ครู คือ  แรง....บันดาล...ใจ

                                                                                                             โดยพีระพิชญ์  ไพโรจน์
          “ครู” คือคำที่มีความหมายลึกซึ้งกว่าความหมายจากรูปศัพท์ที่กำหนดไว้  ครูในความเป็นจริงจึงยิ่งใหญ่นัก  การได้เป็นครูมากว่าสิบปี จึงทำให้มีความรู้สึกซาบและซึ้งถึงใจความสำคัญของคำที่ยิ่งใหญ่นี้
           ครูเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากต่อนักเรียน เห็นได้จากข้อพิสูจน์ที่ว่าครูสั่งให้ทำอะไรนักเรียนมักจะยอมทำตาม แต่ถ้าพ่อแม่ให้ทำก็มักจะไม่ค่อยเอาใจใส่นัก ครูจึงดูเหมือนจะมีบทบาทในการกำหนดชะตานักเรียนไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งครูคนไหนสามารถสร้างอำนาจ บารมี หรือความเลื่อมใส ศรัทธาให้เกิดขึ้น(ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง)ก็ยิ่งทำให้นักเรียนยอมรับนับถือหรือกระทั่งบางทีเด็กยกให้ครูเป็นต้นแบบชีวิตหรือวลีฮิตที่เรียกว่า “ไอดอล” กันเลยทีเดียว
          นักเรียนหลายคนโชคดีที่มีต้นแบบอันงดงาม จึงสามารถทำตามและนำไปสู่ความเจริญ เช่น การเป็นคนมีความรับผิดชอบ ตรงเวลา มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม (คล้าย ๆ คำขวัญที่คุ้นหูนะ) ในขณะที่ครูบางคนมีคุณลักษณะไม่พึงประสงค์อย่างน่าวิตก  เช่น มาสาย  ไม่เข้าสอน  เข้าสอนไม่ตรงเวลา  มาบ้างไม่มาบ้าง  มาถึงก็สั่งงานลูกเดียว (แล้วบอกว่าเวลาครูไม่เข้าสอนคือเวลาที่เธอทำงานส่งครูนะ)  รวมไปถึงลักษณะอันไม่พึงประสงค์เฉพาะตัวอย่าง ขี้เหล้า  เมายา  บ้าการพนัน มั่วนารี และขี้โกง
         คงเป็นสิ่งดีถ้าเด็กจะสามารถแยกแยะและนำสิ่งดีงามไปใช้  แต่จะมีเด็กสักกี่คนที่จะเติบโตมาท่ามกลางกระแสทางเสื่อมแล้วจะประคองตนเองให้เป็น “บัวพ้นน้ำ”
         การแข่งขันทักษะทางวิชาการในระดับต่างๆ คือเวทีของการเฟ้นหานักเรียนที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะอย่างแต่ละทักษะเพื่อส่งเสริม พัฒนาให้มีความก้าวหน้าและเป็นแบบอย่างของการมุมานะ ขยันหมั่นเพียร (ได้จากการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง) และเด็กบางคนได้มีโอกาสค้นพบตัวเองในการแข่งขันทักษะนี่เอง
          ครูจึงมีบทบาทสำคัญในการเลือกเฟ้น คัดสรร และส่งเสริม  สนับสนุน แต้มแต่ง ต่อเติม ให้เด็กก้าวขึ้นบันไดแต่ละขั้น  จนก้าวถึงฝันขั้นสูงสุด อย่างการได้เป็นที่ ๑ ระดับชาติหรือระดับนานาชาติ  นั่นคือสิ่งที่งดงามยิ่งสำหรับการมองในมุมของคนเป็นครูผู้สร้างและนักเรียนผู้ก้าวเดิน หากว่าในทุกกระบวนการขั้นตอนนั้นได้หล่อหลอมความงดงามแห่งจิตและวิธีคิดอันแยบยลโดยปราศจากเล่ห์กลมารยา
