๓.๒ ปัญหาคอร์รัปชั่น
(๑) นิยามการคอรัปชั่น หมายถึง การที่ผู้อยู่ในตำแหน่งอำนาจขององค์การสาธารณะและเอกชนใช้หรืองดเว้นการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของตน หรือพรรคพวก การกระทำเช่นนั้นมักเป็นการผิดกฏหมาย หรือหลักศีลธรรมของบ้านเมือง1จากคำจำกัดความนี้จะเห็นว่า คอรัปชั่นเป็นเรื่องของคนที่อยู่ในตำแหน่งอำนาจไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์การสาธารณะ เช่น มูลนิธิ สมาคม เป็นต้น หรือหน่วยงานของเอกชน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม บริษัทร้านค้า เป็นต้น ตำแหน่งอำนาจคือ ตำแหน่งที่สามารถก่อผลกระทบต่อผู้อื่นได้มาก เช่น ตำแหน่งคุมกำลัง ตำแหน่งที่ควบคุมผลประโยชน์ขององค์กร ตำแหน่งที่ควบคุมบุคลากร ตำแหน่งที่ดูแลเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นต้น ส่วนคำว่า “ผลประโยชน์” นั้นส่วนใหญ่จะหมายถึง เงินทองทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นที่ควรค่าเป็นเงินได้ แต่ผลประโยชน์อาจมีรูปอื่นได้ เช่น การได้อำนาจหรือรักษาอำนาจทางการเมืองเอาไว้ เป็นต้น ผลประโยชน์นี้อาจจะเป็นได้ทั้งทางตรง เช่น การใช้อำนาจหน้าที่บางอย่าง ชาวบ้านหรือบุคคลทั่วไปเล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแต่ผลประโยชน์นั้นตกแก่ผู้ใช้อำนาจภายหลัง ดังนี้ เป็นต้น ผลประโยชน์นี้รวมทั้งผลประโยชน์แก่ผู้ใช้อำนาจเองหรือพวกพ้อง เช่น เพื่อน ญาติ สมาชิกพรรคการเมืองเดียวกัน ข้าราชการสำนักเดียวกัน พนักงานรัฐวิสาหกิจเดียวกัน เป็นต้น
ประการต่อมา การคอร์รับชั่น อาจเป็นได้ทั้งการใช้อำนาจหน้าที่ เช่น จับกุมคุมขัง อนุมัติการซื้อ-ขาย อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน เครื่องมือ เครื่องใช้หรือรับบุคคลเข้าทำงาน เข้าโรงเรียน หรือเลื่อนขั้น หรือเลื่อนตำแหน่ง หรือโยกย้ายไปในที่ดีกว่า เป็นต้น หรือการจงใจงดเว้นการใช้อำนาจเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนหรือพรรคพวก ซึ่งโดยอำนาจหน้าที่จะต้องใช้อยู่โดยปกติแล้ว เช่น ตำรวจจราจรไม่จับกุมปรับไหมแก่ผู้ฝ่าฝืนกฏจราจร เพราะได้ประโยชน์จากการงดเว้นอำนาจนั้น พนักงานสรรพากรจงใจละเลยไม่เรียกเก็บภาษีบางอย่างบางจำพวกหรือบางคน การไม่เรียกเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินของทางราชการ การไม่เรียกเก็บหรือเรียกเก็บต่ำกว่าอัตรา เรียกเก็บแต่บางส่วนค่าภาคหลวงทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ดังนี้เป็นต้น สำหรับในกรณีขององค์กรเอกชนจะเป็นการกระทำเกี่ยวกับการกำหนดราคาสูงกว่าที่ควร การลักลอบใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่น การปลอมแปลงสินค้า การยักยอกฉ้อฉล เป็นต้น ล้วนอยู่ในข่ายที่จะเป็นการคอร์รัปชั่น ประการสุดท้าย การคอร์รัปชั่นเป็นการกระทำหรือการใช้อำนาจในทางที่ผิดกฏหมาย หรือหลักศีลธรรมในกรณีที่ไม่มีกฏหมายระบุไว้ กรณีที่กล่าวมาแล้วข้างต้นหากไม่เป็นการผิดกฏหมายหรือหลักศีลธรรมก็ไม่เข้าข่ายเป็นการคอร์รัปชั่น
(๒) สาเหตุ การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้อย่างไร การคอร์รัปชั่นอาจเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุหลายประการ ในแง่วิชาการอาจกล่าวได้ว่าสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดคอร์รัปชั่นนั้นมี ๕ ประการด้วยกัน คือ
(๒.๑) เกิดจากความชั่วของผู้กระทำคอร์รัปชั่น พูดอย่างง่าย ๆ การคอร์รัปชั่นเกิดจากการที่มนุษย์บางคนมีความชั่วเป็นสันดาน เมื่อได้มาดำรงต่ำแหน่งแห่งอำนาจก็ได้โอกาสสนองสันดานชั่วของตน แม้จะถือว่าความชั่วของมนุษย์อาจเป็นที่มาของคอร์รัปชั่น แต่ต้องตระหนักว่ามนุษย์มิได้เป็นคนชั่วทุกคนและสาเหตุที่ทำให้เกิดคอร์รัปชั่นมีอย่างอื่นอีก
