การป้องกันแก้ไขปัญหาสังคม

  ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วว่า ปัญหาสังคมแต่ละปัญหานั้นอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ  ทั้งสาเหตุเนื่องจากสภาพแวดล้อมทางสังคม และสาเหตุจากปัจจัยภายในตัวบุคคลดังเช่น  ปัญหาความยากจน  อาจเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น สภาพเเวดล้อมทางธรรมชาติไม่อำนวย  การเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง  ความเกียจคร้านของผู้คน  ความโง่เขลาเบาปัญญา  การว่างงาน ฯลฯ  ดังนั้นในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นและแก้ไขปัญหา จำเป็นต้องมองให้รอบด้านถึงสาเหตุของปัญหา และขจัดสาเหตุแห่งปัญหานั้น

การป้องกัน หมายถึง การหาวิธีการที่จะยับยั้งไม่ให้ปัญหาสังคมต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งจะทำได้ก็โดยการศึกษาสาเหตุของปัญหานั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้งแล้วพยายามนำเอาเครื่องมือหรือวิธีการที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาใช้กับคนและสังคมเพื่อไม่ให้ก่อสาเหตุอันจะเป็นผลให้เกิดปัญหานั้น ๆ ปัจจัยต่าง ๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสังคม เช่น

๑. การกำหนดบรรทัดฐานของสังคม (Norms) ถ้าสังคมได้กำหนดบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิตให้แน่ชัดว่า สิ่งใดควรปฏิบัติ สิ่งใดห้ามไม่ให้ปฏิบัติ ผู้คนก็จะมีแนวทางในการปฏิบัติตนได้ถูกต้องปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น

การกำหนดบรรทัดฐานของสังคมนั้น จำเป็นจะต้องให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมที่เปลี่ยนไป การยึดมั่นในบรรทัดฐานเดิมซึ่งใช้มานานปี อาจก่อให้เกิดปัญหาการขัดแย้งได้ เพราะผู้คนรุ่นใหม่อาจเห็นว่าบรรทัดฐานนั้นล้าสมัย  ถ่วงความเจริญ

๒. การขัดเกลาทางสังคม(Socialization) แม้สังคมจะมีบรรทัดฐานที่เหมาะสมแล้วแต่ถ้าขาดการขัดเกลา ขาดการอบรมให้เรียนรู้ ผู้คนก็จะปฏิบัติไม่ถูก หรือไม่รู้ว่าบรรทัดฐานนั้น ๆ ว่าด้วยอะไร และถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะก่อให้เกิดปัญหาขึ้น

การขัดเกลาทางสังคม ถ้าจะให้ได้ผลดี ผู้ทำหน้าที่ขัดเกลาจะต้องอยู่ในบรรทัดฐานนั้น ๆ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย

๓. การลงโทษที่รุนแรง(Severe  punishment) การอยู่ร่วมกันในสังคมจำเป็นต้องมีระเบียบ กฎเกณฑ์  เพื่อเป็นแนวปฏิบัติให้สมาชิกอยู่ด้วยกันอย่างมั่นคงปลอดภัย  เป็นธรรมดาที่สมาชิกของสังคมได้รับการอบรมมาไม่เหมือนกัน  ประกอบกับบุคลิกลักษณะนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน  บางคนมีนิสัยสุภาพอ่อนโยน  บางคนก้าวร้าวรุกราน  เมื่อมีการประพฤติผิดหรือละเมิดระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคมก็สมควรจะได้มีการลงโทษ  ทั้งนี้เพื่อทำให้ระเบียบกฎเกณฑ์มีความหมาย ทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ เห็นว่าการกระทำความผิดเป็นสิ่งที่ไม่ดี และการประพฤติอยู่ภายในกรอบเป็นสิ่งที่คนทั่วไปยกย่องนับถือ ดังนั้นเมื่อมีการกระทำผิดหรือละเมิดบรรทัดฐานของสังคมก็ต้องมีการลงโทษ

