบิน และเสียงจากแอร์คอนดิชั่น
ในอเมริกาได้มีการทำวิจัยพบว่า ๑๐–๑๖ ล้านคน มีปัญหาเกี่ยวกับการฟังและจำนวนนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี พ. ศ. ๒๕๑๔ องค์การป้องกันสภาพแวดล้อมของอเมริกาได้เสนอเรื่องต่อสภาคองเกรสของเขาว่า เสียงรบกวนต่าง ๆ นี้ได้มีผลต่อประชาชนอเมริกันประมาณ ๘๐ ล้านคน หรือประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด
เสียงรบกวนนี้ได้ถูกให้คำจำกัดความว่า คือ เสียงที่ไม่ต้องการ (Unwanted sound) เสียงรบกวนต่าง ๆ นี้ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของแต่ละบุคคล เช่น เสียงเพลงร๊อคดัง ๆ พวกคนบางกลุ่มอาจเห็นเป็นเสียงรบกวน แต่พวกแฟนเพลงอาจชอบก็ได้ อย่างไรก็ตามได้มีการจำแนก เสียงรบกวนออกเป็น ๓ ประเภท
๑. เสียงดัง(Loud sound)
๒. เสียงที่ไม่ชวนสนุก (unpleasent sound)
๓. เสียงที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด(sudden sound)
ปัญหาเด็กและเยาวชนทำความผิด
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชนในปี พ. ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๔ บัญญัติไว้ว่า “เด็ก” หมายถึงบุคคลที่มีอายุเกินกว่า ๗ ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่เกิน ๑๐ ปีบริบูรณ์ “เยาวชน” หมายถึง บุคคลที่มีอายุเกินกว่า ๑๐ ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง ๑๘ ปีบริบูรณ์ แต่ไม่ได้หมายถึงบุคคลผู้บรรลุนิติภาวะแล้วด้วยการสมรส พระราชบัญญัตินี้ไม่ได้กล่าวถึงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า ๗ ปีบริบูรณ์นั้น เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๓ ได้บัญญัติยกเว้นโทษไว้ว่า เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง ๗ ปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ
ในปัจจุบันปัญหาที่เกิดกับเด็กและเยาวชนมีมากมาย เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กหนีโรงเรียน การคบเพื่อน การปรับตัว สุขภาพอนามัย การศึกษา ศีลธรรม และปัญหาการกระทำความผิดกฎหมายบ้านเมือง
การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน ทางกฎหมายไม่ถือว่าเด็กและเยาวชนเป็นอาชญากรดังเช่นผู้ใหญ่ เพียงแต่ถือว่าเด็กและเยาวชนเป็นแต่เพียงผู้กระทำความผิดเท่านั้น เพราะถือว่าความผิดที่เด็กกระทำนั้นแตกต่างกับความผิดที่ผู้ใหญ่กระทำ ทั้งในแง่เจตนาและการกระทำ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กและเยาวชนมีความยั้งคิดน้อยกว่าผู้ใหญ่
การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนที่พบเห็นเสมอ ๆ ได้แก่
๑. การกระทำความผิดกฎหมายอาญา เช่น การทำร้ายร่างกาย การลักทรัพย์ การเสพยาเสพติดให้โทษ การกระทำผิดด้วยอาวุธ วัตถุระเบิด รวมถึงการทะเลาะวิวาทยกพวกเข้าทำร้ายกัน เป็นต้น
๒. ประพฤติผิดศีลธรรม ชอบเที่ยวเตร่ในสถานเริงรมย์ มั่วสุมเล่นการพนันตามที่ต่าง ๆ คบหาสมาคมกับบุคคลที่ประพฤติผิดศีลธรรมหรือบุคคลชั่วร้าย แสดงกิริยาจงใจก่ออันตรายในทางศีลธรรมหรืออนามัย
๓. ปรับตัวให้เข้ากับแบบแผนทางสังคมไม่ได้ เช่น หนีโรงเรียน หลบหนีออกจากบ้าน ใช้วาจาหยาบคายไม่สุภาพ ชอบเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ผิดกฎหมาย ไม่เคารพเชื่อฟังบิดามารดา เป็นต้น
สาเหตุของการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนที่สำคัญได้แก่
๑. สาเหตุภายในตัวผู้กระทำความผิด ได้แก่ ลักษณะอวัยวะทางร่างกายและจิตใจอันเป็นลักษณะส่วนบุคคลที่มีความบกพร่อง อันเป็นกำลังขับให้เด็กและเยาวชนประพฤติตนไม่เหมาะสมกับวัยจนเป็นเหตุให้กระทำความผิดขึ้น เช่น มีร่างกายผิดปกติแตกต่างจากบุคคลอื่น ทำให้เกิดปมด้อย และมีความวิตกกังวล จึงพยายามหาทางชดเชยด้วยวิธีการต่าง ๆ
๒. สาเหตุภายนอกตัวผู้กระทำความผิด สาเหตุจากภายนอกตัวผู้กระทำความผิดนี้ จะพิจารณาจากฐานะความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตของบุคคลอันเป็นลักษณะของสังคมว่า มีสิ่งใดในสิ่งแวดล้อมเกิดความบกพร่อง จนเป็นเหตุให้เกิดการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชนตามมา โดยเน้นว่า สังคมที่ไม่เป็นระเบียบเป็นเหตุพื้นฐานของการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน
สภาพของสังคมที่ไม่เป็นระเบียบ(Social Dis-organization) ได้แก่ ลักษณะดังต่อไปนี้
๒.๑. การคบเพื่อนเสเพล เนื่องจากเด็กและเยาวชนอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมไม่ดี เช่น อยู่ใกล้เเหล่งการพนัน แหล่งเสื่อมโทรมหรือแหล่งซ่องโจร เด็กอาจถูกใช้หรือจ้างวานไปในทางทุจริตได้
๒.๒. ความยากจน เป็นเหตุให้บิดามารดาไม่สามารถหาเงินมาจุนเจือครอบครัวในเรื่องที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายได้เพียงพอ เด็กและเยาวชนอาจจะเกิดความจำเป็นต้องออกไปหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพเองในทางที่ผิดได้
๒.๓. ความบกพร่องของครอบครัว บิดามารดาไม่สามารถดูแลได้เพียงพอ ทำให้เด็กขาดความรักความอบอุ่น เช่น ครอบครัวที่บิดามารดาแยกกันอยู่หรือหย่าร้างกัน
ปัญหาแหล่งกามารมณ์
ปัญหากามารมณ์ในแหล่งต่าง ๆ ของสังคมเมือง ได้แก่ แหล่งโสเภณี สถานอาบอบนวด สถานบริการต่าง ๆ ไนต์คลับ ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดการมั่วสุมของพวกมิจฉาชีพและอันธพาลอาจเป็นสาเหตุของอาชญากรรม การพนัน และยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น
การแก้ปัญหาสังคม
ปัญหาสังคมเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศทั่วโลกทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นเดียวกับปัญหาส่วนตัวของบุคคล กล่าวคือ ในทุกสังคมไม่ว่าสังคมที่ด้อยพัฒนาหรือสังคมชั้นสูงก็มีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าปัญหาสังคมที่ด้อยพัฒนาหรือสังคมชั้นสูงก็มีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าปัญหาสังคมไม่ได้หมดไปเองโดยไม่มีการแก้ไข ซึ่งในบางครั้งการแก้ไขอาจจะช่วยได้เพียงแค่การผ่อนจากหนังให้เป็นเบาเท่านั้นแต่ในสังคมหนึ่ง ๆ มักจะมีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงเป็นการยากที่จะเเก้ปัญหาสังคมให้หมดสิ้นได้
ปัญหาวัฒนธรรมพื้นฐานกำลังเปลี่ยนไป
