ปัญหาคอร์รัปชั่น

คอร์รัปชั่น เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตโดยใช้อำนาจหรืออาศัยตำแหน่งหน้าที่หรืออิทธิพลที่มีอยู่เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง  รวมตลอดถึงการเลือกที่รักมักที่ชัง  การสนิทสนมฉันพี่น้อง  การกินสินบน  ฉ้อราษฎร์บังหลวง  การใช้ระบบอุปถัมภ์และความอยุติธรรมอื่น ๆ ที่ข้าราชการหรือบุคคลอื่นได้ใช้เป็นเครื่องมือในการลิดรอนความเป็นธรรมและความถูกต้องตามกฎหมายของสังคม

การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในทุกสังคมสำหรับในสังคมไทย  การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในทุกสมัย เป็นปัญหาที่บั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทยตลอดมา และในปัจจุบันการคอร์รัปชั่นดูเหมือนจะมีมากขึ้น ดังจะพบได้จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์  มีการคอร์รัปชั่นการสร้างบ้านพักของทางราชการ  การโกงเงินผันเพื่อสร้างงานในชนบท  การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า  การลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน  การโกงของข้าราชการในหน่วยงานต่าง ๆ  ฯลฯ ซึ่งเมื่อคิดเป็นตัวเงินที่รัฐสูญเสียไปนับเป็นพันล้านบาท ดังนั้น ปัญหานี้จึงควรจะได้ศึกษาหาสาเหตุและวิธีการป้องกันแก้ไข

สาเหตุของการคอร์รัปชั่น จำแนกออกได้ดังนี้

ก.  แรงจูงใจและโอกาสอำนวย

ข.  ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ

ค.  ค่านิยมของสังคม  อยากจะได้อยากจะมี

ง.  การบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ

จ.  กฎหมายมีช่องว่างหรือมีข้อบกพร่อง เช่น การให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวาง

ฉ.  การมีตำแหน่งที่เอื้ออำนวยต่อการกระทำผิด

ช.  ประชาชนยินยอมเพื่อความสะดวกและผลประโยชน์ส่วนตน

ซ.  ผู้ร่วมงานและอิทธิพลของผู้ทุจริต

ฌ.  ขาดมาตรการลงโทษการคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาด

ผลของการคอร์รัปชั่น ก่อให้เกิดผลเสียดังนี้

ก.  ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ข.  ก่อให้เกิดความแตกแยกและความไม่ยุติธรรมในสังคม

ค.  เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

ง.  ทำให้ประชาชนขาดศรัทธาในข้าราชการ

จ.  ในหมู่ของข้าราชการก็เกิดการทำงานแบบขอไปที

ฉ.  ทรัพยากรของรัฐถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของบุคคลบางคนที่คิดเอาประโยชน์ส่วนตัว

ช.  การคอร์รัปชั่นก่อให้เกิดระบบผูกขาด ระบบสมยอม

การป้องกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น มีวิธีการดังนี้

ก.  จัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่น

ข.  ให้การศึกษาและพัฒนาจิตใจประชาชนและข้าราชการ

ค.  ผู้นำผู้บริหารทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นคนซื่อตรง

ง.  ประชาชนและสื่อมวลชนไม่เพิกเฉยต่อการคอร์รัปชั่น

จ.  ใช้มาตรการลงโทษอย่างรุนแรงแก่ข้าราชการที่คอร์รัปชั่น

ปัญหาการใช้อำนาจโดยพลการ

การใช้อำนาจโดยพลการ(Violence) เป็นพฤติกรรมมุ่งร้าย เพื่อที่จะทำให้ได้รับบาดเจ็บและอาจถึงชีวิต และหรือเพื่อให้ได้รับความสูญเสียทางทรัพย์สิน  การใช้อำนาจโดยพลการกระทำต่อสังคม  แม้เพื่อจะเปลี่ยนแปลงหรือรักษาสภาวะเดิมของสังคมเอาไว้  ก็จัดว่าเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง เพราะจะทำให้คนเป็นจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการกระทำนั้น ๆ