การลงโทษที่รุนแรงเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะป้องกันปัญหาสังคมได้ในระยะเวลาหนึ่ง  เพราะความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะกระทำ ตัวอย่างเช่น ในสมัยจอมสฤษดิ์  ธนรัชต์  เป็นนายกรัฐมนตรี  เมื่อ พ. ศ. ๒๕๐๒ ได้ใช้วิธีการลงโทษอย่างรุนแรงแก่ผู้วางเพลิง โดยการประหารชีวิต ทำให้ปัญหานี้ลดน้อยลงไปจาก ๑๑๕ รายในปี พ. ศ. ๒๕๐๒ เหลือเพียง ๘๓ รายในปี ๒๕๐๖ (ชาย  เสวิกุล , ๒๕๑๔ : ๓๕)

๔. การใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ(Better law enforccment) กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์หรือมีความหมายเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือมีการนำเอาไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย  ไม่ให้อ่อนโอนตามอำนาจของผู้ใช้หรืออิทธิพลของผู้ประพฤติผิดไปจากขนบประเพณี  ถ้าเมื่อใดกฎหมายไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีผลบังคับใช้  สังคมก็จะเกิดการเอารัดเอาเปรียบ มีการกดขี่ข่มเหง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ได้ เช่น ปัญหาอาชญากรรม และแม้แต่ปัญหาการจราจรก็อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ตำรวจจราจรไม่เข้มงวดในการนำเอากฎหมายที่มีอยู่ไปบังคับใช้ อนึ่ง เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายนี้มีบุคคลและองค์การที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของการใช้กฎหมาย คือ ผู้เสียหาย ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน อัยการซึ่งทำหน้าฟ้องผู้กระทำผิดต่อศาล  ทนายความเป็นผู้ให้คำปรึกษาว่าความแทนฝ่ายโจทก์และจำเลย  ศาลทำหน้าที่พิจารณาคดี  และเรือนจำมีหน้าที่ควบคุมกักขังลงโทษและปรับปรุงแก้ไขผู้กระทำความผิด

๕. การศึกษา(Education) คือการพัฒนาคนในด้านต่าง ๆ ทางกายภาพ อารมณ์ และสติปัญญา  เพื่อให้มีความประพฤติดี  มีอารมณ์มั่นคง  มีความเฉลียวฉลาด  และมีพลานามัยที่แข็งแรง

การให้การศึกษาที่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ความเป็นระเบียบของสังคม และช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาสังคมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นต้นว่า เมื่อคนเรามีการศึกษาดีทำให้มีความรู้ในด้านวิชาการแขนงต่าง ๆ มีความรู้ในด้านอาชีพ  ทำให้สามารถนำเอาความรู้ไปประกอบอาชีพสร้างฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตน  ปัญหาสังคมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาอาชญากรรม  ปัญหาความยากจน  ฯลฯ  ก็จะไม่เกิดขึ้น  นอกจากนั้นการศึกษายังก่อให้เกิดประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น

-ทำให้ได้เรียนรู้ระเบียบแบบแผนของสังคมและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

-ทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดรอบรู้ทันคน ไม่ถูกหลอกลวงไปในทางมิชอบ

-ทำให้เกิดความสำนึกในศักดิ์ศรี(Dignity) เกิดความภาคภูมิใจในสถานภาพของตน ทำให้ไม่กล้าทำผิดเพราะถือว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงของตนเอง

๖. ศาสนา (Religion) เป็นสถาบันทางสังคมอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ที่เคารพนับถือ  ศาสนา คือ หลักคำสอนของศาสดา มีหลักคำสอนที่เป็นแนวปฏิบัติของมนุษย์เพื่อให้บรรลุสู่ความสันติสุข โดยทั่วไปแล้วศาสนาได้กำหนดหลักของศีลธรรมเบื้องต้นที่เป็นหลักควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม เช่น  สอนให้คนมีเมตตากรุณาต่อกัน  อยู่ร่วมกันอย่างเห็นอกเห็นใจ  ไม่คดโกงเอารัดเอาเปรียบกัน

