(๒.๓) การขัดแย้งในค่านิยม อาจนับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการประกอบอาชญากรรมขึ้น การขัดกันในค่านิยมหมายความว่า บุคคลในแต่ละกลุ่มแต่ละสังคมต่างมุ่งหมายในสิ่งที่มีค่าซึ่งมีอยู่จำกัดอย่างเดียวกัน  ดังนั้นจึงต้องแข่งขันต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงสิ่งที่มีค่านี้เป็นของตน การขัดแย้งในคุณค่าจึงอาจเป็นที่มาที่สำคัญอย่างหนึ่งของปัญหาอาชญากรรม  เพราะของมีค่ามีอยู่จำกัดแต่ผู้ต้องการอยากได้มีมาก ดังนั้น เมื่อมีความต้องการรุนแรงและไม่มีทางที่ชอบธรรมจะได้มาซึ้งสิ่งที่ตนต้องการ ก็ต้องหันเข้าหาทางที่มิชอบ คือ ลักเอา ฉ้อโกง  ช่วงชิงเอาซึ่งหน้า  ปล้นเอา ฯลฯ เหล่านี้คือการประอาชญากรรม

  (๒.๔) พฤติกรรมเบี่ยงเบน เนื่องจากอาชญากรรมเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างหนึ่ง ดังนั้นคำอธิบายเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนจึงอาจนำมาใช้กับอาชญากรรมได้ในแง่นี้ อาชญากรรมเกิดจากการที่สังคมไม่สามารถจะให้วิธีการอันชอบธรรมในการบรรลุเป้าหมายที่สังคมเฝ้าสอนสมาชิกให้ มุ่งประสงค์ได้อย่างเพียงพอ เช่น สังคมต้องการให้ทุกคนมีการศึกษาดี  มีเงิน มีเกียรติ แต่สังคมไม่สามารถสร้างสถานศึกษา  อุปกรณ์และครูให้เพียงพอกับจำนวน ผู้มีความต้องการเรียนได้ บุคคลจึงต้องช่วยตัวเอง  การช่วยตัวเองในกรณีนี้ คือ การโกงในการสอน ติดสินบน รับสินบน  ซึ่งเป็นอาชญากรรม หรือเพื่อให้มีเงินตามที่สังคมคาดหวัง  แต่สังคมไม่สามารถจะหาอาชีพที่มีรายได้ดี ให้แก่พลเมืองทุกคนได้  บางคนจึงได้จี้ปล้น ฉกชิงวิ่งราวเขา ดังนี้เป็นต้น

  (๒.๕) การให้ชื่อการกระทำเป็นอาชญากรรม ตามแนวความคิดนี้ อาชญากรรมคือการกระทำทั่ง ๆ ไปนั้นเอง แต่เมื่อกฏหมายกำหนดว่า การกระทำนั้น ๆ เป็นอาชญากรรม เป็นการกระทำผิดการกระทำเช่นนั้นก็เป็น อาชญากรรม เช่น การฆ่าคนตาย หากเป็นการที่ทหารฆ่าศัตรูของประเทศ  ตำรวจฆ่าผู้ร้ายฉกรรจ์  นักมวยชกคู่ต่อสู้ตายคาเวที  การฆ่าคนตายเช่นนี้มิได้เป็นความผิด ไม่ผิดกฎหมายอาญา  การที่เด็กลักสตางค์พ่อแม่ สามีลักสตางค์ภรรยา การเล่นไพ่ระหว่างเพื่อนฝูง(ไม่เอาสตางค์) ก็ไม่ถือเป็นอาชญากรรม แต่การกระทำอย่างเดียกันนั้นในบางสังคมกฎหมายกำหนดว่าเป็นอาชญากรรม  ข้อนี้จึงอยู่ที่การกำหนดของกฎหมายหรือของสังคมว่าการกระทำใดเป็นอาชญากรรม