ปัญหาการใช้อำนาจโดยพลการ  ในสังคมไทยปัจจุบันมีการใช้อำนาจโดยพลการ เช่น การลอบวางระเบิด  การเดินขบวนประท้วง  การขัดแย้งทางการเมือง  ทำให้เสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนไม่น้อย  ตัวอย่างความสูญเสียเนื่องจากการใช้อำนาจพลการ ได้แก่  การวางระเบิดศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เมื่อเดือน มีนาคม  พ. ศ. ๒๕๒๕ ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๖ คน บาดเจ็บหลายคน และค่าเสียหายมีการประมาณว่ากว่าร้อยล้านบาท  การลอบวางเพลิงเผาโรงเรียนกว่า ๓๐ แห่ง ในสี่จังหวัดภาคใต้ เมื่อ พ. ศ. ๒๕๓๖  ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ต่อการศึกษาของชาติ  ต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทยนับค่าได้ยาก  ปัจจุบันการใช้อำนาจ โดยพลการยังเกิดขึ้นเป็นประจำและยังมีแนวโน้มว่าจะจางหายไปได้ง่าย ๆ

เอกสิทธิของการใช้กำลังของรัฐบาล

ลักษณะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของรัฐ คือ การใช้กำลังของรัฐบาลอย่างมีเอกสิทธิ์แต่ผู้เดียว รัฐใช้กฎหมายเพื่อทำให้ชัดเจนว่าเมื่อไรและอย่างไรจะใช้กำลัง และห้ามปัจเจกชนหรือกลุ่มชนใด ๆ ใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กฎหมายที่เขียนไว้จะออกโดยผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอย่างชอบธรรม และการควบคุมทำโดยสถาบันที่เป็นทางการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ศาล  ตำรวจ ซึ่งมีอำนาจลงโทษทุกประเภท เช่น จับเข้าคุก ปรับ  ริบทรัพย์สมบัติและประหารชีวิต เป็นต้น

ถึงแม้ว่ารัฐเท่านั้นที่ใช้กำลังได้อย่างชอบธรรม แต่มันไม่ได้หมายความว่า รัฐเท่านั้นที่ใช้กำลัง ตามความเป็นจริงแล้ว รัฐหลายแห่งเต็มไปด้วยการใช้กำลังที่ผิดกฎหมายและความรุนแรงที่อาจมีได้ในหลายรูปแบบ เช่น ในบางครั้งเกิดขึ้นในระหว่างปัจเจกชน บางทีทำให้มวลชนหวาดกลัว พวกผิดกฎหมายบางทีเป็นพวกกบฏที่ต่อต้านและต้องการทำลายรัฐบาล และบางทีเป็นการปฏิวัติที่ต้องการทิ้งโครงสร้างทั้งหมดของรัฐบาล รัฐมักจะระวังในเรื่องความพยายามทำลายรัฐบาล และการเกิดขึ้นของคามรุนแรงที่อาจทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้ แต่ถ้ารัฐชนะความจงรักภักดีของประชาชนและมีระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่มีประสิทธิภาพ การใช้กำลังอย่างถาวรไม่ใช่สิ่งจำเป็น และในฐานะที่เป็นสถาบันที่ใช้ควบคุมสังคมที่ทำให้ความไม่มีระเบียบภายในน้อยลงแล้ว รัฐยังป้องกันตัวเองได้ดีจากการถูกรุกรานจากศัตรูภายนอกมากกว่ารูปแบบอื่น ๆ ของการจัดระเบียบทางการเมือง  รัฐอาจจัดการให้มีการกระทำทางการทหารหรือสงครามทั้งการรุกรานและการป้องกันรัฐได้*

สาเหตุของการใช้อำนาจโดยพลการหรือความรุนแรง  อาจเกิดจาก

ก.  สาเหตุของด้านจิตวิทยา

-  การใช้ความรุนแรงอาจเนื่องจากถูกทอดทิ้ง  ถูกกีดกัน  ยากจน  ทำให้ไม่ได้รับความสมหวังในชีวิต  จึงแสดงออกมาในรูปการใช้อำนาจรุนแรงเพื่อเอาตัวรอด

-  สาเหตุจากความต้องการของมนุษย์ เช่น ต้องการแสดงความสามารถออกมาให้ผู้อื่นเห็น  ต้องการเป็นเจ้าของอำนาจ  ทรัพย์สิน