หลักคำสอนทางศาสนานั้น  สามารถช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาสังคมได้ เช่น ในทางพุทธศาสนา  สอนให้คนรวยทรัพย์ มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ทำให้ไม่เกิดปัญหาความยากจน ถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมที่ว่าด้วยทิฏฐธัมมิกัตถ หรือประโยชน์ปัจจุบัน ๔ ประการ คือ  อุฏฐานสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ  อารักขสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ที่หามาได้  กัลยาณมิตตตา  คบเพื่อนที่ดีเป็นมิตร และ สมชีวิตา เลี้ยงชีพให้พอเหมาะพอควรแก่ฐานะทางเศรษฐกิจ

๗. หน่วยงานแนะแนวและให้คำปรึกษา (Guidance  and  counselling  programs)

การแนะแนว(Guidance) คือ บริการแนะนำให้ผู้อื่น เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง และเกี่ยวกับการตัดสินใจในการดำเนินชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต

การให้คำปรึกษา (Counselling) คือ กระบวนช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา  โดยผู้ให้คำปรึกษากระตุ้นให้ผู้มีปัญหาสามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมเบี่ยงเบน  มักจะเกิดขึ้นจากการที่คนเราขาดการอบรมและแนะนำในทางที่ถูกที่ควรอย่างต่อเนื่องกันในระยะยาว  เด็กที่เจริญเติบโต โดยขาดการอบรมและแนะำ  มักจะมีโอกาสกลายเป็นอาชญากรได้ง่าย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล หากได้รับการแนะนำและให้คำปรึกษาที่ดีก็อาจจะขจัดความขัดแย้งได้  หน่วยงานแนะแนวและให้คำปรึกษา จึงมีความจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคม

๘. หน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม (Social  group  work) เช่น สภาสังคมสังเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ฯลฯ  การรวมกลุ่มกันเพื่อก่อตั้งหน่วยงานบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคมนั้นย่อมได้ประโยชน์ทั้งผู้เข้าร่วมเองและประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมอีกด้วย  ประโยชน์ต่อส่วนบุคคลที่เป็นสมาชิก ได้แก่  การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และไม่มีเวลาที่จะทำสิ่งใดที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม  ในด้านส่วนรวมนั้นเป็นการช่วยเหลือบุคคลและสังคม  และช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย

๙. การปรับปรุงสภาพแวดล้อม (Area  rehabilitation) สภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนเรา หากอยู่กันอย่างแออัดและคับแคบ ไม่ค่อยจะมีความเป็นตัวของตัวเอง สภาพแวดล้อมที่ยั่วยุหรือกระตุ้นเร่งเร้าให้กระทำผิดด้านต่าง ๆ ได้ ดังนั้นเพื่อการป้องกันปัญหาควรมีการปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อม ดังนี้

ก.  การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical  rehabilitation) เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านในชุมชนให้น่าอยู่อาศัย มุมถนนหนทางสะอาด ปราศจากมุมมืด  ป่าละเมาะ  มีไฟฟ้าแสงสว่างตามถนน  ทั้งนี้เพื่อป้องกันพวกมิจฉาชีพอาศัยเป็นฉากกำบังเพื่อประกอบอาชญากรรม

ข.  การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางสังคม (Social  rehabilitation) เป็นการปรับปรุงตัวบุคคลและกลุ่มคนในสังคม  เช่น  จัดให้มีการรวมกลุ่มกัน เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาสังคมต่าง ๆ โดยอาจจัดให้มีกิจกรรมร่วมกันทั้งด้านบันเทิง  สาธารณประโยชน์ หรือทางศาสนา ฯลฯ จะทำให้สภาพแวดล้อมของเด็กดีขึ้น แทนที่ประชาชนจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มอันธพาลหรือเล่นการพนัน