          หากแต่ความจริงบางอย่างที่ปรากฏช่างน่าสลดเศร้า  เมื่อเวลาของการแข่งขันเริ่มต้น  หลายต่อหลายเวที(รวมทั้งที่ไม่ต้องใช้เวที) เกิดสิ่งอัปรีย์เหลือประมาณ หรือเป็นเพียงข้อคาดการณ์ก็ไม่ทราบชัด  แต่สิ่งที่อุบัติเป็นสร้างความฉงนสนเท่ แปลกประหลาดใจในข้อตัดสิน...ที่จะนำมากล่าวให้ยลยินบางประการดังนี้
         เวทีการแข่งขันทักษะวิชาการของนักเรียนมีการให้คะแนนในลักษณะของวัดความรู้ความสามารถในการทำข้อทดสอบ หากแต่ในการทดสอบนั้นต้องมีออกแบบทดสอบขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนได้ทำข้อสอบที่ว่า และแล้วเมื่อผลการแข่งขันออกมาให้มีข้อกังขาน่าสงสัยว่าทำไมเด็กเพียงคนเดียวที่ได้คะแนนสูงเกินไป  เกินไปกว่าคนอื่นๆอย่างน่าผิดสังเกต เกิดอะไรขึ้นระหว่างการแข่งขันหรือก่อนการแข่งขัน  เรื่องนี้หากกล่าวให้ลึกลงไปเกรงว่าจะกระทบความรู้สึกใครเข้าให้ !!!!  
          ประเด็นนี้ภาวนาว่าให้เด็กทำได้เองจริง ๆ เถอะ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะได้สบายใจว่าเด็กจะไม่ได้รับผลพวงอันต่ำทรามของคนเป็นครูผู้หวังแต่ผลชนะ  หากแต่ว่า  ถ้าเด็กเป็นเหมือนที่ใจอดระแวงไม่ได้ (ของผู้เขียนบทความและใครหลาย ๆ คนที่นำเสนอประเด็นนี้ให้ได้รับทราบ) นั่นก็เท่ากับว่าภาพที่เลวร้ายกำลังเกิดขึ้นกับเด็ก  จะเป็นภาพอะไรนั้น  หลาย ๆ ท่านผู้มีปัญญาคงพอจะนึกออก
           กับอีกตัวอย่างเหตุการณ์ประมาณนี้ มีผู้บอกเล่าให้ฟังเช่นกัน ว่าด้วยเรื่องของการเป็นกรรมการของครูผู้มุงหวังผลสำเร็จของลูกศิษย์ (ตน) กลวิธีที่ว่าคือ การได้เป็นกรรมการซึ่งไม่อาจให้คะแนนเด็กโรงเรียนตนเอง(กลัวถูกหาว่าไม่ยุติธรรม) จึงพยายามกดคะแนนเด็กที่มีแววว่าจะชนะหรือมีโอกาสได้คะแนนสูงกว่าให้มีคะแนนต่ำสุด ๆ ตามใจอยาก เช่นว่าเด็กคนนี้ควรได้คะแนนถึง ๘๐ ก็จะให้แค่ ๖๐  คือตั้งเกณฑ์คะแนนตัวเองแบบต่ำสุด ๆ เท่าที่จะทำได้ ผลสุดท้ายคะแนนรวมก็จะทำให้เด็กที่คะแนนสูงมีโอกาสตกไป โอกาสเด็กตัวเองก็จะมากขึ้น (ประมาณนี้) 
