จากการอ่านเอกสารเรื่องระบบอุปถัมภ์กับการพัฒนาสังคม:ด้านหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยและ ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ล้าสมัยแล้วฤาไฉน  อาจารย์ อคิน รพีพัฒน์ ได้ยกความคิดและคำอธิบายความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยจากนักคิดหลายๆ ท่าน ทั้งไทย( Ammar Siamwalla )และฝรั่ง ( Hanks,LucienM. ) รวมทั้งแนวคิดแบบมานุษยวิทยา มาประกอบด้วย พร้อมทั้งให้ภาพของระบบอุปถัมภ์จากประวัติศาสตร์สังคมของไทยมาจนถึงปัจจุบัน 

ระบบอุปถัมภ์โดยกว้างๆ กล่าวได้ว่าระบบนี้เป็นระบบความสัมพันธ์ที่บุคคลสองฝ่ายที่มีสถานภาพทางสังคมไม่เท่าเทียมกัน แต่อยู่ด้วยกันได้เพราะมีลักษณะต่างตอบแทนกันและกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีความเป็นเพื่อนระหว่างกันอยู่ด้วย  ในการนี้ ฝ่ายผู้อุปถัมภ์มีทรัพยากรในครอบครองมากกว่า เช่น มีทรัพย์สิน เงินทอง ที่ดิน อำนาจ มากกว่า จึงสามารถให้การอุปการะและคุ้มครองแก่ผู้รับการอุปถัมภ์จากการถูกกดขี่จากผู้อื่น และจากอันตรายต่างๆ ได้ ส่วนผู้ได้รับการอุปถัมภ์ก็ตอบแทนด้วยการให้ความนิยมชมชอบ ให้ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับแผนการร้ายของผู้อื่น และเป็นฐานที่ให้การสนับสนุนทางการเมืองต่อผู้อุปถัมภ์ ความสัมพันธ์นี้ยั่งยืนเพราะมีคุณธรรมของผู้ให้ และความภักดีของผู้รับเป็นตัวสนับสนุน นี่เป็นการมองของนักมานุษยวิทยา ซึ่งมองระบบนี้ในความสัมพันธ์ทุกด้านระหว่างบุคคลในสังคม ซึ่งในอดีตนั้นจะมีความชัดเจนโดยเฉพาะความเป็นไพร่ ทั้งไพร่สม ไพร่หลวง หรือไพร่ส่วย ต่างก็ได้แสดงให้เห็นถึงระบบอุปถัมภ์ที่ชัดเจนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มักจะสนับสนุนคนในการดูแลของตนเอง

ต่อมาเมื่อมีการซื้อขายสินค้ากันด้วยเงินตราผ่านระบบตลาดในสังคมมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระบบอุปถัมภ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ในระบบตลาดความสัมพันธ์ไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งที่รู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร และมีกฎกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้คนที่แปลกหน้ากันสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างกันและกันได้ แต่คนไทยเราได้นำเอาระบบอุปถัมภ์มาประยุกต์ เพื่อใช้ซื้อขายสินค้าและบริการบางอย่างหรือทุกอย่างที่ปกติไม่มีการซื้อขายกัน หรือห้ามซื้อขายกันในระบบตลาด ตัวอย่างสิ่งที่นำมาซื้อขายกันโดยใช้ระบบอุปถัมภ์เคลือบไว้ คือการซื้อขายคะแนนเสียง และไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง โดยเฉพาะคนในชนบทที่ยังคงถือคติ การเป็นหนี้บุญคุณที่ต้องทดแทน

บรรดานักรัฐศาสตร์มักเอาคำว่าระบบอุปถัมภ์มาใช้เฉพาะในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในการเมืองและการบริหารราชการ สำหรับนักรัฐศาสตร์ระบบอุปถัมภ์คือ วิถีการหรือช่องทางที่นักการเมืองจัดสรรตำแหน่งงาน หรือสิ่งอื่นใด อันเป็นของรัฐ และทรัพยากรของส่วนรวมให้กับผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพรรคของตนในการได้คะแนนเสียง ระบบอุปถัมภ์ของไทยมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ในที่นี่แยกวิเคราะห์เป็นสามเรื่องด้วยกันคือ ระบบอุปถัมภ์ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั่วๆ ไป ระบบอุปถัมภ์ในวงราชการ และระบบอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ

ในอดีต สมัยที่พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสูงสุดในการปกครอง ระบบอุปถัมภ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม คือพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรม การให้ยศตำแหน่งหน้าที่แก่ขุนนางจึงควบคู่ไปกับคุณธรรม และมีระบบอุปถัมภ์เป็นกลไกหนึ่งที่ใช้เพื่อคานกับความโน้มเอียงที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าจะกดขี่ขูดรีดไพร่ผู้อยู่ในอำนาจ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ระบบอุปถัมภ์ในเชิงของนักมานุษยวิทยาก็ยังคงอยู่ในสังคม เช่นในกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ไม่ใช่ระหว่างไพร่กับนาย แต่เป็นระหว่างผู้มีอำนาจ คือเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ กับผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง ความสัมพันธ์ในทำนองนี้ แม้จะมีตัวอย่างไม่มากนัก แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างผู้ให้ที่มีความเมตตาปรานีเป็นฐาน และผู้อยู่ในความอุปถัมภ์ที่ตอบแทนด้วยความกตัญญูและจงรักภักดี ความสัมพันธ์ในระบบราชการ เป็นเรื่องที่ผู้น้อยเอาใจผู้ใหญ่เพราะหวังการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง การได้เงินเดือนที่สูงขึ้น ส่วนเจ้านายหวังการสนับสนุนช่วยเหลือการงานพิเศษและบริการอื่นๆ การที่ต้องเลี้ยงลูกน้องเช่นนี้ทำให้ผู้ให้การอุปถัมภ์ต้องมีรายได้พิเศษ นอกเหนือจากเงินเดือนข้าราชการ ทำให้เกิดคอร์รัปชั่นหรือวิธีการหารายได้แบบอื่นๆ ซึ่งก็สืบเนื่องมาถึงปัจจุบันที่การคอร์รัปชั่นการเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ ระบบอุปถัมภ์กลายเป็นสิ่งไม่ดีในสังคม