การปรับปรุงสภาพการเลี้ยงดู เพื่อให้เด็กได้เจริญเติบโตเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ  ย่อมเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสังคมขึ้น อนึ่ง ในทัศนะของนักพยาธิวิทยาทางสังคมที่เน้นในเรื่องของพันธุกรรมเห็นว่า ถ้าสามารถควบคุมเชื้อไม่ดีไว้และส่งเสริมเชื้อดี เพื่อให้ได้ประชากรที่มีคุณภาพ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดปัญหาสังคมได้

๑๐. พัฒนาด้านเศรษฐกิจ  ส่งเสริมให้มีการผลิตทั้งทางด้านเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมตามความเหมาะสม อุดหนุนให้ประชาชนสามารถดำเนินการทางธุรกิจทั้งในด้านทุนวิธีดำเนินการและการจำหน่ายผลผลิต  นอกจากนั้นควรส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักออมทรัพย์ขยันขันแข็งในการทำมาหาเลี้ยงชีพ  รู้จักเลี้ยงชีพให้พอเหมาะกับฐานะทางเศรษฐกิจ

เครื่องมือและวิธีการในการป้องกันปัญหาสังคมนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน  แต่การที่จะใช้วิธีใดและสามารถนำเอาไปใช้ได้ผลแค่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์(Situation) เวลาและสถานที่ ตัวอย่าง เช่น  การใช้วิธีลงโทษที่รุนแรง  ใครกระทำผิดก็ประหารชีวิต  อาจทำให้สังคมที่ไร้ระเบียบกลับสู่สภาวะปกติได้ แต่ถ้าสังคมนั้นผู้คนมีการศึกษาสูง และอยู่ในภาวะปกติดี  ถ้าจะใช้วิธีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรงก็อาจไม่เหมาะสม และอาจได้รับการต่อต้านจากสังคม

การแก้ไขปัญหาสังคม  หมายถึง การจัดการกับปัญหาสังคมเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว เช่น เกิดความยากจน  เกิดปัญหาการว่างงานเกิดขึ้น  ฯลฯ  จึงดำเนินการแก้ไข ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดปัญหาการว่างงาน  ก็แก้ไขโดยการสร้างงานให้มากขึ้น  เพื่อคนจะได้มีงานทำ ใช้วิธีส่งคนไปทำงานต่างประเทศ แนวความคิดในการแก้ปัญหาดังกล่าวอาจกระทำได้ดังนี้

๑. การล้มล้างระบบสังคมเดิม และนำระบบใหม่เข้ามาใช้แทน เช่น การเปลี่ยนระบบการปกครองจากเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย  การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากเสรีนิยมเป็นสังคมนิยม

๒. การขัดเกลาทางสังคม  เพื่อให้รู้ดี รู้ชั่ว  รู้ว่าสิ่งใดควรทำ  สิ่งใดไม่ควรทำ  จะได้ไม่กระทำผิด

๓. การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม  เมื่อคนเรามีการกินดีอยู่ดี  มีการจัดระบบสังคมที่ดี  ก็อาจช่วยแก้ปัญหาสังคมได้

๔. การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบปัญหา  เช่น  เมื่อเกิดปัญหาความยากจนก็ให้การสงเคราะห์ในรูปของโครงการเงินกู้เพื่อนำเอาไปลงทุนเพื่อประกอบอาชีพ  การสร้างงานในชนบทเพื่อให้ชาวชนบทมีงานและมีรายได้ในช่วงระยะที่ว่างงาน  การจัดฝึกอบรมวิชาชีพให้กับหญิงโสเภณี  การจัดบ้านพักให้กับผู้ที่ไร้ที่อยู่อาศัย ฯลฯ