  (๓) สภาพการณ์  การศึกษาเรื่องอาชญากรรมได้ทำมาเป็นเวลาช้านาน จนกลายเป็นสาขาวิชาที่สำคัญของสังคมวิทยาเรียกว่า อาชญาวิทยา (Criminology) หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของวิชาเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งหลายคือการจัดหมวดหมู่เรื่องราวที่ตนศึกษาในกรณีนี้ นักอาชญาวิทยาก็ได้พยายาม จัดหมวดหมู่อาชญากรรมประเภทต่าง ๆ เช่น บางท่าน1แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ อาชญากรรมเป็นครั้งคราว(ประกอบอาชญากรรมเมื่อโอกาสอำนวย) และอาชญากรรมเป็นนิสัย(ประกอบอาชญากรรมเป็นประจำไม่มีโอกาสก็สร้างโอกาสขึ้นมา) เคยแบ่งอาชญากรรมเป็นประเภท คนบ้า อาชญากรรมเนื่องจากความผูกพันทางอารมณ์และอาชญากรรมเป็นครั้งคราว เป็นต้น ถัดมามีการแบ่งอาชญากรรมออกเป็น ๓ ประเภทคือ (๑) อาชญากรรมต่อทรัพย์สิน (๒) อาชญากรรมต่อบุคคล และ (๓) อาชญากรรมต่อส่วนรวมและต่อศีลธรรม2อาจารย์สุพัตรา  สุภาพ แบ่งอาชญากร ๖ ประเภท คือ (๑) อาชญากรเป็นครั้งคราว (๒) อาชญากรเป็นนิสัย (๓) อาชญากรคอเชิ้ตขาว (๔) อาชญากรอาชีพ (๕) อาชญากรจิตผิดปกติ และ (๖) องค์กรอาชญากร(Organised Crime) ซึ่งเป็นอาชญากรโดยกลุ่มคนที่มีการจัดระเบียบภายในกลุ่มอย่างเรียบร้อยมีแผนงานมีการแบ่งงานระหว่างสมาชิกเป็นต้น3แต่นักอาชญาวิทยาสมัยใหม่ได้พยายามปรับปรุงแนวการจัดประเภทอาชญากรรมให้ดีขึ้น โดยได้นำเอาแง่คิดทางกฎหมาย แนวการดำเนินชีวิตของผู้กระทำผิด การสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนของกลุ่ม และปฏิกิริยาของสังคม เป็นต้น เข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย นักอาชญาวิทยาสมัยใหม่รายหนึ่งได้แบ่งอาชญากรออกเป็น ๙ ประเภท คือ

(๑) อาชญากรรมต่อบุคคลอย่างรุนแรง

(๒) อาชญากรรมต่อทรัพย์สินเป็นครั้งคราว

(๓) อาชญากรรมต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยสาธารณะ

(๔) อาชญากรรมตามประเพณี

(๕) อาชญากรรมทางการเมือง

(๖) อาชญากรรมทางอาชีพ

(๗) อาชญากรรมเป็นกลุ่ม

(๘) อาชญากรรมที่มีการจัดระเบียบ และ

(๙) อาชญากรรมอาชีพ 

อย่างไรก็ดี  การแบ่งประเภทเหล่านี้ยังไม่เป็นที่พอใจของนักวิชาการจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป เพราะประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่ช่วยให้เข้าใจเรื่องอาชญกรรมอย่างแจ่มแจ้ง และยังไม่สามารถรวมอาชญากรรมทุกอย่างไว้ทั้งหมด กระนั้นก็ดี การสามารถแบ่งประเภทของอาชญากรรมได้ ๙ ประเภท ก็นับได้ว่าวิชาการสาขานี้ได้ก้าวหน้าไปพอควร

  ปัญหาที่เราศึกษาต่อไปคือ เท่าที่ได้มีการศึกษากันมาแล้ว อาชญากรรมเกี่ยวข้องกับปัจจัยอะไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้มีหลักฐานพอจะยืนยันได้ ดังนี้