ข.  สาเหตุทางด้านชีววิทยาซึ่งอาจเนื่องจากโครโมโซมเพศผิดปกติ  ท่อมไร้ท่อผิดปกติ

ค.  สาเหตุทางด้านวัฒนธรรม  การมีวัฒนธรรมที่ขัดกัน  การไม่ยอมรับแนวคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง  ความต้องการที่จะยัดเยียดวัฒนธรรมของสังคมตนให้กับสังคมอื่น  การขัดกันทางค่านิยม ความขัดแย้งในอุดมการณ์ เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ด้วยวิธีการไม่ใช้ความรุนแรง (Nonviolence) ได้ ก็เกิดการใช้อำนาจพลการขึ้น

ง.  ในทางสังคมวิทยาเห็นว่า การใช้ความรุนแรงอาจเกิดจากการเลียนแบบเอาอย่างพฤติกรรมนั้น ๆ  ซึ่งอาจได้จากสื่อมวลชน  พ่อแม่  เพื่อน  ฯลฯ

ผลของการใช้ความรุนแรง

ก.  ผลเสียทางสังคม  ก่อให้เกิดความไม่สงบในสังคม  เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ข.  ในด้านเศรษฐกิจ  จะทำให้สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนไม่น้อย  กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจหยุดชะงักหรือทรุดลงได้

ค.  ในด้านการเมือง สังคมที่มีการใช้อำนาจโดยพลการ แสดงถึงความไม่สงบทางการเมือง  ความไม่สามารถในการบริหารประเทศ  ทำให้ผู้คนต่างสังคมไม่กล้าที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจหรือมาท่องเที่ยวในสังคมนั้น ๆ นอกจากนั้นยังเป็นโอกาสในการแทรกแซงทางการเมืองได้อีกด้วย

การป้องกันแก้ไข

ก.  โดยการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันของผู้คนในสังคมและต่างสังคม

ข.  การขจัดตัวกลางที่จะเสริมให้เกิดการใช้ความรุนแรง  เช่น กำจัดมือปืนรับจ้าง  ลดจำนวนเครื่องมือที่จะนำมาทำลายล้างกัน  กำจัดนักค้าอาวุธ  ควบคุมสื่อมวลชน

ค.  ปรับปรุงโครงสร้างของสังคม ปรับปรุงสถาบันสังคมทั้งหลายให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุด  เช่น สถาบันครอบครัว สามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรให้เป็นคนปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม ให้ความรักความอบอุ่นแก่สมาชิก

ปัญหาเศรษฐกิจ

เมื่อประเทศได้ปรับตัวให้ทันสมัยขึ้น ประชาชนได้สัมผัสวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในเมืองหลวง การใช้เครื่องจักร เครื่องยนต์เครื่องไฟฟ้า ฯลฯ กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องซื้อสินค้าเหล่านี้มาจากต่างประเทศมากมาย และเสียดุลการค้าเป็นอันมาก รัฐบาลจึงได้เร่งรัดแก้ปัญหานี้ โดยบรรจุโครงการอุตสาหกรรม ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคขึ้นเองภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจของที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทยมั่นคงขึ้นได้ในปี พ. ศ. ๒๕๑๘ ในแผนพัฒนา ๕ ปี ระยะที่ ๔ จึงได้พุ่งความสนใจไปยังชนบท พัฒนาชนบทเพื่อปรับปรุงเศรษฐกิจให้ขึ้นมาทัดเทียมกับเมืองหลวง เช่น แผนพัฒนาพื้นที่ยากจน ๓๘ จังหวัดในปี พ. ศ. ๒๕๒๗  มีถึง ๓๒ โครงการ ได้มีโครงการพัฒนาประชาชนด้านอื่น ๆ ต่อไป เช่น โครงการอาสาพัฒนาปศุสัตว์ โครงการอาหารเสริม ฯลฯ