ในสังคมเมืองปัจจุบันนี้วัฒนธรรมพื้นฐานที่แสดงถึงความเป็นไทยหลายอย่างของไทยกำลังจะเปลี่ยนไป เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตก เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งด้านวัฒนธรรม สำหรับผู้ที่ยังต้องการฟื้นฟูวัฒนธรรมไทย ในสมัยก่อนนั้นคนไทยส่วนใหญ่มีชีวิตความอยู่อย่างง่าย ๆ ตามครรลองชีวิตในระบบงานเกษตรกรรม ครั้นเมื่อความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมขยายตัวขึ้นมา ผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมซึ่งได้แก่วัตถุต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนไทยขึ้นตามลำดับ คนไทยในสมัยปัจจุบันจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นมากมาย เช่น รถยนต์ โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ ตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้มีส่วนในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินชีวิต(atandard of living) ของคนไทยโดยส่วนรวมให้สูงขึ้นอันเป็นผลให้วิถีชีวิต(ways of life) ของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะวัตถุซึ่งเป็นผลิตผลจากการอุตสาหกรรมดังกล่าวได้กลายมาเป็นเครื่องกำหนดฐานะ(Status)ของบุคคลในสังคมไปด้วย ใครใช้วัตถุที่ทันสมัยที่สุดและมีราคาแพงที่สุด บุคคลเหล่านั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นคนทันสมัยและได้รับการยกย่องว่าเป็นชนชั้นสูงในสังคม ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง “วัตถุ” โดยไม่ต้องคำนึงถึงวิธีการ(ends justify means) คือ วิธีการจะดีหรือเลวไม่สำคัญ(ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดี) ขอให้ได้มาซึ่งวัตถุที่ตนต้องการเท่านั้น **จึงกล่าวได้ว่า ปัจจุบันนี้วัฒนธรรมทางจิตใจของคนไทยกำลัง เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุให้วัฒนธรรมพื้นฐานบางอย่างโดยเฉพาะวัฒนธรรมทางจิตใจของไทย เช่น ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารีซึ่งกันและกัน ความสมัครสมานสามัคคี ฯลฯ ต้องสูญสิ้นไปจากสังคมไทยในที่สุด
จากการศึกษาวิจัยโดยนักสังคมวิทยาหลายท่านมักจะพบว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเมืองมากกว่าสังคมชนบท โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไขอยู่ตลอดมา
แนวทางในการแก้ปัญหาสังคม
แนวทางในการแก้ปัญหาสังคมอาจทำได้ดังต่อไปนี้
๑. การแก้ปัญหาแบบย่อย (Piece Meal) การแก้ปัญหาแบบย่อยหรือระยะสั้น ได้แก่ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การแก้ปัญหาแบบนี้มุ่งแต่จะให้เสร็จสิ้นไปไม่มีการวางแผนมาก่อน เช่นการแก้ปัญหาความยากจนหรือความอดอยากขาดแคลน ด้วยการเอาของไปแจก เป็นต้น ปัญหาบางอย่างต้องการแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น ความเดือดร้อนที่เกิดจากวาตภัยนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าโดยการนำของไปแจก เป็นต้น การแก้ปัญหาแบบนี้ถือว่า เป็นการแก้ปัญหาเพียงบางส่วน ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นในระยะเวลาอันสั้น
๒. การแก้ปัญหาทั้งหมด (Wholesale) การแก้ปัญหาทั้งหรือการแก้โดยมีการวางแผนมาก่อนเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว และปัญหานั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก เช่น การแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการฝึกอาชีพให้ เพื่อให้เขาสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้ด้วยความรู้ความสามารถที่เขาได้รับการศึกษาหรือเรียนรู้มาแก้ไขปัญหาของตนเองโดยรัฐบาลไม่ต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ในที่สุดปัญหาความยากจนก็จะหมดไป