  (๓.๑) ปัจจัยเกี่ยวกับอายุ อาชญากรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับอายุในแง่ที่ว่าผู้ประกอบอาชญากรรมประเภทต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุน้อยกว่าผู้มีอายุมาก จากสถิติของอเมริกา ผู้กระทำผิดอาญาส่วนใหญ่อยู่ในวัย ๑๖–๒๔ ปี กระนั้นก็ดีอายุของผู้กระทำผิดจะผันแปรไปตามประเภทของอาชญากรรม เพศ  และปัจจัยอื่นด้วย เช่น คนอายุ ๑๕–๑๙ ปี มักจะทำผิดลักขโมยรถยนต์และตัดช่องย่องเบา ส่วนการฆาตรกรรม  การฉ้อฉล การพนัน มักเป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากขึ้น

  (๓.๒) ปัจจัยเกี่ยวกับเพศ ปรากฏตามสถิติแหล่งเดียวกันที่เพิ่งอ้างมาและคิดว่าคงจะได้ใช้เป็นหลักกว้าง ๆ ใช้กับสังคมทั่วไปได้ด้วย คือ ชายมักทำผิดมากกว่าหญิง โดยแยกเอาความผิดที่เป็นของหญิงโดยเฉพาะ เช่น การค้าประเวณี การทำแท้ง เป็นต้น ออกเสีย  หลักฐานแหล่งเดียวกันยังกล่าวต่อไปด้วยว่า ยิ่งบทบาทของหญิงและชายเพิ่มความเหมือนกันมากขึ้นเท่าไร  อัตราการทำผิดอาชญากรรมระหว่างชายกับหญิงก็ใกล้เคียงกันมากขึ้นเท่านั้น แนวโน้มในปัจจุบันจึงเป็นไปในทิศทางที่ว่า อัตราการกระทำผิดอาญาระหว่างหญิงกับชายจะเท่าเทียมกันมากขึ้น

  (๓.๓) แหล่งกำเนิดของผู้กระทำผิด  อาศัยข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน ทำให้เราได้ข้อคิดเพิ่มเติมว่าพลเมืองดั้งเดิมมีอัตราการทำผิดมากกว่าผู้มีต้นกำเนิดในต่างประเทศ (ผู้อพยพ) ซึ่งความเชื่อสมัยก่อนเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือ เชื่อว่าพวกที่อพยพมาจากประเทศอื่น มาตั้งรกรากในประเทศใหม่มักมีอัตราการประกอบอาชญากรรมสูงกว่า  ประเภทของอาชญากรรมที่ตนอพยพมักประกอบนั้นจะเหมือนหรือคล้ายกับที่มักประกอบในถิ่นกำเนิด เช่น มักอิตาเลียนในอเมริกา มักประกอบอาชญากรรม ประเภทฆาตรกรรมเช่นเดียวกัน อิตาเลียนในประเทศอิตาเลียน ทำนองเดียวกันพวกไอริชมักชอบเมาเหล้าเปะปะตามท้องถิ่นเช่นเดียวกับพรรคพวกในประเทศไอร์แลนด์

  (๓.๔) ปัจจัยเกี่ยวกับภูมิภาค ขนาดและที่ตั้งของชุมชนมีส่วนเกี่ยวพันกับอัตราการประกอบอาชญากรรมเหมือนกัน กล่าวคือ ชุมชนขนาดใหญ่และชุมชนเมืองมักมีอัตราอาชญากรรมสูงกว่าชุมชนขนาดเล็กและชุมชนชนบท นอกจากนั้นแหล่งข้อมูลเดียวกันยังกล่าวด้วยว่า  สำหรับในสหรัฐนั้นปรากฏว่า  ภูมิภาคแถบนิวอิงแลนด์ (รัฐต่าง ๆ ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก คนส่วนใหญ่อพยพมาจากอังกฤษและประเทศยุโรปอื่น ๆ บ้าง) มีชื่อเสียง (หรือชื่อเสีย) ทางอาชญากรรมประเภทฆาตรกรรม การบังคับข่มขืน  การปล้น  การจู่โจมอย่างรุนแรง ตัดช่องย่องเบา  ลักขโมย และการลักลอบ (เข้าไปตัดไม้พืชผัก หรือเข้าไปทำกินในที่สาธารณะเขตหวงห้ามของทางราชการ)