ปัญหาประชากร

ประเทศไทยประสบปัญหาเกี่ยวกับการเพิ่มของประชากรเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ประชากรในอนาคตของโลกที่ได้จากการคำนวณแสดงในรูปที่ ๔.๑ จะเห็นได้ว่า ถ้าประชากรยังคงเพิ่มจำนวนในอัตราที่เป็นอยู่ ประชากรโลกจะมีถึง ๖.๕ พันล้าน ในปี พ. ศ. ๒๕๔๓ และจะมีประชากรมากที่สุดที่เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ถึงแม้ว่าการวางแผนครอบครัวจะประสบผลสำเร็จถึง ๑๐๐% ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าจำนวนพลโลกก็จะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติของประชาชาติ ในปี พ. ศ. ๒๕๒๘ ประชากรในโลกนี้จะมีถึง ๔,๐๐๐ ล้าน เด็กจำนวน ๔๐๐–๕๐๐ ล้าน จะประสบความอดอยาก และในอีก ๔๐ ปีข้างหน้าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น ๘,๐๐๐ ล้านคน ปัญหาที่มีอยู่แล้วก็จะมีมากขึ้น อันได้แก่ ปัญหาที่อยู่อาศัย การประปา  ระบบขนส่งมวลชน และปัญหาคนว่างงาน ในนครใหญ่ ๆ ที่มีประชากรมากกว่า ๕ พันล้านคน มักจะประสบปัญหาเหล่านี้ ปัจจุบันมีนครใหญ่ ๆ เช่นนี้อยู่ถึง ๙๓ แห่งและ๘๐ แห่งอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้น แต่ละประเทศจะต้องเตรียมตัวเพิ่มสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น  โรงเรียน  โรงพยาบาล  บ้านเรือน  ขนส่งมวลชน  ประปา  ไฟฟ้า ฯลฯ และจะต้องเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอ  ถ้าไม่สามารถทำได้ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การขยายตัวของแหล่งเสื่อมโทรม  ความอดอยาก  โรคภัยไข้เจ็บ  จราจรและสงคราม  ทั้งหมดทำให้อัตราการตายของประชากรเพิ่มขึ้น และนี่ก็อาจจะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ช่วยปรับให้สภาพต่าง ๆ ของโลกเข้าสู่ความสมดุล*

ปัญหาการศึกษา

ดังที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในสมัยก่อนคนไทย เรียน เขียน อ่านกันในวัด  จนกระทั่งบ้านเมืองได้พัฒนาขึ้น  การศึกษาแบบเดิมไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดให้การศึกษาและฝึกฝนประชาชนจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น  เพื่อให้ทันกับความต้องการของประเทศ ในขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้งสถาบัน เพื่อให้ความรู้และฝึกฝนให้ความชำนาญพิเศษเฉพาะอย่างที่จำเป็นในการอุตสาหกรรม  วิศวกรรม  เทคโนโลยี  คอมพิวเตอร์ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม การพยาบาล และการแพทย์ 

ในปี พ. ศ. ๒๕๐๓ ทั่วประเทศมีนักเรียนเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลเพียง ๔ ล้านคน ปัจจุบันเรามีนักเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษากำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐกว่า ๘ ล้านคน ผลของการเร่งรัดให้การศึกษานี้ ทำให้มีชายไทยอ่านออกเขียนได้ ๘๙ เปอร์เซ็นต์ และหญิงไทยอ่านออกเขียนได้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์  เกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่มีอายุ ๑๑ ปีได้เข้าเรียน และเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุระหว่าง ๗–๑๐ ปี เข้าเรียนในโรงเรียนประถม อัตราส่วนระหว่างจำนวน ครูและนักเรียนดีขึ้น คือ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีครู ๑ คนต่อนักเรียน ๓๒ คน ในภาคเหนือมีครู ๑ คนต่อนักเรียน ๒๘ คน ในภาคกลางและภาคใต้มีครู ๑ คนต่อนักเรียน ๒๖ คน ในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงปรับปรุงระบบการศึกษาให้ทันกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ ในแผนพัฒนาประเทศระยะที่ ๔ และ ๕ ได้เน้นการศึกษาในโรงเรียนเกษตรกรรม โรงเรียนเทคนิค ได้มีการนำเอาการเกษตรและเทคนิคต่าง ๆเข้าสู่บทเรียนหลายระดับ ทั้งในระบบนอกและในโรงเรียน และได้จัดให้มีการอบรมฝึกอาชีพให้แก่คน ๔ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย  คนว่างงานที่ยังไม่มีความชำนาญในอาชีพ  โสเภณี  และนักโทษ และคนที่จะเข้าทำงานอาชีพแต่ยังขาดความรู้ความชำนาญ

นอกจากนี้ยังมีการขยายการศึกษาระดับสูง ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัย ๑๒ แห่ง วิทยาลัยครู ๓๖ แห่งตามแผนกระจายการศึกษาสู่ชนบท ตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นในต่างจังหวัด เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนเเก่น  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฯลฯ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่รวมริเริ่มตั้งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian  Institute  of  Technology, AIT) ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงเทพ ฯ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๔๐ กิโลเมตร