(๒.๒) การเสียระบบในสังคม สาเหตุข้อนี้หมายความว่า การคอร์รัปชั่นอาจสืบเนื่องมาจากการที่สังคมขาดระเบียบขาดบรรทัดฐานทางสังคม เกิดการขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรมหรือเกิดจากแตกแยกในระบบสังคม เป็นต้น ทำให้ผู้อยู่ในตำแหน่งอำนาจไม่ทราบจะปฏิบัติตามบรรทัดฐานใดหรือทำการคอร์รัปชั่น เพราะขาดบรรทัดฐานทำให้ไม่มีการควบคุมทางสังคม หรือการขัดแย้งเชิงวัฒนธรรม เช่น มีการทำดีทำชั่วควบคู่กันไปในสังคม ผู้อยู่ในตำแหน่งอำนาจจึงเลือกทำทางที่เป็นประโยชน์แก่ตน
(๒.๓) การขัดแย้งในค่านิยม คือ สิ่งที่ถือว่ามีค่าควรเป็น ควรแสวงหา การขัดแย้งในค่านิยมคือการขัดแย้งในการที่จะถือว่าสิ่งใดมีค่าในกรณีของการคอร์รัปชั่นมักเป็นการขัดแย้งระหว่างคุณงามความดี ความซื่อสัตย์ คุณธรรม ชื่อเสียงกับความสุขทางวัตถุ การเงิน มีบ้านหลังใหญ่หรือเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างอื่น และผู้กระทำคอร์รัปชั่นเลือกเอาทางมีเงินสะดวกสบายทางวัตถุ
(๒.๔) พฤติกรรมเบี่ยงเบน คือการกระทำของมนุษย์ที่ไม่ถูกต้องตามบรรทัดฐานที่ยึดถือกันในสังคม การคอร์รัปชั่นอาจถือเป็นการเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานได้ ทั้งนี้เนื่องจากการที่สังคมเฝ้าสอนให้ผู้อื่นในสังคมพยายามสร้างตัว สร้างฐานะ แต่ขณะเดียวกันสังคมมิได้ให้วิธีการในการบรรลุเป้าหมายนั้นอย่างเพียงพอ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอำนาจจึงต้องคอร์รัปชั่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังที่สังคมปลูกฝังไว้
(๒.๕) เรื่องของชื่อหรือมาตรฐานที่ต่างกัน สาเหตุของคอร์รัปชั่นประการสุดท้ายอาจไม่เป็นสาเหตุอย่างแท้จริง เพราะเป็นการนำเอาข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เรียกว่าปัญหาสังคมเบี่ยงเบน หรือคอร์รัปชั่นมากล่าวไว้กล่าวคือบางทีอาจมีการถกเถียงกันได้ว่า การกระทำเช่น คอร์รัปชันเป็นปัญหาสังคม หรือเป็นการกระทำที่ไม่ดีไม่งาม อาจถามได้ว่า เอามาตรฐานอะไรมาวัด มาตรฐานของใคร การคอร์รัปชั่นเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของมนุษย์ จะดีหรือไม่เป็นเรื่องของความคิดหรือการให้ชื่อเช่นนั้นเท่านั้น การกระทำอย่างเดียวกันโดยผู้อื่นหรือในสังคมอื่นก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการคอร์รัปชั่น
(๓) สภาพการณ์ คอร์รัปชั่นอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การให้ค่าน้ำร้อนน้ำชา ค่าบริการ(ทิป) ค่าลัดคิว เก็บราคาเกินกว่าที่ระเบียบกำหนด การนำความลับของทางราชการไปแจ้งให้พรรคพวกทราบ อนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์จากสาธารณสมบัติ รับสินบน ข่มขู่ ขูดรีด ระบบอุปถัมภ์ งดเว้นไม่จับกุมผู้กระทำผิด ไม่เก็บภาษี หรือค่าภาคหลวงหรือเก็บแต่น้อยไม่ครบจำนวน แล้วเบียดบังเอาส่วนที่เหลือ เป็นต้น สภาพการณ์ทางสังคมที่ส่งเสริม หรือเอื้ออำนวยต่อการคอร์รัปชั่นส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่สังคมขาดระเบียบ หรือมีระเบียบแต่ไม่มีการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดรัดกุมเจ้าหน้าที่มีอำนาจมาก สามัญชนมีอำนาจน้อย สังคมด้อยพัฒนา หรือกำลังเปลี่ยนแปลงพัฒนา เป็นต้น
(๔) ผลกระทบ การคอร์รัปชั่นส่วนใหญ่มักส่งผลกระทบทางลบแก่บุคคลและสังคม เช่น ทำให้สังคมเจริญช้า ต้องเสียเงินทอง เวลา และวัตถุมากกว่าที่ควรจะเสีย บ่อนทำลายความมั่นคง ทำให้ผู้อื่นเสียโอกาสหรือเสียประโยชน์ ตัวผู้กระทำเสียชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นต้น แต่การคอร์รัปชั่นอาจมีผลทางบวกได้เหมือนกัน เช่น เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้อยู่ในอำนาจคิดหาช่องทางที่จะทำโครงการใช้เงินขยายสำนักงาน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาสังคม เพื่อตนจะได้เบียดบังเอาประโยชน์ เป็นต้น คือ การคอร์รัปชันเป็นเครื่องกระตุ้นให้คนทำงานมากขึ้น หรือกระตุ้นให้ผู้เสียประโยชน์มีความระมัดระวังรักษาสิทธิและโอกาสของตนเองมากขึ้น เป็นต้น