  (๓.๕) ปัจจัยเกี่ยวกับสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม แหล่งข้อมูลแห่งเดียวกันยืนยันด้วยว่า ผู้มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ (วัดจากรายได้ การศึกษา อาชีพ) มักละเมิดกฎหมายอาญามากกว่าผู้มีสถานภาพเช่นว่านั้นสูงกว่า แต่ก็ต้องตระหนักว่าคนส่วนใหญ่ของชนชั้นต่ำหรือชั้นล่าง(Lower Class) ไม่ได้เป็นอาชญากร และอาชญากรรมเฉพาะอย่าง เช่น อาชญากรรมที่เรียกว่า คอเชิ้ตขาว หรืออาชญากรรมผู้ดี (White Collar Crime) มักเป็นฝีมือของคนที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมสูง อย่างไรก็ดี  ความสัมพันธ์ระหว่างอาชญากรรมและระดับชนชั้นของเรื่องซับซ้อน ปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียวคงใช้คำอธิบายไม่ได้พอ

  (๓.๖) ปัจจัยอื่น ๆ 1เช่น เชื้อชาติ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม สภาพแวดล้อม ภัยธรรมชาติ  อาจเป็นสิ่งซึ่งผลักดันให้บุคคลต้องทำอาชญากรรมบ้างก็ได้ เช่น ในอเมริการ ปรากฏว่าอเมริกันดำ (นิโกรอเมริกัน) มักมีอัตราประกอบอาชญากรรมสูงกว่าคนอเมริกันขาว ดังนี้เป็นต้น

  () ผลกระทบ  อาชญากรรมส่งผลกระทบทั้งบุคคลและสังคม ก่อผลทั้งทางบวกและทางลบ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นไปในทางลบอย่างที่เข้าใจกัน พอสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

  (.) อาชญากรรมที่ชัดเเจ้งอาจใช้เป็นแบบอย่างของความชั่ว ความไม่ถูกต้องหรือความล้มเหลวของบุคคล เป็นสิ่งไม่ดีไม่งาม คนดีจึงไม่ควรเอาอย่าง

  (.) อาชญากรรมสูง อาจใช้เป็นสัญญาณหรือลักษณะของความล้มเหลวในสังคม สังคมควรต้องมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบสังคมให้ดีขึ้น เพื่อความสุขสงบของสังคม

  (.) ผลทางบวกอีกประการหนึ่ง ทำให้กลุ่มต่อต้านสามารถรวมตัวกันเหนียวแน่นขึ้น เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการป้องกัน หรือขจัดปัญหาอาชญากรรมให้หมดไป  หรือให้อัตราการกระทำแบบนี้ลดลง

  (.) ผลร้ายต่อบุคคลประการหนึ่ง คือ อาชญากรรมทำให้ผู้ถูกกระทำเสียหาย ทั้งในแง่ทรัพย์สิน เงินทอง  ชื่อเสียง  จิตใจและร่างกาย

  (.) อาชญากรรมบางอย่าง เช่น  การจี้ปล้น  การฆาตกรรม  หากทำบ่อย ๆ จะทำให้ผู้กระทำมีจิตใจดุร้าย ก้าวร้าว  เหี้ยมโหดมากยิ่งขึ้น

  (.) อาชญากรรมที่ทำซ้ำซากอาจทำให้ผู้กระทำเกิดเป็นนิสัยชั่ว ไม่พยายามหาทางแก้ปัญหามในทางที่ถูกทำนองคลองธรรม เช่น การลักขโมย  จี้ปล้น  ตัดช่องย่องเบา