๕. การพัฒนาคนให้มีโลกทัศน์ที่กว้าง รู้ถึงเหตุและผลแห่งปัญหา มีความรู้ความสามารถในการทำมาหาเลี้ยงชีพ  มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป็นเพียงแนวทางกว้าง ๆ ที่อาจนำไปใช้ในการแก้ปัญหาสังคม  แต่เนื่องจากปัญหาสังคมแต่ละปัญหามีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป  ดังนั้นในการแก้ปัญหาสังคมเราต้องคำนึงถึงสาเหตุและแก้ที่สาเหตุซึ่งทำให้เกิดปัญหานั้น ๆ

กระบวนการในการแก้ปัญหาสังคมด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

การที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องศึกษาถึงสาเหตุของปัญหา แล้วจึงขจัดเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหา  ปัญหานั้น ๆ ก็จะสามารถแก้ไขได้  หลักการดังกล่าวคือ  การแก้ไขปัญหาสังคมด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้

๑. กำหนดปัญหาที่ต้องการแก้ไข

๒. ตั้งข้อสมมุติฐานสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหา

๓. รวบรวมข้อมูล

๔. วิเคราะห์ข้อมูล

๕. สรุปและเสนอรายงาน

๑. การกำหนดปัญหา (The problem) หรือเลือกปัญหาที่จะศึกษาค้นคว้า การเลือกปัญหานั้น เราควรเลือกปัญหาที่มีความสำคัญ ปัญหานั้นเมื่อศึกษาแล้ว ผลที่ได้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมมาก  ตัวอย่างของปัญหาสังคม ที่เราอาจนำมาศึกษา เช่น ปัญหาสุขภาพจิต (Mental  illiness) ปัญหาความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมและวัฒนธรรม ปัญหาอาชญากรรมทางเพศ ฯลฯ

๒. การตั้งสมมุติฐาน (Formulating  hypothesis) เราอาจตั้งสมมุติฐานว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องมาจากสาเหตุใดบ้าง เช่น ปัญหาโสเภณีอาจมีสาเหตุมาจาก

๑. ความผิดปกติของต่อมเพศ(Gonad)

๒. ความยากจน

๓. ความโง่เขลา

สาเหตุที่เราคาดคะเนไว้นี้เรียกว่าสมมุติฐาน  ซึ่งผลจากการศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ออกมาแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้

การตั้งสมมุติฐาน จะช่วยให้เรามีแนวทางในการดำเนินการศึกษาหาสาเหตุต่าง ๆ ของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สมมุติฐานที่ตั้งขึ้น ควรจะอาศัยประสบการหรืออ้างอิงทฤษฎีเพื่อความเป็นไปได้จริงของสาเหตุแห่งปัญหานั้น ๆ

๓. การรวบรวมข้อมูล (Collecting data) เมื่อได้ตั้งสมมุติฐานแล้ว  เราก็รวบรวมข้อมูลซึ่งมีด้วยกันหลายวิธี  แต่ที่นิยมใช้กันในการศึกษาค้นคว้าทางสังคมศาสตร์และรวมถึงในการศึกษาค้นคว้าทางสังคมวิทยา  ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร  การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม  การสัมภาษณ์และการสังเกต จุดมุ่งหมายของการรวบรวมข้อมูลก็เพื่อนำเอาผลที่ได้มาพิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งไว้ เป็นความจริงตามนั้นหรือไม่

๔. การวิเคาะห์ข้อมูล (Data  analysis) เมื่อได้ข้อมูลต่าง ๆ ตามต้องการแล้วก็นำเอาข้อมูลที่มีเหตุผล  มีหลักฐานอ้างอิงมีความเชื่อถือได้ มาวิเคราะห์และสรุปความออกมาเป็นคำอธิบายเพื่อหาข้อเท็จจริงหรือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา

๕. สรุปผลและเสนอรายงาน (Interpretation and  Research  report) เมื่อได้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าแล้ว ผู้ศึกษาจะต้องสรุปผลการศึกษาค้นคว้าและเขียนไปตามที่ได้ค้นพบโดยไม่มีอคติหรือเพิ่มเติมความรู้สึกส่วนตัวลงไป และควรสรุปด้วยว่าได้ค้นพบอะไร หรือมีปัญหาอะไรที่ควรจะศึกษาต่อ

เมื่อได้ข้อสรุปของสาเหตุแห่งปัญหาสังคมแล้ว เช่น พบว่า ปัญหาโสเภณีเกิดจากความยากจน  เราก็ต้องแก้ความยากจนของผู้คนในสังคมด้วยวิธีการต่าง ๆ และเมื่อแก้ความยากจนได้ ปัญหาโสเภณีก็จะลดหรือหมดไป ดังนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้น

ปัญหาสังคมไทยปัจจุบัน

ปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหาสังคมที่น่าสนใจศึกษาและควรจะได้หาทางป้องกันและแก้ไขอยู่หลายปัญหาและที่สำคัญ เช่น ปัญหาความยากจน  ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการใช้อำนาจโดยพลการ ปัญหาด้านศีลธรรมและจิตใจ  ปัญหาครอบครัว  ปัญหาอบายมุข  ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ  ซึ่งปัญหาเหล่านี้  ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งทำให้สังคมไทยเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ ผู้คนก็จะประสบกับความเดือดร้อน  ดังนั้นจึงควรที่จะได้ศึกษาถึงสาเหตุและแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ สำหรับในบทนี้จะได้กล่าวถึงปัญหาสังคมซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยบางปัญหา ดังต่อไปนี้

ปัญหาอาชญากรรม

อาชญากรรม คือ  การกระทำผิดต่อกฎหมายหรือบรรทัดฐานของสังคม และผู้กระทำผิดเรียกว่า อาชญากร

อาชญากรรม  เกิดจากพฤติกรรมเบี่ยงเบนของผู้คนในสังคม  ทำให้เกิดผลเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน  และความสงบเรียบร้อยต่อทั้งบุคคลและสังคมส่วนรวม  ลักษณะของการกระทำที่อยู่ในข่ายของปัญหาอาชญากรรมได้แก่

๑. การกระทำผิดต่อร่างกายหรือชีวิต

๒. การกระทำผิดต่อทรัพย์สิน

๓. ความผิดในทางการเมือง

๔. การกระทำผิดในการประกอบอาชีพ

๕. การกระทำผิดต่อหน้าที่ของรัฐในการควบคุมดูแลจัดระเบียบ

๖. การกระทำผิดอันเนื่องจากการครอบครองเครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำผิด เช่น การมีอาวุธสงคราม

๗. การกระทำผิดต่อความยุติธรรมของส่วนรวม เช่น การให้สินบนพนักงานเจ้าหน้าที่ของประชาชนในสังคมไทย สถิติอาชญากรรมที่พบบ่อยครั้งที่สุด ได้แก่ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์  รองลงมาได้แก่  ประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย  และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คดีอาชญากรรมในสังคมไทยยังคงเพิ่มขึ้น  ดังจะพบเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ทุกวัน

สาเหตุของปัญหาอาชญากรรม

ก.  สาเหตุเนื่องจากความบกพร่องทางร่างกายและจากกรรมพันธ์  ความบกพร่องทางร่างกายที่อาจก่อปัญหาขึ้นได้เช่น โคโมโซมเพศผิดปกติ  ต่อมไร้ท่อผิดปกติ  สมองบกพร่อง  ความบกพร่องทางร่างกายดังกล่าว  อาจทำให้ผู้นั้นมีพฤติกรรมที่ผิดไปจากบรรทัดฐานของสังคม  ส่วนกรรมพันธุ์เป็นพฤติกรรมที่สืบสันดานจากบรรพบุรุษ  เช่น เป็นคนก้าวร้าว  เจ้าชู้ ฯลฯ  ซึ่งจะก่อปัญหาได้เช่นกัน