(๕) แนวทางแก้ไข อาจทำได้หลายทางด้วยกัน กล่าวโดยสังเขปอาจแก้ไขได้ดังนี้
(๕.๑) อบรมขัดเกลาข้าราชการหรือผู้อยู่ในตำแหน่งอำนาจหน้าที่ให้เป็นคนมี “คุณธรรม” ให้แสวงหาความสุขทางใจ หรือลดลัทธิวัตถุนิยมลงเสียบ้าง
(๕.๒) ออกกฏหมายเอาโทษแก่ผู้คอร์รัปชั่นอย่างรุนแรง เช่น จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต
(๕.๓) ให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้มีความรู้ ความฉลาดสูงขึ้น จะได้ไม่เป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจ
(๕.๔) เร่งสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น มีฐานะดีขึ้น จะได้ลดการแสวงหาประโยชน์นอกเหนือจากสิ่งที่ตนพึงได้ ความเจริญทางการเมืองจะช่วยให้ประชาชนรู้ทัน เข้ามีส่วนร่วมป้องกันและขัดขวางการคอร์รัปชั่น เป็นต้น
(๕.๕) ให้สวัสดิการและเงินเดือนแก่ผู้อยู่ในตำแหน่งอำนาจ อย่างเพียงพอแก่การครองชีพตามฐานะ
(๕.๖) อาจพิจารณาใช้ระบบหมุนเวียนเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งอำนาจอยู่เสมอ
(๕.๗) อาจให้มีการเลือกตั้งตำแหน่งอำนาจทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้ควบคุมอำนาจเหล่านั้นได้มากขึ้น
(๕.๘) ควรให้มีการแสดงทรัพย์สินก่อนและหลังการดำรงตำแหน่งอำนาจทุกคน
๓.๓ ปัญหาความยากจน
(๑) นิยาม โดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า ความยากจนเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงมีเครื่องวัดเกี่ยวกับรายได้หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามความเป็นจริง ความยากจนเป็นเครื่องวัดทางสังคมด้วยกล่าวคือ เราสามารถหาเครื่องชี้เกี่ยวกับคนและความสัมพันธ์ทางสังคมได้ด้วย เช่น สภาพจิตใจหรือปัญหาสุขภาพอนามัย หรือสาธารณสุข ระดับการศึกษา ค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติหรือท่าทีจนบางครั้งนักวิชาการบางคนถึงกับกล่าวว่ามี “วัฒนธรรมแห่งความยากจน”(Culture of Poverty) หรือวัฒนธรรมของคนชั้นยากจนเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยทางเศรษฐกิจและเครื่องชี้ความยากจนทางเศรษฐกิจก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ และต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วยเสมอ
วิชาสาขาสังคมศาสตร์ที่ได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับความยากจนมามากและนาน ได้แก่ วิชาเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ได้แยกความยากจนเป็น ๒ ระดับ หรือ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ ความยากจนอย่างที่สุด (Absolute Poverty) และความยากจนโดยเปรียบเทียบ (Relative Poverty) และได้ให้ความหมายของความยากจนประเภทแรกว่า ระดับการครองชีพที่ต่ำจนไม่สามารถจะบำรุงรักษาสุขภาพและชีวิตอยู่ได้1ซึ่งขยายความให้กว้างขวางออกไปได้ว่า คนที่เรียกได้ว่าเป็นคนจนนั้นจะต้องมีระดับการครองชีพ(วัดด้วยรายได้ หรือทรัพย์ของผู้นั้นเป็นสำคัญ) ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือรักษาสุขภาพให้แข็งแรงพอที่จะสู้การงานได้ สำหรับในสังคมไทยธนาคารโลกได้เคยกำหนดไว้ในปี ๒๕๑๐ ว่า เส้นความยากจน (Poverty Line) ของคนไทยในเมืองคือเดือนละ ๒๐๐ บาท ต่อคน2ซึ่งเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน(๒๕๒๔) เมื่อค่าน้ำมันแพงขึ้น