  (.) การมีอาชกรรมและอาชญากรในสังคม  โดยไม่ได้ทำการปราบปรามให้หมดไปทำให้อาชญากรยังลอยนวลอยู่ได้  อาจเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติถูกทำนองคลองธรรมเสียกำลังใจไม่อยากทำดีต่อไปอีก

  (.) สำหรับในสังคมสมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางสื่อสารมวลชน ข่าวคราวเกี่ยวกับอาชญากรรม  อาจเป็นแบบให้ผู้อื่นใช้เป็นแบบอย่างได้ ทำให้เป็นการส่งเสริมอาชญากรรมได้ทางหนึ่ง

  (.) สังคมต้องเสียงบประมาณค่าใช้จาย ค่าจ้างเจ้าหน้าที่และเสียเวลาเป็นจำนวนมากในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

  (.๑๐) อาชญากรรมอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมให้เจริญก้าวหน้า เพราะสังคมต้องใช้งบประมาณ คน  และเวลาไปในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมหรือ อาชญากรรมบางอย่างคอยขัดขวาง  ทำลายความพยายามพัฒนาหรือทำลายสิ่งที่ได้สร้างขึ้นแล้ว  เป็นต้น

  () แนวทางแก้ไข  แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอาจทำได้หลายวิธี ซึ่งกล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้

  (.) ด้านความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดอาชญากรรมขึ้นคือ การบกพร่องทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นการป้องกันหรือแก้ไขอาชญากรรมก็ควรต้องเริ่มด้วยการป้องกันหรือแก้ไขสาเหตุ ซึ่งอาจทำได้หลายอย่างอีกเช่นกัน  อาทิ การให้การศึกษาและอบรมให้ผู้มีความบกพร่องเหล่านี้เตรียมรับสภาพความเป็นจริง และหาทางออกที่ดีล่วงหน้าไว้ เช่น เวลาไม่มีผู้ใดสนใจหรือเอาใจใส่ก็อาจทำงานหรือพักผ่อนใจตามลำพัง หรือพาคนพิการด้วยกันมาเป็นเพื่อน การให้การศึกษาวิชาชีพที่คนเหล่านี้พอทำได้เพื่อให้เกิดความพอใจรักงานของตน  รวมทั้งการชี้ให้เห็นความสามารถพิเศษของตน ซึ่งทุกคนมักจะต้องมีแต่ผู้อื่นไม่เห็น และการชี้ให้เห็นว่าการมีชีวิตอยู่เป็นของมีค่าแต่จะมีค่าขึ้นหากได้ประกอบคุณงามความดีอีกประการหนึ่ง ควรชี้ให้บุคคลเหล่านี้ได้ประจักษ์ว่า บุคคลแต่ละคนมีลักษณะต่างกันออกไป  บุคคลเลือกบุคลิกเองไม่ได้ เลือกเกิดไม่ได้ ทุกคนจึงต้องยอมรับสภาพและพยายามปรับปรุงบุคลิกของตนให้ดีที่สุด ดำรงชีวิตด้วยการทำดีให้มากที่สุด เป็นสิ่งที่มีคุณค่าของมนุษย์หรืออีกอย่างหนึ่งค่าของคนอยู่ที่ใจมากกว่ากาย (แน่นอนจะเป็นบางกรณีที่แก้ไขหรือป้องกันไม่ได้ซึ่งสังคมก็ต้องยอมรับ)

  นอกจากนั้นความต้องให้การศึกษาอบรมแก่บุคคลที่จะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยตรงกับผู้บกพร่องเหล่านี้และบุคคลทั่วไปด้วย ให้รู้จักและเข้าใจผู้บกพร่องเหล่านี้  ซึ่งควรให้ความรักความเห็นใจ เพราะพวกเขาอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ควรรู้ว่าเขามีปมด้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  การติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านี้จึงต้องระมัดระวังต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ  เพื่อป้องกันอาชญากรรมและลดปัญหาอาชญากรรมลง