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ ที่รู้จักกันทั่วๆ ไปคือ ในสมัยโบราณ คนจีนอพยพต้องพึ่งความคุ้มครองของขุนนาง ต่อมาในสมัยพัฒนาการเศรษฐกิจ นักธุรกิจต้องพึ่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือในเรื่องสัมปทาน หรือให้ได้งานจากภาครัฐ เช่นการรับเหมาก่อสร้าง นับว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ เพราะมีพื้นฐานอยู่ที่ความเอื้ออาทร และความกตัญญู ข้าราชการผู้ให้การอุปถัมภ์ยังเลือกที่จะรับหรือไม่รับสิ่งที่ผู้รับการอุปถัมภ์หยิบยื่นมาให้ เมื่อระบบตลาดขยายตัวมากขึ้น นักธุรกิจมีอำนาจทางการเงินสูงขึ้น ความมั่งคั่งเริ่มกลายเป็นที่มาของอำนาจ และถึงเวลานั้นระบบอุปถัมภ์ก็เปลี่ยนกลับหน้ามือเป็นหลังมือ พ่อค้านักธุรกิจซึ่งเคยเป็นผู้รับการอุปถัมภ์ กลายเป็นผู้อุปถัมภ์ชนชั้นนำในวงราการ และเป็นหัวคะแนนให้ ส.ส.เท่ากับว่าเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย โดยมีข้าราชการและนักการเมืองจำนวนหนึ่งเป็นผู้แทนได้ ระบบที่อำนาจเงินเป็นอำนาจสูงสุดเช่นนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนแบบตลาดมากกว่าระบบอุปถัมภ์ เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่ที่คุณธรรม คือความเมตตา และความเอื้ออาทรของฝ่ายผู้ให้ แต่เป็นความโลภ ความต้องการร่ำรวย และการหวังประโยชน์โดยตรงเช่นต้องการความสะดวก ต้องการอำนาจผูกขาด เป็นต้น ส่วนผู้รับก็ไม่ได้มีความความภักดีหรือความกตัญญูตอบแทนให้ แต่ตกอยู่ในภาวะจำยอมด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เช่น ด้วยความจำเป็นด้านการเงิน หรือด้วยความกลัวเป็นต้น มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ในความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่เคลือบมาภายใต้ระบบอุปถัมภ์ที่กล่าวมานี้ ถ้าหากว่าผู้รับการอุปถัมภ์ไม่ได้ประพฤติหรือปฏิบัติตนให้ตรงตามข้อตกลง เช่น ลูกไร่บอกว่าไม่กล้าขายผลผลิตให้กับผู้อื่น เพราะกลัวตาย เจ้าพ่อในต่างจังหวัดก็ใช้วิธีรุนแรงเพื่อกำจัดคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งชิงสิ่งที่ตนเคยมีอำนาจและอิทธิพลแต่ผู้เดียว เป็นต้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเห็นถึงความสำคัญของระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยนับจากอดีตที่สงผลมาถึงปัจจุบัน โดยเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นระบบความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ชัดเจนในสังคมไทย ทั้งจากแนวคิดของลูเชียน แฮ็ง หรืออาจารย์อัมมาร สยามวาลา ที่อธิบายถึงระบบอุปถัมภ์ไว้อย่างน่าสนใจ แต่อย่างไรก็ดีเกิดคำถามว่า ระบบอุปถัมภ์ยังมีความสำคัญหรือบทบาทอยู่หรือไม่ในประเทศ ที่สังคมเริ่มหันมามองถึงความเสมอภาค ความเท่าเทียม และที่สำคัญเกิดการรวมกลุ่มต่างๆที่เสมอภาคหรือเท่าเทียมกันขึ้นอย่างมากมาย ภายใต้กระแสโลกาภิวัตรที่การพัฒนาทุกอย่างก้าวไปข้างหน้า ระบบอุปถัมภ์จะยังนำมาใช้วิเคราะห์โครงสร้างทางสังคมไทยได้หรือไม่ หรือกลายเป็นความล้าหลังไปแล้ว ซึ่งอาจารย์ อคินฯ มองว่าถ้าเรายังวิเคราะห์สังคมโดยอาศัยแนวการวิเคราะห์แบบโครงสร้างสังคม เราต้องดูว่ามีอะไรมาทดแทน ตามธรรมดาในสังคมที่มีกลุ่มในรูปแบบเครือญาติหรือชาติพันธุ์อย่างแข็งแกร่ง ระบบอุปถัมภ์ก็จะอ่อนลง ถ้ามีการรวมกลุ่มแบบแนวนอน เป็นองค์กรต่างๆ ที่อาศัยคนที่มีสถานะเท่าเทียมกันเป็นพลังมากขึ้นระบบอุปถัมภ์ก็จะอ่อนแอลง ถ้ามีการแบ่งชนชั้นความขัดแย้งในสังคมเป็นไปในรูปความขัดแย้งระหว่างชนชั้นมากขึ้น ความสำคัญของระบบอุปถัมภ์ก็จะลดลง การที่แนวคิดระบบอุปถัมภ์ไม่ค่อยมีคนนำมาใช้วิเคราะห์สังคมนั้น ไม่เกี่ยวกับปริมาณความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ลดลงหรือด้อยความสำคัญลงไปในสังคมไทย แต่แนวคิดการวิเคราะห์สังคมเชิงโครงสร้างเกิดล้าสมัยและสาเหตุที่แท้จริงของการล้าสมัยคือโลกาภิวัตร ทำให้เกิดปัญหาการกำหนดขอบเขตหน่วยการวิเคราะห์ ของการวิเคราะห์แบบโครงสร้างประการหนึ่ง ประการที่สองโลกาภิวัตร ได้ทำให้จุดสนใจเบนไปที่การสื่อสาร ในการขยายอำนาจและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดใหม่ๆ เช่น วาทกรรม การทำให้เป็นคนชายขอบและการสร้างเอกลักษณ์ เข้ามาแทนการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง

ในท้ายที่สุดอาจารย์ อคินฯ มองว่า แนวทางการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างยังคงมีประโยชน์อยู่มากในการทำความเข้าใจกับสังคมที่ศึกษา และเขียนบอกคนอื่นให้เห็นรูปแบบของสังคมไทยได้ค่อนข้างชัดเจน ปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถปรับการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างให้สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วที่เกิดจากโลกาภิวัตรได้ แนวคิดระบบอุปถัมภ์ก็ยังไม่ล้าสมัยหากเราสามารถเอามาใช้ดูว่า เกาะเกี่ยวกับโครงสร้างอย่างอื่นเช่น ชนชั้น หรือกลุ่มแบบแนวนอนอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันเป้นอย่างไรถ้ามองในแง่การอ่อนตัวลง ล่มสลาย หรือกลับฟื้นคืนชีพของระบบอุปถัมภ์   

สาเหตุที่ระบบอุปถัมภ์ยังคงอยู่ในสังคมไทย ผู้เขียนมองว่า สังคมไทยยังคงเป็นสังคมอุปถัมภ์ ซึ่งเกิดจากลักษณะเฉพาะของคนในสังคมไทย ที่มีการให้ความช่วยเหลือหรืออุปถัมภ์ซึ่งกันและกันมาตั้งแต่ในครั้งอดีต  ลักษณะของการอำนวยประโยชน์ให้แก่กันและกันนั้นมีลักษณะของการอะลุ้มอล่วยช่วยเหลือผ่อนหนักผ่อนเบาให้กัน  ซึ่งต่อมาในยุคหลังๆกระทั่งถึงปัจจุบันมันได้เกิด พัฒนาการของกลไก ขั้นตอน กระบวนการ และเครือข่าย ต่างๆระหว่างกันเรื่อยมาจนระบบอุปถัมภ์กลายเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทยที่ยังคงอยู่อย่างยาวนาน ผู้เขียนมองว่าระบบอุปถัมภ์จะไม่มีวันถูกลบ ออกจากสังคมไทยได้ เพราะว่าความเป็นเป็นครอบครัวขยาย (ทั้งในเชิงรูปแบบและเชิงสัญลักษณ์ ขนาดใหญ่โดยเฉพาะในชนบท ยังมีการเรียงลำดับนับญาติกัน ความคิดเรื่องการช่วยเหลือระหว่างญาติพี่น้องกันก็จะยังคงอยู่  ในสถาบันการศึกษาต่างๆยังมี การเรียงรุ่น ลำดับชั้นปี ส่งเสริมความรักพวกพ้อง พยายามสร้างตัวตนของกลุ่มตนเองขึ้นมาอย่างชัดเจน เช่น สิงห์แดง สิงห์ดำ ฯลฯ นั่นย่อมส่งผลต่อการอุปถัมภ์กันในหน้าที่การงาน อีกทั้งในสังคมไทยค่านิยมในการช่วยเหลือเกื้อหนุนญาติพี่น้องพวกเดียวกันไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตามไม่ให้เสียเปรียบคนอื่นๆ เมื่อรวมกับการต้องใช้ชีวิตอยู่ในระบบทุนนิยมที่ใครมีเงินมากย่อมได้รับความเคารพยำเกรงมาก บูชาเงินมากกว่าความถูกต้องเป็นธรรม เป็นยุคของการบริโภคนิยม มุ่งเสพความสนุกจากการจับจ่ายใช้เงิน เงินซื้อทุกอย่างได้ ที่สำคัญเรายัง นิยมความมีอภิสิทธิ์ ความสะดวกและการได้รับบริการที่ดีกว่า อันเกิดจากการมีเครือข่ายและการสร้างเครือข่าย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมระบบอุปถัมภ์จะยังคงอยู่ในสังคมไทยอีกตราบนานเท่านาน เพราะสังคมไทยยังถือคติ วิน-วิน นั่นเอง