ข.  สาเหตุเนื่องจากความบกพร่องทางจิต  การเป็นโรคจิต  โรคประสาท  การมีความรู้สึกนึกคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อสังคม

ค.  สาเหตุทางสิ่งแวดล้อม เช่น สภาพที่อยู่อาศัยแออัด  มีแหล่งอบายมุข สภาพดินฟ้าอากาศที่ร้อนแห้งแล้ว  การขัดแย้งในครอบครัว  สื่อสารมวลชน  ค่านิยมทางสังคม

ง.  เนื่องจากการไร้ระเบียบทางสังคม สถาบันทางสังคมต่าง ๆ ไม่สามารถอบรมสมาชิกให้อยู่ในบรรทัดฐานของสังคมได้

ผลจากปัญหาอาชญากรรม มีดังนี้

ก.  ผลเสียของผู้ประกอบอาชญากรรม

- เสื่อมเสียชื่อเสียงและอิสรภาพ

- เสียชีวิตและทรัพย์สิน

ข.  ผลเสียของเจ้าทุกข์

-  เสียทรัพย์สิน

-  เสียชีวิต

-  เสียสุขภาพจิต

ค.  ผลเสียต่อสังคมส่วนรวม

-  เสียงบประมาณในการปราบปราม ป้องกัน แก้ไข

-  ทำให้เกิดความไม่เป็นระเบียบในสังคม

-  เสื่อมเสียชื่อเสียงของประเทศ

การป้องกันแก้ไขแยกพิจารณาได้ดังนี้

การป้องกัน

ก.  จัดให้มีการอบรมให้เรียนรู้ระเบียบแบบแผนของสังคม

ข.  ปลูกฝังความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคม รวมทั้งสร้างค่านิยมที่ดีงาม

ค.  เพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่ปกครอง  เพื่อสอดส่องดูแลผู้ประพฤติมิชอบและเพื่อป้องกันไม่ให้เขากระทำผิด

ง.  ให้ความรู้เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้น  เช่น  ระมัดระวังการเดินทางในที่เปลี่ยว การปิดประตูหน้าต่างก่อนเข้านอน

จ.  สร้างความอยู่ดีกินดีแก่ประชาชน

การแก้ไข

ก.  โดยการลงโทษผู้กระทำผิด

ข.  โดยการเข้าค่ายฝึกอบรมให้กลับประพฤติตนเป็นคนดี

ค.  การให้คำแนะนำให้คำปรึกษา การสังคมสงเคราะห์

ปัญหายาเสพติด

ยาเสพติด หมายถึง สารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายหรือจิตใจ เมื่องได้รับเข้าไปในร่างกาย จะเป็นผลให้ผู้นั้นอยากจะรับหรือจำเป็นต้องรับยานั้นอยู่เป็นประจำ บุหรี่และสุรา หรือแม้แต่กาแฟ ก็จัดเป็นยาเสพติด ตัวอย่างของยาเสพติด เช่น ฝิ่น  มอร์ฟีน  เฮโรอีน  กัญชา  กระท่อม  ยากระตุ้น  ยานอนหลับและยากล่อมประสาท  เฮโรอีนจัดเป็นยาเสพติดชนิดร้ายแรงที่สุด

ปัญหายาเสพติด  ปัจจุบันปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น  แต่ได้ขยายตัวออกไปในหมู่เยาวชน  จากการประมาณจำนวนผู้ติดยาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ  ปรากฏว่ามีคนติดยาเสพติดมากกว่า ๖ แสนคน และประมาณว่ามีนักเรียนติดยาเสพติดชนิดต่าง ๆ อยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่จะติดยาม้าและนำเอามาใช้ในรูปแบบต่าง ๆ  เช่น  รับประทาน  สูดในลักษณะไอระเหย  ผลจากการติดยาเสพติดให้โทษจะทำลายความสุขทั้งแก่ผู้เสพและสังคม ยาเสพติดจะทำลายชีวิตและทรัพย์สิน  ถ่วงความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม

