เมื่อคืนวานดูบอลไทยชนะเวียตนาม 3-1 แล้ว มีความสุขมาก  แต่ก็ปนทุกข์เพราะที่นั่งในสนามว่าง สามในสี่ เพราะไม่มีคนไทยไปดูทีมชาติตนเองแข่งกับต่างชาติ  


(แต่ถ้าทีมสโมสร  แมนยู  มา แมร่งไปดูกันล้นสนาม ทั้งที่ค่าบัตรแพงกว่าสิบเท่า ) 


บอลอาเซียนเมื่อปีก่อน มีไทย พม่า อินโด เป็นหลัก  มาเลย์ แทรกซ้อนเข้ามาเป็นครั้งคราว  แต่ปีนี้ขอยกนิ้วให้ลาวและฟิลิปปินส์ ที่พัฒนาทีมได้อย่างเหลือเชื่อ น่าให้รางวัลพัฒนาบอลโลกได้เลย  อัตราเร่งสุด  ถ้ายังเร่งได้แบบนี้ต่อไปอีกสิบปีรับรองว่าแชมป์โลก เหนือบราซิล  อิตาลี แน่  (เอ้า หัวเราะ  เร็ว  พวกโง่ๆ พอได้ยินอะไรที่นอกเทรนด์มันจะหัวเราะเสมอแหละ  เช่นคนไทยโบราณเราก็หัวเราะเยาะฝรั่ง และ เจ๊กมาแล้ว อย่างโชกโชน จนวันนี้ก็กราบตรีนเขา) 


ดูบอลแล้ว ทำให้คิดถึงความเก่าสมัยเรายังเล่น  ...ได้ปะฝีเท้ากับทีมชาติหลายต่อหลายคน  เช่น วีรยุทธ สวัสดี  อารมณ์ จันทร์กระจ่าง  ภานุวัตร์ ร่วมฤดีกุล (ตี๋)  เบิ้ม (สิทธิพร ผ่องศรี  ...กองกลางคู่ไอ้ตี๋)  แมทธิว  (สมพร จรรยาวิสูตร)  ปรีชา กิจบุญ (ไข่มุกดำ หรือ เปเล่ แห่งเอเชีย)  ส่วนใหญ่กลุ่มนี้อยู่ทีมราชวิถี ซึ่งเป็นคู่ซ้อมประจำของทีมเรา 


....แข่งกันเป็นสิบครั้งในรอบสามปีที่ผ่านมา ในสนามเขาที่เรียบกลิบ  เราก็แพ้เขาเฉลี่ย  ๕-๐  (โห เก่งนะเนี่ย ทีมกระจอกยังได้รับการยอมรับให้ไปซ้อมกับเขา แบบอุ่นเครื่อง  ที่เขาชอบเราแข่งกับเรานั้นได้รับคำกระซิบมาว่า เพราะเรา “แรงดี”  วิ่งไล่บอลตลอด  ..หรือว่าเขาด่าอ้อมๆ ว่า “โง่แต่ขยัน “ ก็ไม่รู้) 


พอผมไต่เต้าขึ้นไปเป็นหัวหน้าทีม  ...ผมเลยคิดแบบกระดกกลับว่า  เราไปแข่งที่สนามเขามาตลอด  (ราชวิถี มีทีมชาติ ๖ คน  มากที่สุดในบรรดาทีมอื่น )   เราแพ้เขามาตลอด  วันนั้น ผมเลยเชิญ ให้เขามาเตะที่บ้านเราบ้าง  โห...สนามแน่นขนัด  มีคนมาดูสักพันคนเห็นจะได้  (มากสุดๆ)

ในระหว่างเล่น พวกเขาต่อบอลกันไม่ออก  ศูนย์หน้าคู่ ทีมชาติทั้งคู่  ด่ากันระนาว หาว่า ไม่ส่งบอล  ให้ตัวเอง  ทุกคนหงุดหงิด .............. แต่สำหรับเรา  ผม ในฐานะห้วหน้าทีม โคช และผู้จัดการทีม  สั่งการกำชับไว้ในเชิงนโยบายว่า ห้ามด่ากัน  ขอให้ทุกคนสนุกสนานกับเกมส์  เล่นบอลกันอย่างสนุก ห้ามด่ากันเด็ดขาด  (เช่น ส่งบอลพลาด  เลี้ยงลูกมากไป เตะโฉ่งฉ่างกเกินไป) 

ผลออกมา  เราชนะ 3-1 ...โดยผมยิงหนึ่งลูก  ....สุขสุดสุดในชีวิต  ...หลังจากนั้นสนามบอลนั้นได้รับการขนานนามว่า “สนามปราบเซียน”  เพราะทีมนั้นมีทีมชาติไทยถึง ๖ คน 