  (.) ด้านการเสียระเบียบทางสังคม การป้องกันหรือแก้ไขอาชญากรรมอีกทางหนึ่งคือการสร้างความเป็นระเบียบในสังคม  เพราะการเสียระเบียบจะเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งในการทำให้เกิดอาชญากรรมขึ้น  เรื่องการจัดระเบียบทางสังคมได้กล่าวมาแล้วโดยละเอียด จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำอีกเพียงขอย้ำว่า หากมีอัตราอาชญากรรมสูงขึ้นในสังคมแล้ว สังคมควรต้องตระหนักได้ว่าถึงแล้วที่ควรจะต้องย้ำเรื่องระเบียบวินัยหรือควรต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระเบียบเก่าเสียบ้าง  การทำเช่นนี้อาจเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้ทางหนึ่ง

  (.) การขัดแย้งในค่านิยม  อีกทางหนึ่งในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาอาชญากรรมคือการลดหรือขจัดความขัดแย้งในระบบคุณค่าหรือค่านิยมและอาจเลยไปถึงอุดมการณ์ด้วย การลดหรือขจัดความขัดแย้งในคุณค่าอาจทำได้โดยการเสียสละของ  ผู้ที่มีสิ่งมีค่าอยู่มากแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นบ้าง ลดความอยาก ตัณหาลงบ้างและการไม่ใฝ่ฝันหรือทะเยอทะยานอยากได้สิ่งมีค่า เช่น เงิน ทอง  อำนาจ ชื่อเสียงเกียรติยศ แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้ยาก บางทีจึงต้องมีการปฏิวัติ  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงหักโค่นและรวดเร็ว ดังนั้นหากบุคคลต้องการป้องกันหรือแก้ไขไม่ให้เกิดความรุนแรงอาชญากรรม  หรือเพียงให้อาชญากรรมลดลงจึงต้องพยายามและอดทนดำเนินการตามแนวนี้ ซึ่งจะเป็นทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญได้ทางหนึ่ง

  (.) พฤติกรรมเบี่ยงเบน อาศัยแนวความคิดเรื่องพฤติกรรมเบี่ยงเบน  เราอาจหาทางแก้หรือป้องกันอาชญากรรมได้อีกทางหนึ่ง  ทางนี้ก็คือการที่สังคมจะต้องหาทางไม่ให้มีการเอาแบบเอาอย่างกันในเรื่องอาชญากรรมและการที่สังคมจะต้องให้วิธีการบรรลุถึงเป้าหมายซึ่งสังคมปลูกฝังไว้ให้แก่สมาชิกของสังคมอย่างเพียงพอ  ในส่วนแรกอาจทำได้โดยการงดเว้นการแพร่ข่าวอาชญากรรมโดยเฉพาะที่รุนแรง โหดร้าย  วิธีการแพร่ข่าวนี้มีทั้งผ่านสื่อมวลชน (หนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์  หนังสือประเภทอื่น) ภาพยนต์และการบอกกล่าวกันต่อ ๆ ไปด้วยวาจา  รัฐจะต้องห้ามการเสนอข่าวประเภทนี้หรืออย่างน้อยที่สุดให้งดเว้นการเสนอรายละเอียดของอาชญากรรม อีกทางหนึ่งคือ  การพยายามแยกไม่ให้อาชญากรได้มีโอกาสสัมพันธ์กับคนดีโดยทั่วไป เพื่อไม่ให้ผู้อื่นมีโอกาสลอกเลียนแบบจากอาชญากรและกลายเป็นอาชญากรในโอกาสต่อมา  ในส่วนหลังอาจทำได้โดยการวางแผนและการลงทุนของรัฐ การวางแผนในที่นี้ให้รวมถึงการคัดเลือกอุดมการณ์  ระบบค่านิยม จำนวนค่านิยมที่จะปลูกฝังให้กับประชาชน  ตลอดจนปริมาณความต้องการในการสนองความต้องการของสังคมให้สอดคล้องกัน  แล้วทุ่มเททุนรอนไปในการดำเนินการตามแผนนั้น

