ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ผมเกิดอยู่บ้านนอกในชนบท ที่บ้านขอนไทร ตำบลโค้งยาง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมานั้น
เดิมพ่อผมเกิดในตระกูลร่ำรวย มีที่นาหลายร้อยไร่ หลายทุ่ง เป็นตระกูลนักปกครองระดับตำบลมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
แต่พ่อผมไปบวชเรียนนาน จนย่าของผมยกสมบัติที่มีให้น้องๆไปหมด ไม่เหลือสมบัติไว้ให้แม้แต่ไร่เดียว
พ่อผมมาแต่งงานกับแม่ผมที่มีฐานะแบบชาวบ้านธรรมดาๆ
ยายผมแบ่งที่ให้ได้แค่ 4 ไร่กว่าๆ ไม่มีสมบัติอื่นใด บ้านก็ไม่มี วัวควายก็ไม่มี
ครอบครัวพ่อแม่ของผมจึงต้องพึ่งพา และอยู่กับธรรมชาติจริงๆ เพราะพ่อแม่ของผม มีลูกมาก 6 คน นาแค่ 4 ไร่ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใด
อยู่อย่างพึ่งธรรมชาติอย่างเป็นหลัก
บางปีก็แล้ง บางปีก็ท่วม ข้าวไม่พอกินเป็นประจำ ผมและพี่ชายจึงไปอยู่วัด เป็นเด็กวัด กินข้าววัด
ที่ผมรู้สึกเลยว่าเพื่อนบ้านดูถูกเหยียดหยาม แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ เพราะเป็นหนทางรอดและลดภาระทางครอบครัว
ทำให้ครอบครัวของผมมีข้าวพอกินทั้งปี
และเมื่อครอบครัวผมเป็นครอบครัวเกษตรกรยากจนมากๆ ผมจึงถูกสอนเป็นนัยๆ ผ่านการปฏิบัติของพ่อแม่ ให้พวกผมเป็นนักสะสม เพื่อความอยู่รอด
มีอะไรต้องพยายามเก็บ อดทน และไม่เคยขอใครกิน อยู่อย่างเสือ กินอย่างเสือ มีกินก็กินเต็มที่ ไม่มีก็ต้องอด รอไปก่อนจนกว่าจะหาได้
พอตอนหลังๆ
พี่น้องผมที่เอาตัวรอดได้ทุกคน พอมีกิน เลยแสดงอาการ “น้ำหนักเกิน” กันทั้งหมด คงเป็นเพราะ “กินแบบเสือ” นี่เอง
ผมเพิ่งได้คิด และต้องมาปรับความคิดเพื่อควบคุมน้ำหนักเมื่อไม่นานมานี้
ตัวผมเองเมื่อเริ่มต้นชีวิต ผมก็ไม่ได้อะไรมาจากครอบครัวแม้แต่บาทเดียว เริ่มต้นจาก 0 มาแทบทุกระดับ ทุกเรื่อง
ต้องอาศัยอยู่วัด อดมื้อกินมื้อ บางวันไม่มีข้าวกินเลย เพราะพระก็บิณทบาตรไม่ได้ ผมก็ไม่มีเงินซื้อกิน
เป็นอย่างนี้มาตลอดจนเข้ามหาวิทยาลัยจนกระทั่งมาทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ก็ยังอดมื้อกินมื้ออยู่นาน
กว่าจะรอดมาถึงทุกวันนี้ได้ต้องพยายาม "เก็บ และ สะสม"จึงเป็นแนวคิดหลักในใจผมตลอดมา
ผมจึงสะสม และเก็บมาจนรอด รอดจริงๆมาได้ประมาณสักหลังอายุ 40 ประมาณปี 2535กว่าๆ มานี้เอง
พอรอดแล้ว ก็หันไปมองรอบตัว อยากจะช่วยคนอื่นๆ ในทุกเรื่องที่ช่วยได้
พยายามมองหาคนที่พอมีแววจะรอด และพยายามช่วยคนอื่นให้รอดเหมือนผมในทุกเรื่อง ทุกมิติ
ทั้งทรัพย์สิน ชีวิต การงาน และธรรมะ
แต่ผมยอมรับเลยว่าทำงานนี้แทบจะไม่เคยสำเร็จเลย
ส่วนใหญ่คนที่ผมช่วยทั้งด้วยทรัพย์และความรู้ มักจะไม่รอดจริงๆ
แต่กลับทำให้ผมต้องเสียทรัพย์ไปเฉยๆ และลำบากมากกว่าเดิม
ก็มีสำเร็จบ้างแต่ก็ส่วนน้อย พูดเต็มปาก ก็แค่ สองราย ที่เป็นญาติสนิทที่ผมรู้ข้อมูลมากพอ
และสามารถควบคุมปัจจัยแวดล้อมได้เกือบเต็มที่
พอพลาดบ่อยๆมากขึ้น จึงไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของการช่วย
ผมจึงลดการช่วยเหลือแบบนั้น มาช่วยเหลือทางปัญญามากกว่า ที่เจ็บน้อยกว่า
ลำบากน้อยกว่า แต่ก็ยังไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่
เพราะทุกคนที่ผิดพลาดมา และขอความช่วยเหลือนั้น มิได้มีปัญหาด้านเดียว มักจะมีหลายๆด้านที่เขาไม่บอกเรา
แต่เราช่วยเขาไม่ได้ทุกด้าน เลยไม่ค่อยสำเร็จ
ทำให้ผมเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้นมากเรื่อยๆตามประสบการณ์ที่ส่วนใหญ่ไม่สำเร็จ
พอเมื่อเช้า เพื่อนที่รู้ใจท่านหนึ่ง โพสต์มาว่า
ตื่นมามองตัวเองได้ดี
เห็นตัวเองได้ช่วยผู้อื่นแล้วมีความสุข
ผมก็เลยบอกว่า
ผมก็ฝันที่จะตื่นมาแบบนั้น เหมือนกัน
คนที่รู้ใจผมจริงๆ จะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไร กำลังทำอะไร
วันนี้เพื่อนท่านนี้ พูดได้ตรงใจผมเลย
เห็นโผล่มาแวบๆ กะว่าจะเข้าไปแซวหักมุม สนุกๆ ซะหน่อย
ตามสไตล์ "โต้วาที" ฝึกสมอง ทดลองปัญญา
เจอคำกินใจจริงๆ งานนี้โดนใจอย่างแรง
เลยเลิกคิดเลย
ดั่งหอกดาบพุ่งใส่ พอใกล้ตัวเป็นดอกไม้ธูปเทียน
นี่แหละนะ "ทานบารมี" ที่แม้ผมจะพยายามสั่งสม แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยได้เท่าท่าน
คงต้องพยายามต่อไป
อิอิอิอิอิอิ
อย่างน้อยก็เคยได้ทานข้าวแสนอร่อยของอาจารย์ ยังประทับใจไม่เคยลืมค่ะ
อิอิ ไม่ลืม แต่ไม่เห็นสั่งมาอีกเลย ครับ