เล่นเสร็จ เราพาพวกเขาไปกินข้าวในภัตตาคารหรูริมน้ำเจ้าพระยา  (โรงอาหาร รร.นายเรือ จ. สมุทรปราการ)  ...กราบขอบพระคุณปชช.ไทย เพราะภาษีท่านทั้งน้าน


นอกจากทีมชาติพวกนี้แล้ว  ผมยังมีโอกาสได้ยิงประตูโดยมี ศราวุธ ปทีประกรชัย (ชื่อประมาณนี้ ชักจำไม่ได้แล้ว)  เป็นโกล์  (ทีมชาติ และ สโมสรธนาคารกรุงเทพ)  ลูกมันพุ่งเข้าเสียบมุมสามเหลี่ยม ต้องเข้าแน่  แต่ท่านศราวุธ  (น้าไช้)  ท่านพุ่งปัดออกไปเหลือเชื่อ  (ผมเลยอดเอามาคุยว่ายิ่งโกล์ทีมชาติทะลุมาแล้ว)  ...ไอ้กด  ไอ้จ๊อด  พวกกองหลัง รวมทั่งพี่ชัช (ชัชชัย พลหแพทย์)  ที่เป็นกองหลัง ก็ปะแข้งกันไป  .......มาจนวันนี้ ผมเอามือมาคลำกระดูกหน้าแข้ง พบว่ากระดูกมันเป็นร่องๆ ปุ่มป่ำ  บุ๋มเข้าออก เยอะมาก ในหน้าแข้งขวา  ส่วนหน้าแข้งซ้าย ค่อนข้างเรียบ 


นักเตะทีมชาติดังๆ   ที่ผมสัมผัสใกล้ชิดมากสุดคือ “น้าฉ่วย” (สมชาย ชวยบุญชุม....ขอเอ่ยนาม)  อดีตปีกซ้ายแห่งทีมราชนาวีไทย  ที่แข่งกัน และร่วมทีมกัน


จากการแข่งกับนักเตะทีมชาติไทยมาหลายคนและยาวนานในช่วงนั้น และจากการดูในช่วงนี้   ผมยกนิ้วให้ท่าน”ฉ่วย”คนนี้ว่าเป็นผู้เล่นที่เก่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมชาติไทย  สปิริตก็ดี (แบบทหาร) ไม่มีตุกติกที่น่ารำคาญ  รูปก็หล่ออีกตะหาก 


การเล่นบอลตามระบบครั้งสุดท้ายของผมคือ กีฬาภายในกองทัพเรือปี คศ. ๑๙๗๗  โดยผมได้รับโทรเลขด่วนให้เดินทางมาร่วมทีมฝึกซ้อมในขณะที่ประจำการอยู่บนเรือรบหลวง “ตาปี “   ที่เข้าจอดเทียบท่าเรือ  จ.ระนอง  ในขณะที่กำลังจะสิ้นสุดภารกิจลาดตระเวนทะเลอันดามันเพื่อคุ้มครองเรือประมง ....  ผมเลยต้องนั่งรถบัสเข้ามาเก็บตัวซ้อมกับทีม “กองเรือยุทธการ “  ซึ่งเป็นทีมมหาอำนาจใหญ่สุดของกองทัพ


ผมเล่นเป็นหัวหอกคู่หน้ากับไอ้แป๊ะ (สมชาย)  เราฝ่าด่านประมาณ ๑๖ ทีม จนได้เข้าไปชิงชนะเลิศกับ ทีม “กรมแพทย์ทหารเรือ” ....บรื๋อย์  กรมแพทย์  ทีมไรนะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

พวกหมอเขาคงฉลาด  สามารถพัฒนาทีมกันเร็วจริงๆ  เพราะปกติคู่ชิงจะวนเวียนผูกขาดกันประมาณ ๔ ทีมคือ  กองเรือยุทธการ  กรมสรรพาวุธ  กรมนาวิกโยธิน  และ โรงเรียนนายเรือ (ที่ผมเป็นอดีตหัวหน้าทีม)   มี รร. จ่าทหารเรือ  รร. พลทหาร  กรมอู่ฯ เวียนจรมาเป็นครั้งคราเท่านั้นเอง

ครึ่งแรกเสมอกัน 0-0  ในห้องพักนักกีฬา สตาฟโคช  (พี่ๆ ผมที่รู้จักกันดีทั้งนั้น)  เครียดกันหนัก  อะไรวะ....เล่นกับพวกแพทย์พยาบาลยังได้แค่นี้  เราเป็นนักรบแท้ๆ 