สินค้าต่าง ๆ แพงขึ้น จากปี ๒๕๑๐ ก็ยิ่งจะทำให้ผู้มีรายได้เพียงเดือนละ ๒๐๐ บาทไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้น เส้นของความยากจนที่สูงก็คงจะสูงขึ้น สำหรับความยากจนโดยเปรียบเทียบมีความหมายว่า ภาวะการณ์ที่สิ่งจำเป็นทางเศรษฐกิจยังมีไม่ครบหรือหายาก ดังนั้น คนจนเชิงเปรียบเทียบจึงจนเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นในสังคมของเขา แต่ระดับความเป็นอยู่ของเขายังไม่ถึงขั้นคุกคามต่อชีวิตหรือสุขภาพอนามัยเสียทีเดียว3กล่าวอีกนัยหนึ่งคนในจำพวกนี้คือ คนที่ไม่รวยนั้นเอง เพราะในการเปรียบเทียบเขาจะเปรียบเทียบกับคนที่มีฐานะดีกว่าเขา สำหรับในสังคมไทยในปี ๒๕๑๐ นักเศรษฐศาสตร์อ้างว่า ผู้ที่มีรายได้เดือนละ๓๓๓ บาทต่อเดือนเป็นผู้ที่อยู่ในเกณฑ์นี้คือ เป็นคนยากจนโดยเปรียบเทียบ4
สำหรับในแง่ของสังคมวิทยาและมานุษยวิทยานั้น นักวิชาการด้านนี้มีแนวโน้มที่จะหาปัจจัยทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ ความยากจนจะเป็นเรื่องสังคมแต่ละสังคมที่จะกำหนด ดังนั้นความยากจนของสังคมหนึ่งไม่อาจจะนำมาเปรียบเทียบกับอีกสังคมหนึ่ง เพราะสภาพของสังคมแต่ละแห่งต่างกัน ความยากจนของคนอเมริกันอาจเป็นคนรวยของไทยก็ได้ ในทำนองเดียวกันระดับความจนในเมืองกับในชนบทก็จะต้องต่างกัน ความยากจนในทัศนะของสังคมเป็นเรื่องของการไม่สามารถบำบัดความต้องการทางร่างกายและจิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม ค่านิยม ความเชื่อและท่าทีของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่หยิบยกขึ้นมาคำนึง เครื่องชี้ความยากจนทางสังคม คือ สุขภาพอนามัยไม่เเข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บ ความไม่กระฉับกระเฉง ไม่เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของสังคม เช่น การค้าอุตสาหกรรม การเมือง ความท้อถอย หมดอาลัยในชีวิต การนิยมความรุนแรงในการตัดสินปัญหาอาชญากรรม ระดับการศึกษาต่ำ ความระแวงในเพื่อนบ้าน ความเชื่อถือโชคลาง เชื่อบุคคลบางคนแต่ไม่เชื่อในความพยายามของตน ดังที่ Oscar Lewis1กล่าวถึงวัฒนธรรมของคนจน หรือ Banfield2บรรยายถึงคนจนในอิตาลี เป็นต้น
(๒) สาเหตุ ในการหาสาเหตุของความยากจนนั้นเราอาจอาศัยแนวอย่างเดียวกันที่ใช้ในการบรรยายสาเหตุของคอร์รัปชั่นนั่นเอง ใช้หลักแนวในการเสนออย่างเดียวกัน แต่สาเหตุในรายละเอียดจะต่างกัน สาเหตุของความยากจนอาจแบ่งได้เป็น ๕ สาเหตุใหญ่ คือ
(๒.๑) ความผิดปกติทางกายและจิตใจ เช่น ร่างกายพิการ ทุพพลภาพ ไม่แข็งแรง เจ็บป่วย หรือชราภาพ จิตพิการ จิตทราม ระดับปัญญาต่ำ โรคประสาท เป็นต้น อาจเป็นสาเหตุของความยากจนได้
(๒.๒) การเสียระเบียบทางสังคม ทำให้เกิดความยากจนได้ เช่น การแตกแยกของครอบครัว การว่างงาน การผละงาน เกิดการจราจลหรือสงคราม เกิดภัยธรรมชาติ โรคระบาด การเกิดอุบัติเหตุ การเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว เป็นต้น อาจเป็นสาเหตุของความยากจนได้
(๒.๓) พฤติกรรมเบี่ยงเบน ความยากจนอาจเกิดจากการที่สังคมได้ให้โอกาสและวิธีการบรรลุเป้าหมาย คือ การสร้างฐานะให้พอกินพอใช้แก่คนทุกชั้นทุกกลุ่ม บุคคลที่ไม่อาจไขว่คว้าหาโอกาสได้จนเกิดความท้อแท้ ทอดอาลัยหมดความพยายามที่จะทำมาหากิน หรือกระเสือกกระสนสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตนและครอบครัว
(๒.๔) การขัดแย้งในค่านิยม บุคคลที่มีความยากจนอาจเป็นบุคคลที่เลือกเส้นทางหาความสุขสงบทางใจ (จิตนิยม) จึงมิได้พยายามสร้างฐานะตามค่านิยมแบบวัตถุนิยม เมื่อเปรียบคนสองกลุ่มจึงได้เกิดมีคนที่ยากจน (เพราะมีเงินทองทรัพย์สินน้อยกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง)