  (.) เกี่ยวกับการกำหนดความหมายของอาชญากรรม เราได้ทราบมาแล้วว่า อาชญากรรมมีสาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งมาจากการที่สังคมกำหนดว่า การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นอาชญากรรม  ดังนั้นทางแก้หรือป้องกันปัญหามีอีกทางหนึ่งได้แก่  การเปลี่ยนแปลงคำจำกัดความเกี่ยวกับอาชญากรรมเสียโดยให้สังคมถือว่าการกระทำที่เรียกว่าอาชญากรรมเป็นการกระทำปกติธรรมดา  ผลของการทำเช่นนี้จะทำให้บุคคลที่เรียกว่าอาชญากรรมไม่รู้สึกว่าตนผิดแปลกจากผู้อื่น ไม่เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ  ไม่ถูกผู้อื่นรังเกียจ  ทำให้มีโอกาสกลับตัวมาเป็นคนดี กระทำดีอย่างปกติได้ง่ายขึ้น  ความจริงการกระทำที่เรียกว่าอาชญากรรมนั้นก็ยังอยู่แต่ไม่เรียกว่าเป็นอาชญากรรม เป็นการกระทำโดยทั่วไป  เมื่อการกระทำใดก่อความเสียหายต่อส่วนรวมต่อผู้อื่นหรือต่อตนเองผู้กระทำควรสำนึกผิดและไม่ทำซ้ำอีก  ในแง่นี้สังคมมีหน้าที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่สมาชิกของสังคม ป้องกันมิให้บุคคลกระทำความเสียหายขึ้น  หากมีการกระทำที่เกิดความเสียหายขึ้นก็อาจมีการตักเตือนอบรมแล้วให้กลับไป  หากมีการกระทำความเสียหายซ้ำอีกอาจต้องมีการกักสถานที่  โดยให้อยู่กับผู้มีหน้าที่อบรมสั่งสอนชั่วเวลาหนึ่งแล้วให้กลับออกไปใหม่  หากยังคงทำความเสียหายซ้ำอีกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรก็จะต้องกำจัดเสียจากสังคม

  เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดคงจะทำให้พอเข้าใจเนื้อหาของปัญหาทั่วไปของสังคมโดยเฉพาะบางอย่างพอสังเขป และแนวในการวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้  พอที่จะเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด

สรุป

  ปัญหาสังคม  เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในทุกสังคม  แต่ละสังคมอาจมีปัญหาไม่เหมือนกัน  เพราะพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองแตกต่างกัน  ในสังคมไทยมีปัญหาที่สำคัญ ๆ เกิดขึ้นดังกล่าวแล้ว และก็ยังมีอีกหลายปัญหา ที่มีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งควรจะได้ให้ความสนใจเช่นกัน  เช่น  ปัญหาความเสื่อมทางศีลธรรม  ปัญหาอบายมุข  ฯลฯ  ปัญหาเหล่านี้ถ้าได้มีการศึกษาวิจัยหาที่มาแห่งปัญหา และได้ร่วมมือช่วยกันป้องกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเอาจริงก็จะลดลงหรือหมดไปได้  อันจะยังผลให้ประชาชนชาวไทย ได้มีการอยู่ดีกินดี  มีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข.

  ประวัติผู้รวบรวมและเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี



1 Encyclopedia of Socilology

2 ุพัตรา  สุภาพ . ปัญหาสังคม. (กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช ๒๕๒๑) หน้า ๑๐๒–๑๐๓

3 Encyclopedia of Sociology.

1 อ่านเพิ่มเติมใน สัญญา  สัญญาวิวัฒน์. หลักสังคมวิทยา.