แผนของรัฐในปัจจุบัน คือ ให้ประชากรไทยทุกคนได้รับการศึกษา สามารถอ่านออกเขียนได้ มีการตั้งโรงเรียนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่ห่างไกล เมื่อใดที่เราสามารถทำให้จำนวนพลเมืองคงที่ โครงการให้การศึกษาอย่างทั่วถึงก็จะประสบผลสำเร็จ

สรุป การศึกษา คือ การสร้างสมและการถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ของมนุษย์ เพื่อการแก้ปัญหา และยังให้เกิดความเจริญ  การศึกษามีความจำเป็นต่อเนื่อง และต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขระบบการอยู่เสมอ การศึกษามีความหมายกว้างไกล และลึกกว่าการเรียนหนังสือ และการไปโรงเรียน การศึกษาก่อให้เกิดความเจริญทางพุทธิปัญญา จิตใจ สังคม และพลานามัย การศึกษาดำเนินอยู่เป็นล่ำเป็นสันในสถานศึกษา การศึกษาไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อหาวิชา แต่เป็นการเรียนให้เกิดความคิด การศึกษาเป็นการโน้มน้าวทำให้บุคคลเกิดความประจักษ์ใจและพัฒนาความสามารถของตนให้รู้ว่า ตนทำอะไรได้มากกว่าการฝึกอาชีพเฉพาะอย่าง*

ปัญหาการว่างงาน

ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเพิ่มของประชากร คือ การว่างงาน  ในปี พ. ศ. ๒๕๒๒ มีประชากรไทยว่างการอยู่ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์  คาดกันว่าคนว่างงานจะเพิ่มขึ้นประมาณ ๒.๙ เปอร์เซ็นต์ต่อปี การปรับปรุงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศทำให้มีงานเพิ่มขึ้น ในต้นปี ๒๕๑๓ มีกรรมกรขาดความชำนาญอยู่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรที่มีงานทำทั้งหมด

เมื่อสหรัฐอเมริกาถอนฐานทัพออกจากประเทศไทยในปลาย ๆ ของระยะที่ ๓ ของแผนพัฒนา ทำให้คนว่างงานมากมาย  รัฐต้องหางานให้คนเหล่านี้กับทั้งสร้างงานในชนบทเพื่อป้องกันมิให้ชาวชนบทย้ายเข้ากรุงเทพ ฯ เช่น โครงการผันเงินสู่ชนบท ชาวชนบทบางคนเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ ฯ เมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว และบ้างก็ต้องการเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงเทพ ฯ เป็นการเพิ่มภาระให้เเก่รัฐบาลในการจัดหาที่อยู่อาศัยแลบริการสาธารณูปโภคอื่น ๆ ดังนั้น ในแผนพัฒนาระยะที่ ๔ จึงได้เน้นการลงทุนในชนบท เพื่อเพิ่มพูนการเกษตรและสร้างงาน ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมทางการเกษตร เพื่อใช้ผลผลิตทางการเกษตรในท้องถิ่น  นอกจากนี้สถานภาพของกรรมกรก็ดีขึ้น  สหภาพแรงงานซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่นคงในอาชีพกรรมกร  มีการเรียกร้องให้มีการประกันว่าค่าแรงจะเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ  มีการคุ้มครองอาชีพ มีการกำหนดค่าแรงงานขั้นต่ำ ฯลฯ

ปัญหาช่องว่างระหว่างเมืองหลวงและชนบท

ในปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ในช่วง ปี พ. ศ. ๒๕๐๓–๒๕๑๓ รัฐบาลได้ส่งเสริมให้เปิดโรงงานอุตสาหกรรมขึ้น ซึ่งต้องการใช้น้ำและพลังงานมากมาย รัฐบาลจึงมีโครงการอื่น ๆ อีกหลายโครงการ เพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ความสำเร็จ ยังผลให้ประชาชนในกรุงเทพ ฯ มีงานทำและมีรายได้สูงกว่า และการบริการต่าง ๆ ของรัฐดีกว่าในชนบทอีกด้วย เช่น การศึกษา  สาธารณูปโภค สถานบริการสาธารณสุข โรงพยาบาล ฯลฯ รัฐได้แก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เน้นการพัฒนาชนบทให้เป็นโครงการหลักในแผนพัฒนาระยะที่ ๔ โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม ถึงแม้จะมีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมและมีเป้าหมายในอันที่จะพัฒนาชนบทให้ก้าวหน้ารวดเร็วพอ ๆ กับกรุงเทพ ฯ

ประชากรไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ๕๘ % ของประชากรในประเทศ เป็นครอบครัวเกษตรกรรม ๒๔ % ของประชากรในชนบทไม่ใช่เกษตรกร และอีก ๑๘ % เป็นประชากรที่ไม่ใช่เกษตรกรในกรุงเทพ ฯ  ถึงแม้ประชากรไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร แต่รายได้เฉลี่ยของคนกลุ่มนี้ต่ำมาก ในปี พ. ศ. ๒๕๑๙ รายได้เฉลี่ยของคนกรุงเทพ ฯ ต่อปีเท่ากับ ๑๙,๑๕๔ บาท แต่ ๓๔ %ของประชากรมีรายได้น้อยกว่า ๔,๐๐๐ บาทต่อปี รัฐบาลพยายามแก้ไขให้บรรลุจุดประสงค์ข้างต้นโดยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่  โดยการนำเอาพืชชนิดใหม่ที่ได้ราคาดีมาให้ประชาชนปลูกทดแทนพืชเดิม ถ้าทำได้ หรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน  สร้างชลประทาน เพื่อแจกจ่ายไปตามเรือกสวนไร่นา  ให้เครดิตในการซื้อปุ๋ยเคมี  กรมชลประทานได้สร้างเขื่อนขึ้นหลายร้อยแห่ง  สร้างฝายกั้นน้ำ  บ่อเก็บน้ำ  แท็งก์น้ำ และแม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีการสร้างเขื่อนเพิ่มเติมเพื่อกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตร นอกจากนี้ กรมชลประทานยังช่วยสร้างถนนที่จำเป็นในการแจกจ่ายน้ำ และเพื่อให้ความสะดวกในการป้องกันน้ำท่วม อีกทั้งยังใช้ในการขนส่งพืชผลจากไร่นาไปสู่ตลาดอีกด้วย

ในภาคใต้มีการสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน โดยการร่วมมือจากหน่วยราชการหลายฝ่าย มีการขุดคลองขุดบ่อ เพื่อกักเก็บน้ำในแต่ละหมู่บ้าน พนักงานสาธารณสุขก็เข้าร่วมมือสร้างสถานบริการสาธารณสุข และดำเนินงานตามโครงการวางแผนครอบครัว อีกทั้งรัฐยังจัดให้มีไฟฟ้าในหมู่บ้าน ปัจจุบันเพียง ๒๘ %ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศใช้ในต่างจังหวัด  นอกจากใช้ในโรงอุตสาหกรรมและบ้านเรือนในกรุงเทพ ฯ  นอกจากนี้ ยังได้มีโครงการสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กในหมู่บ้านห่างไกล โครงการเหล่านี้ใช้เงินจำนวนมหาศาล ในช่วงที่ผ่านมาช่องว่างระหว่างกรุงเทพ ฯ และชนบทก็แคบลง แต่ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ จากการคำนวณพบว่า  ๓๔ %ของประชากรยังคงยากจน และส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชากรเหล่านี้ยังมิได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาประเทศ รัฐบาลได้สนับสนุนให้ชาวนาที่ทำกินอยู่ในเขตป่าสงวน  ลงทุนบนผืนแผ่นดินโดยให้สิทธิครอบครองที่ดินที่ตนทำการเพาะปลูกอยู่ จากการสำรวจของกรมที่ดินพบว่า ๔๐ %ของที่ดินเพาะปลูกยังไม่มีชื่อผู้ครอบครอง และส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวน นอกจากนี้รัฐยังเริ่มโครงการ สินเชื่อโดยธนาคารพาณิชย์จะให้เกษตรกรกู้เงินไปลงทุนในการเกษตร เช่น  นำไปซื้อปุ๋ย  ยาฆ่าแมลง ฯลฯ  รัฐได้เตรียมการสำหรับโครงการประกันผลผลิตด้วยเงินประกันไม่สูงนัก ชาวนาจะได้รับเงินประกัน ถ้าผลผลิตได้รับความเสียหายจากธรรมชาติ  เงินจำนวน จะเพียงพอในการดำรงชีพและการลงทุนในการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป  และเพื่อชาวนาจะได้หลุดพ้นจากอำนาจคนกลาง รัฐบาลได้สนับสนุนให้ชาวนาจับกลุ่มกัน เพื่อมีพลังในการต่อรองในการซื้อขาย เช่น ปุ๋ย  เครื่องมือทางการเกษตร ฯลฯ ในราคาถูกเท่าที่จะทำได้ ช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตของตนในราคาสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รัฐได้พยายามช่วยในแง่อื่นด้วย เช่น การเพิ่มภาษีขาเข้า เพื่อรักษาราคาของผลผลิตภายในประเทศ  ได้พยายามจัดสรรเงินที่ได้จากภาษีในการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรมาช่วยในการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบภาวะคับขัน เป็นที่หวังกันว่า ความช่วยเหลือจากโครงการต่าง ๆ ของรัฐ และความตื่นตัวของเกษตรกร จะทำให้โครงการเหล่านี้บรรลุเป้าหมายในอันที่จะทำให้ชนบทและกรุงเทพ ฯ พัฒนาได้ทัดเทียมกัน