(๒.๕) การกำหนดมาตรฐานของสังคม บางทีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคมใดสังคมหนึ่งมิได้มีความยากจนข้นแค้นอย่างที่สุดไม่ แต่เมื่อสังคมกำหนดว่า คนที่มีรายได้หรือลักษณะบางอย่างเป็นคนยากจน คนกลุ่มนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นคนยากจน
(๓)สภาพการณ์ ความยากจนเป็นสิ่งที่มีมาควบคู่กับสังคม แต่ในสังคมโบราณ ปัญหานี้มักไม่มีความรุนแรง หรืออาจไม่ถือเป็นปัญหาเสียด้วยซ้ำเพราะในสมัยโน้นความแตกต่างระหว่างกันในสังคมยังมีไม่มาก บุคคลจึงไม่มีความเดือดร้อน แต่ในปัจจุบันความแตกต่างเช่นว่านั้นมีมาก ปัญหาความยากจนจึงมีอยู่ทั่วไป ทั้งในประเทศเจริญและประเทศด้อยพัฒนา ทั้งในเมืองและในชนบท เพราะเมืองที่มีปัญหาความยากจนเรียกว่าแหล่งเสื่อมโทรม(Slum) ความยากจนนั้นนับว่าจะทวีมากขึ้น แทนที่จะลดลงตามความเจริญทางวัตถุของโลก ทั้งนี้เพราะปัจจัยหลายอย่างส่งเสริมให้เกิดปัญหานี้
วัฏจักรแห่งความชั่วร้าย
ความยากจนเป็นความชั่วร้ายมีลักษณะเป็นวงจรเชื่อมโยงเป็นรูปวงกลมสืบเนื่องเป็นลูกโซ่ ดังนี้
ความยากจน→ความเฉื่อยชา→ความไม่รู้→ความเจ็บไข้ (แบบเวียนเป็นรูปวงกลมทางด้านซ้าย)
ความยากจน→ความเจ็บไข้→ความไม่รู้→ความเฉื่อยชา(แบบเวียนเป็นรูปวงกลมทางด้านขาว)
ดังได้กล่าวมาแล้ว ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้รวมทั้งปัญหาความยากจนก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งความชั่วร้าย(Vicious Circle)ซึ่งหากผู้ใดตกอยู่ในวัฏจักรนี้แล้วเป็นการยากที่จะตีฝ่าวงล้อมออกมาได้
(๔) ผลกระทบ ความยากจนก่อผลกระทบต่อทั้งบุคคลและสังคมทั้งในแง่บวกและแง่ลบแต่ส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบในแง่ลบ ซึ่งเมื่อกล่าวโดยส่วนรวมและโดยสังเขปดังนี้
(๔.๑) ความยากจนที่ได้กำหนดระดับหรือมาตรฐานแน่นอนแล้ว จะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นเส้นแบ่งระหว่างความรวยหรือความพอมีพอกิน กับความยากจน หรือใช้เป็นเครื่องแบ่งประเทศรวยและประเทศจนได้
(๔.๒) แหล่งหรือชุมชนอันเป็นที่อยู่อาศัยของคนยากจน เป็นเเหล่งสำหรับผู้มีใจบุญได้มีบทบาท ได้แสดงมนุษยธรรม ทำบุญทำทาน ทำให้ผู้ทำบุญทำทานเกิดความปีติใจ
(๔.๓) ความยากจนอาจเป็นเครื่องกระตุ้นใจให้บุคคลเกิดความมุมานะทุ่มเทความพยายามเพื่อไม่ให้คนต้องตกอยู่ในภาวะอันไม่พึงปรารถนาเช่นกัน หรืออาจใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นใจลูกหลานศิษย์ให้มีมานะพยายามเพื่อจะได้หนีห่างจากภาวะความยากจน
(๔.๔) ความยากจนอาจส่งผลให้บุคคลมีสุขภาพอนามัยไม่ดี ไม่แข็งแรงอันเป็นการขัดขวางมิให้ประกอบการงาน หรือลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ซึ่งจะส่งผลให้มีสภาพยากจนลงไปอีก
(๔.๕) ความยากจนอาจเป็นเหตุให้ไม่ได้รับการศึกษาตามความสามารถที่มีอยู่ ทำให้มีการศึกษาต่ำ(ดูวัฏจักรของความชั่วร้าย) ขาดความชำนาญตามที่ตลาดแรงงานต้องการ ทำให้ผู้ยากจนไม่สามารถหางานที่ดี ค่าแรงสูงทำได้ ผลตามมาอีกก็คือ คนจนต้องทำงานแบบใช้แรงงานรายได้ต่ำ เขาจึงไม่มีหรือมีลู่ทางที่จะร่ำรวยน้อย
(๔.๖) คนจนมีแนวโน้มที่จะไม่เห็นคุณค่าของการศึกษาสูง เพราะไม่เชื่อว่ากำลังการศึกษาจะช่วยทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ เขาเชื่อว่า การติดต่อกับคนจน(คนรวย คนใหญ่มีอิทธิพล)คนที่เอ็นดูเห็นใจเขา จะทำให้ชีวิตเขาสะดวกสบาย ได้งานทำมากกว่าการศึกษา(อ่านรายละเอียดในวัฒนธรรมของคนจน)
(๔.๗) ความยากจนเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้คนจนมีความท้อแท้เพลียใจหรือเฉื่อยชา(ดูวัฏจักรแห่งความชั่วร้าย) ที่เป็นดังนี้ อาจจะเป็นเพราะการที่เขาเกิดความยากจนขึ้นมา เพราะความพยายามหลายหนของเขาล้มเหลวหรือขณะที่เป็นคนยากจนเขาได้พยายามสร้างฐานะทำงานลงทุนแต่ความพยายามที่มีอยู่จำกัดและไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ความพยายามของเขาล้มเหลวเขาจึงเกิดความเฉื่อยชา
