ยูคาลิปตัส (Eucalytus)  เป็นไม้โตเร็วที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ สามารถเจริญเติบโตได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ดินที่คุณภาพไม่ดี (ดินเลว) ปลูกพืชอย่างอื่นไม่ขึ้น แต่ยูคาลิปตัสสามารถเจริญเติบโตได้ดี ในแง่ของการใช้ประโยชน์ ค่อนข้างจะกว้างขวางมากไม่ว่าจะเป็นงานด้านการก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ การทำเชื้อเพลิง การผลิตเห็ด และการผลิตกระดาษที่มีความต้องการสูงในปัจจุบัน และที่สำคัญไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มากนัก

เกษตรกรสนใจปลูกมากขึ้น  ด้วยประโยชน์ใช้สอยมาก ความต้องการของตลาดสูง จะขายเมื่อไหร่ก็ได้ จึงทำให้พี่น้องเกษตรกร สนใจในการที่จะปลูกยูคาลิปตัสเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาต้องไปซื้อต้นกล้าเขามาปลูกซึ่งมีราคาแพง ต้นละ 2-4 บาท ขึ้นกับฤดูกาล เนื่องจากไม่รู้วิธีเพาะ หลังจากนั้นเราจึงมานั่งคุยกันพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันกับพี่น้องเกษตรกรและลงมือทำ จึงถึงบางอ้อ

เทคนิคการเพาะกล้ายูคาลิป  พี่น้องเกษตรกรบ้านนาเมือง ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นกลุ่มเกษตรกรที่เราร่วมการแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกัน และได้แนวทางการเพาะที่ได้ผลดีมากจึงอยากเล่าสู่กันฟัง สำหรับขั้นตอนการเพาะกล้ายูคานั้นสามารถทำได้ดังนี้

1. หลังจากเก็บเมล็ดมาแล้ว ให้ร่อนทำความสะอาด แล้วเอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ ใส่ถุงพลาสติกนำไปเก็บในตู้เย็น ประมาณ 1 เดือน

2. เตรียมแปลงเพาะ ในการเตรียมแปลงเพาะนั้นควรเลือกพื้นที่ที่เป็นร่มรำไร (มีแสงบ้างเล็กน้อย) ถ้าหากเลือกได้ แต่ไม่ควรเลือกที่ร่มมาก จากนั้นทำการขุดตากหน้าดินเอาไว้อย่างน้อย 1 สัปดาห์

3.วัสดุเพาะ ในการเพาะจะใช้ดินล้วนๆ ก็ได้ แต่จะมีปัญหาตอนที่ถอนแยกไปลงถุงจะทำใหรากขาดมาก หากมีแกลบเผามาผสมคลุกเคล้า อัตราส่วน 1 ปี๊บต่อพื้นที่ 2-3 ตารางเมตร จะช่วยให้การถอนต้นกล้าสะดวกขึ้น และหากมีปุ๋ยคอก (ขี้วัว ขี้ควาย) เก่าๆ ที่ผ่านการหมักสมบูรณ์แล้วจะดีมาก

4. คลุกเคล้าวัสดุเข้าด้วยกัน ตีดินและวัสดุเพาะให้ละเอียดมากที่สุด เนื่องจากเมล็ดยูคาเล็กมาก

5. นำเมล็ดมาหว่านบนแปลงบางๆ หลังจากนั้นให้ใช้มือค่อยๆ กดทับลงบนวัสดุเพาะ เพื่อให้ดินกลบเมล็ด เวลารดน้ำเมล็ดจะไมได้ไหลหนี

6. รดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะ และรดไปเรื่อยทุกวัน (ระวังไม่ให้ชื้นเกินไป)

7. คลุมดว้ยพลาสติกใส ให้เกิดความร้อนในแปลงเพาะ เพื่อเป็นการกระตุ้นการงอกให้เร็วยิ่งขึ้น จนกว่าเมล็ดเริ่มงอกจึงเอาผ้าพลาสติกใสออก

8. การดูแล เหมือนกับการดูแลต้นกล้าทั่วไป

จากเทคนิคดังกล่าวผมคิดว่าน่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้พีน้องเราชาว KM สามารถที่จะนำไปขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกรที่กำลังมีปัญหา หรือเป็นอีกเทคนิคที่เราจะไปปรับใช้กับพืชชนิดอื่นต่อไปได้

ขอบคุณมากครับ

อุทัย   อันพิมพ์

22 กันยายน 2549