แผนพัฒนาระยะที่ ๕ รัฐได้พุ่งความสนใจไปในการขจัดความยากจนในชนบทโดย (๑) ให้ความสำคัญต่อพื้นที่ยากจน (๒) พัฒนาให้ประชาชนในพื้นที่ยากจนมีสิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีพ(๓) เริ่มโครงการให้ประชาชนรู้จักช่วยตัวเอง (๔) ใช้เทคโนโลยีราคาถูก (๕) ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาชุมชนของตนเอง

ปัญหาการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างมากมายในเมืองหลวง

กรุงเทพมหานครมีประชากรอยู่ กว่า  ๕  ล้านคน นับว่าเป็นนครใหญ่ในโลกแห่งหนึ่ง อัตราการเพิ่มประชาการมากเป็นประวัติการณ์ คือ เพิ่มจาก ๑.๗ ล้านในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ มาเป็น ๕ ล้านในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ทั้งนี้มีสาเหตุหลายประการ กล่าวคือ ที่ตั้งของกรุงเทพ ฯ เป็นใจกลางของความอุดมสมบูรณ์ทั้งที่ราบลุ่มเจ้าพระยา อยู่ใกล้ปากน้ำ และใกล้เมืองอื่น ๆ เป็นศูนย์กลางของการค้าขายเข้าออกของประเทศและเนื่องจากเป็นที่ตั้งของที่ทำการรัฐบาล ทำให้ประชาชนเข้ามาแออัดอยู่ในกรุงเทพ ฯ ความบีบคั้นทางการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เมืองใหญ่อื่น ๆ ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่อาจจะพัฒนาขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของความเจริญได้ การค้าขายข้ามแดนในเมืองชายเเดนถูกขัดขวางมิให้เป็นไปโดยสะดวก ทำให้สินค้าถูกจำกัดอยู่เพียงผลผลิตทางการเกษตร นักลงทุนลังเลที่จะลงทุนในจังหวัดอื่น ๆ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง รัฐได้ลดปัญหานี้โดยการลดภาษี ฯลฯ อีกทั้งยังสร้างถนนเพิ่มขึ้นอีกในชนบท เพื่อที่จะผลักดันให้มีศูนย์กลางการเจริญในชนบท และลดภาวะจากกรุงเทพ ฯ ที่ซึ่งชาวชนบทได้อพยพไปตั้งถิ่นและทำมาหากิน

เมื่อประชาชนในกรุงเทพ ฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐจำเป็นต้องเพิ่มบริการสาธารณะอย่างเร่งด่วน ซึ่งไม่ค่อยจะทันกับการเพิ่มของประชากร เช่น จัดให้มีระบบขนส่งดีขึ้น แต่ก่อนนี้พื้นที่ที่เป็นถนนมีเพียง ๑๐ %ของพื้นที่กรุงเทพ ฯ ทั้งหมด ต่อมารัฐได้ขยายถนนมากขึ้น สร้างทางด่วนข้ามเมือง ถนนรอบเมือง สะพานที่มีทางเดินรถถึง ๖ ช่อง ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสู่ธนบุรี ตรงถนนสาธรและมีแผนที่จะสร้างสะพานเช่นนี้เอง ๓ แห่ง ในด้านยานพาหนะองค์การขนส่งมวลชนได้เพิ่มจำนวนรถโดยสารขึ้นเป็น ๗,๐๐๐ คัน(พ. ศ. ๒๕๒๗) และได้มีบริการรถโดยสารปรับอากาศขึ้น เพื่อดึงดูดใจให้ประชาชน ใช้รถประจำทางมากกว่ารถส่วนตัว เพื่อลดความแออัดในท้องถนน  ใน พ. ศ. ๒๕๒๒ รัฐได้พิจารณาโครงการที่จะสร้างรางรถไฟลอย  เพื่อลดความแออัดในท้องถนนเช่นกัน โครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณถึง ๑๓ พันล้านบาท ซึ่งได้เริ่มสร้างในปี ๒๕๒๙และน่าจะเปิดใช้ได้ในปี พ. ศ. ๒๕๔๗ แต่มาถึงรัฐบาลของนายกทักษิณ  ชินวัตร ก็มีโครงการจะทุกทำลายยกเลิกโครงการ