(๔.๘) สังคมที่มีคนยากจนเป็นจำนวนมาก สังคมจะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากช่วยเหลือคนเหล่านี้ ทำให้สังคมไม่สามารถพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วได้
(๔.๙) คนจนมักมีครอบครัวใหญ่ เพราะคนจนมีโอกาสไปเปิดหูเปิดตา หรือหาความสนุกสนานนอกบ้านได้น้อย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งโลกภายนอกบ้านของคนจนไม่สดใสน่าสนุกสนานเขาจึงมักหาความสุขในบ้าน
(๔.๑๐) ความยากจนทำให้สังคมมีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วยเพราะคนจนไม่สามารถมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ และคนจนไม่สามารถจะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ บางทีอาจไม่สนใจใยดีต่อการเมืองของประเทศเสียเลยก็ได้1
(๕) แนวทางจัดการกับปัญหาความยากจน แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาความยากจน อาจทำได้หลายทาง กล่าวโดยสังเขปวิธีต่าง ๆ มีดังนี้
(๕.๑) ด้านร่างกายและจิตใจ การป้องกัน หรือแก้ไขความยากจนอาจเกี่ยวข้องกับร่างกายของคนจนหรือคนที่อาจยากจนได้ต่อไป เช่น การให้สวัสดิการเกี่ยวกับอาหารการกินไม่ให้อดอยากส่งเสริมความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพอนามัย จัดระเบียบภายในสังคมหรือชุมชนให้เรียบร้อย เพื่อให้บุคคลมีจิตใจดี ส่งเสริมการศึกษาให้ความรู้เพื่อพัฒนาปัญญา ความสามารถ ปลูกฝังความเชื่อทัศนคติ ค่านิยมทางวัตถุนิยม ให้มุ่งความสำเร็จ ขยัน อดทน กล้าสู้กับปัญหาและอุปสรรค เป็นต้น
(๕.๒) ด้านการจัดระเบียบสังคม สังคมหรือประเทศชาติจะต้องพยายามจัดระเบียบภายในสังคมให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมีการจัดสรรมอบหมายตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน สร้างกฏเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติระหว่างกันให้มากและแจ่มชัดพร้อมทั้งมีการควบคุมกันอย่างเข้มงวดให้ทุกคนอยู่ในระเบียบวินัย เพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบของตนได้อย่างสะดวก มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเป็นกังวลหรือกลัวเกรงความไม่สงบเรียบร้อย หรือการแตกแยกไม่มั่นคงของสังคมและมีความรักและผูกพันธ์ต่อสังคม
(๕.๓) การให้โอกาสและวิธีการบรรลุเป้าหมายที่สังคมปลูกฝังอย่างเท่าเทียมกันในขณะที่หัวข้อ(๕.๒) เป็นเรื่องการจัดระเบียบหรือความเป็นปึกแผ่นของสังคม ในข้อนี้เน้นเรื่องการให้โอกาสในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาท หรือสถานภาพให้บรรลุเป้าหมายที่สังคมปลูกฝังสมาชิกไว้ เป้าหมายที่ทุกสังคมมุ่งปลูกฝังมีหลายอย่าง เช่น ให้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอควร เน้นให้พอมีพอกิน ประสิทธิภาพในการประกอบการงาน มีการศึกษาสูง มีส่วนร่วมทางการเมือง ให้ข้อคิดในแนวปฏิบัติ ในการทำงานส่วนรวม ตัดสินใจเพื่อส่วนรวม เป็นต้น เมื่อปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ไว้แล้ว สังคมจะต้องให้การศึกษาอย่างทั่วถึง มีบริการด้านนี้อย่างเพียงพอแก่ความต้องการของสมาชิกในสังคม มีอาชีพการงานอย่างได้สัดส่วนกันกับจำนวนสมาชิก มีหลักเกณฑ์ในการปันส่วนรายได้อย่างยุติธรรม ฯลฯ เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาความยากจน
(๕.๔) การขจัดความขัดแย้งในค่านิยม เรื่องค่านิยมเป็นเรื่องทางวัฒนธรรมหรือแบบแผนในการคิด การกระทำของสมาชิกในสังคม หากสังคมมีแบบแผนในการคิดการกระทำมากมายหลายแบบ บุคคลย่อมจะเกิดความสับสนไม่ทราบจะเลือกเดินเลือกวิธีปฏิบัติทางใด ในกรณีของความยากจน การขัดกันในระบบค่านิยมเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ซึ่งค่านิยมมีทั้งการส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของเงินทอง ความสะดวกสบายทางวัตถุ และการส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของความสุขสงบทางจิตใจ สร้างความเจริญทางธรรมทางคุณธรรม เช่นนี้แล้วย่อมจะมีสมาชิกเลือกถือปฏิบัติทั้งสองแนวทางมากบ้างน้อยบ้าง กลุ่มคนที่เลือกเดินทางหลังและกลุ่มที่ไม่รู้จะเลือกทางใด ตัดสินใจไม่ได้ ย่อมจะยากจนจึงต้องพยายามไม่ให้มีการขัดกันในค่านิยมนั้น
(๕.๕) การพัฒนาชุมชน แนวทางป้องกันและแก้ไขความยากจนที่มีลักษณะรวมและกว้างขวางทางหนึ่ง คือ การพัฒนาชุมชน(Community Development) ซึ่งใช้วิธีให้การศึกษาและการทำงานเป็นกลุ่มเป็นวิธีการหลักเพื่อมุ่งหมายพัฒนาทั้งคนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักประชาธิปไตย หลักการช่วยตนเอง หลักการใช้ผู้นำท้องถิ่น หลักการรู้จักวัฒนธรรมท้องถิ่น หลักการประเมินผลงาน และหลักการณ์วางแผนล่วงหน้าในการดำเนินงาน รายละเอียดมีมาก ขอให้อ่านหนังสือด้านนี้โดยเฉพาะ1
๓.๔ ปัญหาอาชญากรรม2
(๑) นิยาม อาชญากรรมเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง อาชญากรรมจึงเป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม บรรทัดฐานที่หมายถึงในที่นี้คือ กฎหมายอาญา ซึ่งได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า พฤติกรรมใดเป็นอาชญากรรมมีความผิดต้องได้รับโทษ กล่าวอีกนัยหนึ่งอาชญากรรมทุกอย่างนั้นเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนเป็นประเภทของพฤติกรรมที่มีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมพฤติกรรมหลายชนิดให้มาอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน
พฤติกรรมเบี่ยงเบน(Deviant Behavilor) หมายถึง พฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานหรือความคาดหวังของสังคมใดสังคมหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตัวอย่าง เช่น ฉ้อโกง อาชญากรรม การติดยาเสพติด โรคแอลกอฮอล์เรื้อรัง ความผิดศีลธรรม ความผิดปกติทางเพศ เป็นต้น ซึ่งคำเหล่านี้แสดงถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ผิดแปลกไปจากพฤติกรรมอันเป็นที่ยอมรับของกลุ่มหรือสังคม จากความหมายและตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นว่า อาชญากรรมเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง
สำหรับคำว่า อาชญากรรม(Crime) ในฐานะที่เป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง มีความหมายโดยเฉพาะว่า เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายอาญาที่ผู้กระทำจะต้องถูกลงโทษตามกระบวนการควบคุมทางการของเจ้าหน้าที่แห่งรัฐ1อาชญากรรมเป็นการกระทำผิดต่อสาธารณะหรือรัฐ ดังนั้นจึงเป็นความผิดทางอาญาแตกต่างกับความผิดทางแพ่งซึ่งเป็นความผิดต่อบุคคลหรือทำให้บุคคลเกิดความเสียหาย เช่น ความผิดฐานทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน (หมิ่นประมาท เป็นชู้กับเมีย) ซึ่งรัฐเพียงแต่บังคับให้ขอขมาหรือชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น แต่ความผิดอาญา เช่น การปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ การจี้ปล้น การตัดช่องย่องเบา การฆ่าคนตาย การทำลายของหลวง การบ่อนทำลายชาติ นำความลับของทางราชการไปให้ศัตรู การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น ไม่อาจล้างความผิดด้วยการชดใช้ค่าเสียหายได้ ผู้กระทำต้องได้รับโทษหนัก (ประหารชีวิต , จำคุก , กักขัง , ปรับ , ริบทรัพย์สิน) เพราะสังคมถือว่าเป็นการกระทบกระเทือนต่อสวัสดิภาพของสังคม อนึ่ง ควรสังเกตว่าความผิดอาญานั้น แม้ไม่ได้ก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น เช่น การเล่นการพนัน การเสพยาเสพติด การค้าประเวณี เป็นต้น ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเสียหาย ผู้กระทำเกิดความเสียหายเอง แต่ก็เป็นความผิดและความผิดอาญานั้นให้รวมถึงการงดเว้นการกระทำที่กฎหมายระบุให้ทำด้วย เช่น การไม่เป็นทหาร การไม่เสียภาษีหรือค่าภาคหลวง เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป อาชญากรรมหมายถึง พฤติกรรมเบี่ยงเบนที่สังคมถือเป็นความผิดที่จะต้องถูกลงโทษโดยสถานใดสถานหนึ่งเมื่อได้มีการพิสูจน่ว่าได้กระทำผิดจริง
(๒) สาเหตุ อาศัยรูปแบบที่ได้เสนอไปตอนที่กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาความยากจน เราอาจกล่าวได้ว่า อาชญากรรมมีสาเหตุที่สำคัญ ๕ ประการ ดังต่อไปนี้
(๒.๑) ความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจ สาเหตุของอาชญากรรมอย่างหนึ่งคือ การที่บุคคลมีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจหรือทั้งสองอย่างรวมกัน ความบกพร่องทางร่างกาย เช่น รูปร่างหน้าตา แขนขา ศีรษะ ไม่สมประกอบหรอืได้สัดส่วนกับร่างกาย มีร่างกายพิกลพิการ เป็นต้น อาจส่งผลผลักดันให้บุคคลประกอบอาชญากรรมต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้เพราะบุคคลเหล่านั้นไม่ได้รับความสนใจจากผู้อื่น หรือถูกดูถูกเหยียดหยามเยาะเย้ย อันเป็นเหตุให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือต้องการเรียกร้องความสนใจหรือทำอาชกรรมเป็นการพิสูจน์ความสามารถ แสดงความแก้แค้น เป็นต้น บางทีการกระทำอาชกรรมก็เกิดจากความบกพร่องทางจิตใจ สติปัญญา เช่น คนปัญญาอ่อน คนปัญญาทราม คนที่มีนิสัยก้าวร้าวดุดัน เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้นักอาชญาวิทยารุ่นแรก ๆ เช่น Cesare Lombroso เชื่อถือมาก ปัจจุบันแม้ความเชื่อเหล่านี้จะถูกหักล้างขาดอิทธิพลไปมาก แต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นสาเหตุของอาชญากรรมได้ทางหนึ่ง
(๒.๒) การเสียระเบียบทางสังคม ที่มาอีกอย่างหนึ่งของอาชญากรรม คือ การที่สังคมขาดระเบียบ ขาดบรรทัดฐาน มีการขัดกันในเชิงวัฒนธรรม สังคมมีความวุ่นวายสับสนและท้ายที่สุดเกิดการเสื่อมโทรมหรือการทำลายของสังคมในช่วงเวลาดังกล่าวนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดอาชญากรรมได้มากเพราะการขาดระเบียบหรือบรรทัดฐานทำให้บุคคลไม่ทราบจะยึดถือเเนวปฏิบัติอย่างไร ผู้ที่เข้มแข็งกว่าฉลาดกว่าอาจฉวยโอกาสกระทำผิด ผู้มักง่ายใจชั่วอาจหยิบฉวยช่วงชิงสิ่งของผู้อื่น เพราะในช่วงนี้จะไม่มีการควบคุมทางสังคมหรือมีการควบคุมแต่ไม่เข้มแข็งรัดกุม การขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมทำให้มีแนวทางในการประพฤติปฏิบัติได้หลายทาง บุคคลจึงอาจดำเนินชีวิตประกอบอาชีพตามปกติได้ บุคคลอาจไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า การประกอบอาชญากรรม ดังนี้เป็นต้น
(๒.๓) การขัดแย้งในค่านิยม อาจนับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการประกอบอาชญากรรมขึ้น การขัดกันในค่านิยมหมายความว่า บุคคลในแต่ละกลุ่มแต่ละสังคมต่างมุ่งหมายในสิ่งที่มีค่าซึ่งมีอยู่จำกัดอย่างเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องแข่งขันต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงสิ่งที่มีค่านี้เป็นของตน การขัดแย้งในคุณค่าจึงอาจเป็นที่มาที่สำคัญอย่างหนึ่งของปัญหาอาชญากรรม เพราะของมีค่ามีอยู่จำกัดแต่ผู้ต้องการอยากได้มีมาก ดังนั้น เมื่อ