รายงานของนาซ่าและดาวเทียมโนอา กล่าวว่า "พื้นที่ของหลุมโอโซนที่ขั้วโลกแอนตาร์กติกในปีนี้ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองในรอบปี" นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะมาจากการที่อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศสตราโตสเปียร์บนทวีปแอนตาร์กติกอุ่นขึ้นด้วย

          จากข้อมูล >> หลุมโอโซนมีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อวันที่ 22 กันยายน กินพื้นที่ 8.2 ล้านตารางไมล์ (21.2 ล้านตารางกิโลเมตร) เทียบเท่ากับขนาดประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกรวมกัน และขนาดเฉลี่ยของหลุมโอโซนในปี 2012 นั้นอยู่ที่ 6.9 ล้านตารางไมล์ (17.9 ล้านตารางกิโลเมตร) ขณะที่วันที่ 6 กันยายน ปี 2000 นั้น ขนาดของหลุมโอโซนมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาคือ 11.5 ล้านตารางไมล์ (29.9 ล้านตารางกิโลเมตร)

"ส่วนใหญ่แล้ว หลุมโอโซนเกิดจากคลอรีนที่มาจากสารเคมีที่มนุษย์ผลิตขึ้น และระดับคลอรีนเหล่านี้ยังคงมีอยู่เยอะในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ของทวีปแอนตาร์กติก"  พอล นิวแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรยากาศโลก ของศูนย์อวกาศก็อดดาร์ดขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า กล่าว

"ความผันผวนของสภาวะอากาศนี้เป็นผลมาจากการที่อุณหภูมิของบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์อุ่นขึ้นในปีนี้ อุณหภูมินี้ไปมีผลทำให้หลุมโอโซนแคบลง"

          นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า โอโซนในชั้นบรรยากาศของโลกจะไม่ลดลงไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะสารเคมีที่จะมาทำลายโอโซนจะไม่เข้มข้นไปกว่านี้แล้ว และยังจางลงไปเรื่อยๆ

ชั้นโอโซนในบรรยากาศของโลกเปรียบเสมือนโล่ธรรมชาติที่ป้องกันโลกให้พ้นจากภยันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ตหรือรังสียูวีเอาไว้ ซึ่งรังสีชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังในคนได้ ปรากฏการณ์หลุมโอโซนนั้นเริ่มเกิดขึ้นประมาณต้นทศวรรษที่ 1980 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า โอโซนในชั้นบรรยากาศเหนือทวีปแอนตาร์กติกจะไม่มีวันหลับมาเหมือนเดิมได้จนกว่าจะถึงปี 2065 และที่ใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูนานนี้เพราะสารเคมีที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศมีอายุนาน แต่อย่างไรก็ตาม โอโซนในชั้นบรรยากาศจะไม่ลดลงไปกว่านี้แล้ว เพราะความเข้มข้นของสารทำลายโอโซนได้ลดลงไป และการลดลงของสารเหล่านี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยการออกกฎระเบียบในการผลิตสารเคมีบางอย่างออกมา

และในปีนี้ นับเป็นปีที่ความเข้มข้นของโอโซนในชั้นบรรยากาศแอนตาร์กติกมีการเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว โดยหลุมโอโซนที่เกิดขึ้นรวมกันคิดเป็นปริมาณน้อยที่สุดเป็นอันดับสองในรอบสองทศวรรษ โดยการวัดปริมาณโอโซนคร่าวๆที่วัดในหน่วยด็อบสัน (DU) นั้นไปแตะระดับ 124 DU เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม และเมื่อดาวเทียมโนอาโคจรมาวัดที่ขั้วโลกใต้ ก็วัดได้ 136 DU เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะหากไม่มีหลุมโอโซนอยู่เลย ปริมาณโอโซนทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 240-500 DU

และปีนี้เป็นปีแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจหลุมโอโซนจากเครื่องมือติดตามโอโซนบนดาวเทียม Suomi National Polar-orbiting Partnership (NPP) ด้วยเครื่องมือ Ozone Mapping Profiler Suite (OMPS) 

ปล. เครื่องมือ Limb ของ OMPS จะดูด้านข้าง และมันจะวัดโอโซนตามระดับความสูง เครื่องมือ OMPS นี้จะทำให้เราตรวจดูการทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ระดับล่างเหนือทวีปแอนตาร์กติกได้อย่างใกล้ชิด


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?topic=3037.0