ความต้องการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพ ฯ เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากร การเคหะแห่งชาติได้สร้างอาคารขึ้น เพื่อให้เป็นที่อยู่แก่ราษฎรที่ไม่มีบ้านอาศัยอยู่ตามเพิงชั่วคราว ภายในปี พ.  ศ. ๒๕๒๐ ได้สร้างห้องชุดไปแล้ว ๑๘,๐๐๐ ชุด และในปี พ. ศ. ๒๕๒๒ สร้างมากขึ้นอีกเป็น ๕๔,๗๘๐ ชุด ในระยะเวลา ๓ ปี คือตั้งแต่ พ. ศ. ๒๕๒๗–๒๕๒๙ จะสร้างเพิ่มขึ้นหรือซ่อมแซมของเดิมอีก  ๓๑,๓๕๐ ชุด นอกจากนี้กรุงเทพ ฯ ต้องขยายการประปาเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนโดยเพิ่มท่อขึ้นให้สามารถส่งน้ำได้ถึง ๑.๒-๒.๒ ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้งยังได้สร้างสวนสาธารณะและสวนหย่อมขึ้นตามที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพ ฯ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ พร้อมทั้งเปิดตลาดใหม่ขึ้น  เพื่อที่จะไม่ต้องเข้าเมืองในการซื้อหาเครื่องอุปโภคบริโภค

ปัญหาชุมชนแออัดในเมืองและชนบท

ชุมชนต่าง ๆ เชื่อมโยงกันด้วยระบบสื่อสารแลคมนาคม  ทำให้คนไปมาหาสู่ติดต่อกันได้อย่างใกล้ชิดและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น การติดต่อกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมนี้เองเป็นการกระตุ้นให้มีการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย เพื่อแสวงหาโอกาสของการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นในถิ่นอื่น  ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการอพยพจากชนบทสู่ชนบท ชนบทสู่เมือง และเมืองสู่เมือง การอพยพย้ายถิ่นทำให้การกระจายของประชากรไม่สมดุลกับทั้งยังทำให้บางชุมชนด้อยพัฒนา และในบางชุมชนมีการพัฒนามากเกินไป ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนแออัดในเมือง ได้แก่ (๑) การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม (๒) ที่พักอาศัยไม่เพียงพอก่อให้เกิดแหล่งเสื่อมโทรม (๓) การคมนาคมและการขนส่ง (๔) อนามัยและสิ่งแวดล้อม (๕) สังคมและวัฒนธรรม รัฐจึงได้จัดให้มีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในเมืองโดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้ คือ

ก.  รักษาสภาพที่ดินของเมืองให้คงไว้และแก้ไขปรับปรุงสภาพเสื่อมโทรม ทั้งทางด้านกายภาพและสังคม

ข.  ส่งเสริมทางด้านสุขภาพอนามัย ให้ประชาชนพ้นจากอันตรายของสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

ค.  ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน ทางด้านที่อยู่อาศัย  สาธารณูปโภค บริการทางสังคม และวัฒนธรรมอันพึงได้รับ โดยมีแนวทางในการพัฒนาดังนี้ คือ



* รศ. ดร. งามพิศ  สัตย์สงวน , หลักมานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน้า ๑๖๗

*ดร. อู่แก้ว  ประกอบไวทยกิจ บีเวอร์, มนุษย์-ระบบนิเวศและสภาพนิเวศในประเทศไทย ,หน้า ๕๙

* เอกวิทย์  ณ ถลาง  ,  เรื่องเดียวกัน  , หน้า ๔ .