           เวทีการแข่งขันทักษะวิชาการระดับต่างๆ แทนที่จะเป็นเวทีแห่งการสร้างสรรค์ หรือการค้นหาและค้นพบสิ่งดีงามกลับกลายเป็นเวทีประกาศความตกต่ำแห่งจิตใจคน ..โดยเฉพาะคนเป็น “ครู” หากสอนให้ชนะด้วยกลโกง อนาคตของชาติก็คงจะเติบโตมาด้วยสภาพจิตใจที่ถูกฝังไว้ด้วยความคิดเอารัดเอาเปรียบ และผลก็จะเกิดขึ้นว่าเขาจะเป็นผู้ใช้กลโกงเพื่อความอยู่รอดและความได้เปรียบผู้อื่น ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องโดยปราศจากความละอาย และอาจจะกลายเป็นค่านิยมที่ผิดคิดเอาเองว่า “ผู้ชนะเท่านั้นคือผู้สำเร็จ” โดยไม่ได้หันกลับไปมองวิถีแห่งชัยชนะเลยแม้แต่น้อย
          แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ จิตใจ “ครู” เกิดวิปริต ผิดจรรยาบรรณ หากไม่ใช่ “ผลประโยชน์”  หรือจะใช้คำพื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปว่า”ความเห็นแก่ตัว” เพราะเครื่องล่อที่เย้ายวนใจตั้งแต่ระดับโรงเรียนที่มีนโยบายว่าใครสามารถฝึกเด็กไปสู่ชัยชนะจะให้ผลตอบแทนเป็นระดับขั้นเงินเดือนหรือความดีความชอบต่างๆ  แม้กระทั่งในระดับประเทศ ณ เวลานี้มีการประกาศชัดว่า ผู้ที่ฝึกสอนนักเรียนจนมีชัยชนะได้เหรียญทองระดับประเทศได้ จะมีผลต่อการเลื่อนวิทยฐานะ...เครื่องล่ออันหอมหวานนี้ เป็นสิ่งยั่วเย้าอันน่าปรารถนาเสียเหลือเกิน 
         ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป  ถึงแม้ว่าจะเป็นกันเพียงแค่ไม่กี่คน  แต่ผลนั้นกลับน่าหวาดกลัว  น่ากลัวว่าความดีงามจะสูญหายไปจากจิตใจคนเป็นครู  ครูที่เริ่มทนต่อสภาพการณ์เช่นนี้ไม่ไหวก็จะมีการกระทำเอาอย่างบ้าง หรือล้มเลิกความตั้งใจในการฝึกเด็กไปบ้าง ด้วยเพียงเพราะไม่อยากจะพาเด็กไปพบกับความรู้สึก อยุติธรรมนั่นเอง   
        จึงอยากวอนขอ ณ ที่นี้ (แม้รู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะร้องขอความเมตตาจากซาตาน) ว่า ครูจริง ๆ เขาไม่ได้เป็นกันยากเย็นอะไรนักหรอก  แต่การเป็นครูที่ดีนี่สิสำคัญนัก  ครูคือแม่พิมพ์ ( บางคนบอกว่าพ่อพิมพ์ด้วย แต่คำว่า แม่พิมพ์ ไม่ได้แสดงเพศ แต่หมายถึงแบบพิมพ์  ใครใช้คำว่าพ่อพิมพ์คงผิดในทางความหมาย)...แม่พิมพ์ที่บิดเบี้ยว ผิดรูปผิดทรง ก็คงจะผลิตภาพพิมพ์ออกมาผิดเพี้ยนเช่นกัน ดังนั้น  แม่พิมพ์ของชาติเอ๋ย  พึงตระหนักสักนิด  พึงคิดสักหน่อย  ว่าที่พึ่งของสังคมในท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ขณะนี้  นอกจากสถาบันครอบครัว(ที่อ่อนแอลงทุกขณะ ที่ก็ยังหวังจะพึ่ง) แล้วก็หนีไม่พ้นสถาบันการศึกษาที่มีครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่ง  “ครู” ที่มีค่ายังมีอยู่ในสังคมไทยอีกมากมาย  ก้าวต่อไปเถิดเพื่อสร้างโลกนี้ด้วยการสร้างคน...สร้างคนให้เป็นคนที่ยิ่งกว่าคำว่า “คน”  เป็นกำลังใจให้แรงบันดาลใจของเด็ก ๆ ทุกคนนะคะ