ยุทธศาสตร์ครึ่งหลัง  ให้ผมแปะไปมากับไอ้แป๊ะ  ...คราหนึ่ง ผมออกเสียงเรียกบอล  ท่านแป๊ะก็แปะมาให้  ทะลุตามช่อง  (ที่ผมวิ่งนำทางไปก่อนแล้ว)  ........ผมลากเดี่ยวเข้าไปจิ้มระยะ ๕ หลา เดี่ยวๆ กับโกล์ 

ปลากดว่า จิ้มเบาไป โกล์มันพุ่งปัดออกไปได้  (เสียงโห่ลั่นสนาม...นัดชิงและนัดปิดกีฬาประจำปีของกองทัพ  ...คนแน่นขนัด ไม่น่าต่ำกว่าหมื่น) 


อีกอึดใจต่อมา ท่านแป๊ะ  หักหลบหลายต่อหลายคน แล้วโยนลูกมาจากปีกซ้าย เข้าหัวผมเหน่งๆ  ระยะประมาณ ๑ เมตร ริมเสาสอง  ..ผมกระโดดขึ้นโหม่ง...ปลากดว่า ลูกลอยข้ามคานออกไปอย่างเหลือเชื่อ  (สงสัย ผีผลัก  มันคงกลัวผมดัง) 

สุดท้ายจนแล้วจนรอด  ทีม “กร.”  เราก็ได้รับแชมป์กองทัพในปีนั้น  ได้รับถ้วยจากผบ. ทหารสูงสุด  โดยเราชนะด้วยลูกโทษ ณ จุดโทษ  โดยท่านแป๊ะ เป็นคนสังหาร  ซึ่งทำให้ผมดีใจสุด เพราะถ้ายิงไม่เข้าแล้วเราแพ้  ผมเป็นโดนยำจากทีมแน่ เพราะโอกาสเหน่งๆ สองครั้ง แต่ทำพลาดไปอย่างเหลือเชื่อ


หลังรับถ้วย  และเหรียญทองห้อยคอ  ขณะเดินแถวออกจากสนาม  ผมได้ยินเต็มหู ผู้ชมตะโกนด่าผมจากอัฒจรรย์ว่า ....เฮ้ย ๆ ไอ้เบอร์ ๙  (เบอร์หลังเสื้อผม)  ไอ้ลูกนั้นน่ะ เอากระดอตีก็เข้าแล้ว  (ผมเข้าใจว่าเป็นลูกโหม่ง) 


คืนนั้น ทีมไปฉลองถ้วยกันที่ภัตตาคารหรู  แถวย่านบางนา  แต่ผมไม่ได้ไปด้วย (เพราะอาย) 


และนั่นเป็นการแข่งบอลในระบบครั้งสุดท้ายในชีวิตของผม  .....จากนั้นอีกหนึ่งเดือน ผมก็เดินทางไปเรียนต่อที่สรอ.  ...วิศวกรรมเครื่องกล


มาถึงวันนี้ผมได้คิดค้น วิจัย ทดลอง  การเตะบอลให้แม่น ให้หนัก  แรง ตามหลักวิศวกรรมศาสตร์   ผมได้ทดลองด้วยตัวเองแล้ว พบว่า มันดีมากๆ ( ตามที่ผมได้โพสต์ไว้แล้ว ว่าขนาดแก่ปานนี้แล้ว ยังยิงแรงจนโกล์ทีมราชประชาฯ ยังรับไม่ไหว ต้องชกออกอย่างเดียว) 


เสียแต่ว่า ...พอเรารู้เราก็หมดแรงเล่น  แต่พอเรามีแรงเล่นเราก็ไม่รู้


แต่ก็ไม่แน่นะ  ...เคยดูหนังจีนโบราณไหม  ที่อจ.แก่ ประดาบกับเด็กหนุ่มห้าว แล้วชนะมาตลอด  ดูไปก็คล้ายกันกับการที่ผม หนวดหงอกแล้ว  แต่ปะฝีท้าวกับเด็กหนุ่มๆวันนี้ ที่เหยาะแหยะ ไม่เอาจริง ไม่ว่าเรียนหรือเล่น ก็ตาม ก็ยังเลี้ยงหลบ แหกเข้าไปยิงได้  (แต่ต้องสั้นๆ  นะ ถ้ายาวๆ ก็ไม่ไหว หมดแรงเสียก่อน ...หิหิ) 


...คนถางทาง (๑ ธค. ๒๕๕๕)