การแก้ไขปัญหาแบบทั้งหมดหรือการแก้ไขโดยการวางเเผนนี้ต้องใช้ระบบวิทยาการหลายๆ ด้าน เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสังคมให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่า ความยากจนทำให้เกิดปัญหาสังคมและในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ควรพัฒนาในแบบไทย ๆ ไม่ควรลอกเลียนต่างชาติมากเกินไป ในการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองได้นั้น คนเราควรเริ่มประหยัดและงดใช้สินค้าฟุ่มเฟือน เพื่อความอยู่รอดของตนเองและของประเทศชาติ.*
๓. การวิเคราะห์ปัญหาสังคม
๓.๑ ปัญหาทางการเมือง
ปัญหาทางการเมืองมีจำนวนมากมายหลายอย่างดังได้กล่าวมาแล้ว ในที่นี้จะนำเอาปัญหาคอรัปชั่นมาแสดงไว้เป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ปัญหาสังคม ในการเสนอปัญหานี้และปัญหาอื่นต่อไปจะได้ใช้โครงสร้างการเสนอดังนี้
(๑) นิยาม-ชั้นนี้จะกล่าวถึงความหมายของเรื่องราวที่จะกล่าวถึง เช่น ภายใต้หัวข้อนี้ก็จะเป็นนิยามของคอรับชั่น ซึ่งจะเป็นการตอบปัญหาว่า “คอรับชั่น คืออะไร” อันเป็นการทำความเข้าใจร่วมกันก่อนที่จะพูดถึงหัวข้ออื่นต่อไป
(๒) สาเหตุ-กล่าวถึงสาเหตุทั้งในแง่ทฤษฎีและผลจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหานั้นว่าอาจเกิดจากสาเหตุใดบ้าง หัวข้อนี้จะประมวลเหตุที่อาจเป็นที่มาของปัญหานั้นทั้งหมด
(๓) สภาพ-เป็นการกล่าวถึงหลักการณ์ทั่วไปทางสังคมวิทยาเกี่ยวกับปัญหาสังคมนั้น ๆ โดยชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่ปัญหานั้นเกิดขึ้น การทำเช่นนี้จะทำให้เข้าใจภูมิหลังการเกิดและวิวัฒนาการของปัญหานั้นว่าเป็นอย่างไร หลักที่ยึดเป็นเกณฑ์คือ การที่บุคคลต้องมีการกระทำระหว่างกัน หรือมีสัมพันธ์กันทางสังคมเสียก่อน เเล้วปัญหาสังคมจึงจะเกิดตามมา
(๔) ผลกระทบ-ทุกปัญหาที่จะกล่าวถึงถือว่าจะก่อผลกระทบหรือภัยอันตรายให้แก่บุคคลและความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งสิ้น ผลกระทบนี้มีอะไรบ้าง ในแต่ละปัญหาก็จะได้นำมาพรรณาไว้ภายใต้หัวข้อนี้ ผลกระทบที่จะนำมากล่าวไว้อาจเป็นทั้งสิ่งที่ได้จากการค้นคว้าวิจัย หรือจากแนวคิดทฤษฎีที่ได้มีผู้รู้คิดค้นไว้ตามหลักเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้
(๕) แนวทางแก้ไข-ในขั้นสุดท้ายของการเสนอปัญหาแต่ละเรื่อง จะได้ประมวลแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานั้น ๆ ไว้ด้วยทุกเรื่อง แนวทางที่จะเสนอในแต่ละปัญหาจะยึดหลักเหตุผลหลักวิชาเป็นเกณฑ์
* ดร. อู่แก้ว ประกอบไวทยกิจ มนุษย์-ระบบนิเวศ และสภาพนิเวศในประเทศไทยหน้า ๗๐
** อานนท์ อาภาภิรม, มนุษย์กับสังคม : สังคมและวัฒนธรรมไทย,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, ๒๕๑๕), หน้า ๑๘๗.
* ณัจฉลดา พิชิตบัญชาการ,”ปัญหาสังคม” ในสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเบื้องต้น, (กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๖ ) หน้า ๒๖๑.