สาเหตุของการติดยาเสพติด

ก.  เกิดจากร่างกายที่เจ็บป่วย และใช้ยาเสพติดช่วยรักษาซึ่งถ้าใช้มากเกินไปก็จะติดยาได้

ข.  เกิดจากความคึกคะนอง  อยากทดลอง  อยากรู้  อยากเห็น

ค.  เกิดจากความผิดหวังในชีวิต แล้วหาทางออกโดยการเสพยาเสพติด

ง.  ติดยาเสพติดเพราะสภาพแวดล้อม เช่น มีผู้ติดยาเสพติดรอบบ้าน มีเพื่อนเสพยาเสพติด

จ.  ถูกหลอกหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้ว่าสารหรือยาชนิดนั้น ๆ เป็นยาเสพติด หรือมียาเสพติดผสมอยู่หรือไม่ หรือถูกเพื่อนชักชวน

ผลของการติดยาเสพติด

ก.  โทษต่อร่างกายและจิตใจของผู้เสพ  ยาเสพติดทุกชนิดก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อร่างกายและจิตใจ และก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ แทรกซ้อนขึ้น เช่น โรคขาดอาหาร  โรคผิวหนัง  ทำให้เสียบุคลิกภาพ ฯลฯ เป็นเหตุให้เสียอนาคต

ข.  โทษต่อครอบครัว เป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจของครอบครัว ครอบครัวอยู่กันอย่างไม่มีความสุข และอาจนำไปสู่ปัญหาครอบครัว

ค.  โทษต่อสังคม  ผู้ติดยาเสพติดอาจไปสร้างความวุ่นวายให้แก่สังคม เช่น ยืมเงินจากญาติพี่น้องและถ้าไม่อาจขอยืมได้ก็อาจลักทรัพย์ปล้นทรัพย์  ฯลฯ นอกจากรบกวนผู้อื่น  ผู้ติดยาเสพติดยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมในด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่อาจเป็นกำลังงานที่มีคุณภาพ ไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม  และการเมือง

การป้องกันแก้ไข แยกพิจารณาได้ ดังนี้

การป้องกัน  กระทำได้โดย

ก.  ฝึกอบรมตนเองให้มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่าย ไม่หลงคำชักชวน  ไม่ท้อแท้ต่อชีวิต

ข.  สอดส่องดูแลสมาชิกในครอบครัวไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด  อบรมสั่งสอนสมาชิกในครอบครัวให้รู้ถึงโทษภัยของยาเสพติดให้โทษ

ค.  ช่วยแนะนำชี้เเจงเพื่อนบ้านให้เข้าใจถึงโทษภัยของยาเสพติด

ง.  ให้ความช่วยเหลือทางราชการในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  แจ้งแหล่งค้ายาเสพติด  ผู้ติดยาเสพติดให้ทางราชการทราบ

จ.  ป้องกันการผลิต  โดยให้ผู้ผลิตยาเสพติด  เช่น ปลูกฝิ่น  เลิกการผลิต และให้ปลูกพืชอื่นแทน

ฉ.  เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ

ช.  ลงโทษผู้ประพฤติผิดอย่างจริงจังและโทษสถานหนัก

การแก้ไข  กระทำได้โดยการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

ก.  การถอนพิษยา เช่น การรักษาอาการของร่างกายที่เกิดจากการหยุดเสพยา

ข.  การปรับปรุงแก้ไขจิตใจและบุคลิกภาพ เช่น โดยการเข้มงวดในระเบียบวินัย

ค.  การสร้างเครื่องยึดเหนี่ยว เช่นการให้คำมั่นสัญญากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับผู้ที่เคารพนับถือ

ง.  การใช้ยาต้านฤทธิ์ยา  โดยการรับประทานยาประเภทที่ไปออกฤทธิ์ต้านฤทธิ์ยาเสพติด