วันศุกร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เป็นการประชุมเพื่อดำเนินการจัดทำวารสารฯ มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นการกล่าวถึงค่าตอบแทนสำหรับกองบรรณาธิการ 1500 บาท/คน จำนวน ๔๐ คน ออกวารสาร ๓ ฉบับ/ปี เป็นจำนวนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท/ปี ซึ่งองค์กรที่เราอยู่นั้น หากจะบอกว่าเป็นองค์กรเล็กๆ มีรายได้เข้าองค์กรนั้นน้อยมากๆ การจัดทำวารสารนั้น ต้องใช้เงินรายได้ขององค์กรที่หาได้แต่น้อยนิด จะด้วยความเอื้อเฟื้อหรืออะไรก็ตาม อาจารย์ท่านหนึ่งเสนอว่า กองบรรณาธิการขอไม่ต้องรับเงินค่าตอบแทนดีกว่า เพราะจะได้ลดภาระขององค์กรลงไป ให้ถือว่าเป็นการช่วยๆกัน อาจารย์อีกท่านหนึ่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้ อีกมากกว่า ๗ คน ยังไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เมื่อใครไม่ให้ความเห็นอาจจะถือได้ว่า เป็นการยอมรับตามข้อคิดเห็นนั้น
มีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก แต่พอเรื่องนั้นผ่านไป ก็วกกลับมาเรื่องเดิม ผมมีความเห็นบางประการและใครรู้บางประการ จึงยกมือเสนอถามว่า งบประมาณที่เราจะจัดทำวารสารฯนั้น เป็นงบประมาณแผ่นดินหรือว่าเป็นรายได้ขององค์กร หากเป็นงบประมาณแผ่นดิน ผมไม่อยากให้เราไม่รับค่าตอบแทนนั้น ด้วยเหตุผลบางประการ คือ ประการแรก กองบรรณาธิการจะต้องเปลี่ยนไปเรื่อย คงไม่ใช่กลุ่มเดิมตลอดไปใช่หรือไม่(อันที่จริงใจลึกๆของผมคืออย่ามองเพียงเพราะว่าฉันจะไม่รับเงินค่าตอบแทน แต่ต้องมองคนที่จะมารับงานในภายหลังด้วย) ถ้าไม่ใช่คน/กลุ่มเดิมตลอดไป เราน่าจะคงไว้ซึ่งค่าตอบแทนนั้น แต่ถ้าเราคิดว่า เราจะช่วยลดภาระองค์กร เราน่าจะบริจาคลงเป็นกองกลาง โดยอาจอยู่ในรูปของการเซ็นรับแล้วเอาเข้าส่วนกลางเพื่อตั้งเป็นกองทุนสำหรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไป เพราะสมาชิกองค์กรทราบดีว่า เราหารายได้ให้องค์กรนั้นน้อยและยากพอควร อาจารย์หญิงท่านหนึ่งยกมือขึ้นเห็นด้วยว่า ควรให้ค่าตอบแทน และถามหัวหน้าหน่วยงานว่า หากเป็นเงินรายได้นั้น หน่วยงานพอจะมีกำลังเจียดให้เพื่อค่าตอบแทนนี้หรือไม่ เพราะสิ่งที่องค์กรควรตระหนักคือ เราจะไม่ให้สมาชิกทำงานแบบไม่ได้รับค่าตอบแทน เพราะส่วนหนึ่งเป็นการทำนอกเวลาด้วยซ้ำ ซึ่งนายจ้างควรรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว หัวหน้าหน่วยงานบอกให้เราทราบว่า วารสารที่จัดทำนี้ต้องใช้เงินประมาณ ๖ แสนบาทต่อปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย การให้ค่าตอบแทนกองบรรณาธิการนั้น ถ้าลดภาระได้ก็จะเป็นการดีมากๆทีเดียว งบที่เราจะทำนั้นไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน แต่เราใช้งบส่วนรายได้ของหน่วยงานมาดำเนินการ อาจารย์ท่านหนึ่งเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นเราจ่ายให้เฉพาะสมาชิกกองบรรณาธิการภายนอกก็พอ ส่วนภายในให้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือกัน
หมายเหตุ ให้ระมัดระวังให้ดีกับหน่วยงานที่มีฐานะเป็นผู้ว่าจ้างและบุคลากรที่มีฐานะเป็นผู้รับจ้าง การว่าจ้างและการรับจ้างนั้น น่าจะเส้นทางต่างกันกับการให้และการช่วยเหลือซึ่งคือการเอื้อเฟื้อ บางองค์กรมองผู้ว่าจ้างเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากองค์กร ดังนั้น องค์กรแห่งการเอื้อเฟื้อคงต้องทำให้ผู้รับจ้างไม่รู้สึกว่าตนรับจ้าง หากแต่เป็นเจ้าขององค์กรที่จะช่วยกันพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้า ซึ่งไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งหากแต่เป็นของทุกคน เรื่องนี้ผมคิดว่าคงต้องปลอดพ้นจากระบบเจ้านายและลูกน้อง(อาจเป็นเจ้าขุนมูลนายก็ได้)หากแต่ทุกคนมีความเสมอภาคกันในระดับที่รับกันได้อย่างไม่ขัดเคือง
รองหัวหน้าหน่วยงานเสริมว่า"งบประมาณที่ใช้นั้นไม่ใช่งบแผ่นดิน หากแต่เป็นรายได้ขององค์กร ในกรณีที่เราเซ็นชื่อรับเงินค่าตอบแทนแต่ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนนั้นเป็นการผิดระเบียบ จึงทำอย่างนั้นไม่ได้"
อย่างไรก็ตาม สมาชิกอื่นๆไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ เพราะเป็นที่ทราบแล้วว่า เราจะต้องช่วยกันลดภาระของหน่วยงาน การทำงานนี้ให้ถือว่าเป็นการช่วยๆกัน ถึงกระนั้น สิ่งที่ผมไม่ได้อธิบายเพิ่มคือ "การเปลี่ยนการไม่รับเป็นการให้"
การเปลี่ยนการไม่รับเป็นการให้หมายถึงอะไร?
การที่เราไม่รับค่าตอบแทนนั้น ถือว่าเป็นน้ำใจที่เราควรจะให้แก่องค์กร จริงอยู่แม้ว่าเราจะอยู่ในฐานะลูกจ้างขององค์กร การไม่รับค่าตอบแทนก็เป็นสัญลักษณ์ของความดีคือความเสียสละ ส่วนหนึ่งเราอาจเพียงพอแล้วกับค่าจ้างที่องค์กรมอบให้ผนวกกับสถานการณ์ขององค์กร ซึ่งคือการช่วยลดภาระไปด้วย อันอาจจะช่วยให้องค์กรเดินต่อไปได้ แต่การที่เรารับก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะช่วยองค์กรไม่ได้ และอาจเป็นการช่วยสองทางก็เป็นได้ ทางแรกคือ การที่องค์กรต้องบีบตัวเองเพื่อรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวให้กับผู้รับจ้างในโลกของทุนนิยม อีกประการหนึ่งคือการเอื้อเฟื้อต่อสมาชิกขององค์กรท่านอื่นๆที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นการทำให้เป็นกิจลักษณะ แต่อาจเป็นการช่วยที่ดูไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ในการที่องค์กรให้ ผู้รับเซ็นรับ และรับค่าตอบแทน ดูจะไม่ผิดระเบียบอะไร เพราะมีหลักฐานการจ่ายที่ชัดเจน ผมมีความคิดอีกว่า ถ้าเรารับมาแล้ว และรับจริง แต่เราขอมอบสิ่งที่รับนี้ให้เป็นส่วนกลางขององค์กร ด้วยจิตใจแห่งการให้อย่างบริสุทธิ์แท้จริง จากการให้ของหนึ่งคนบวกกับอีกหลายๆคน หลายๆ ครั้งรวมกัน จากน้ำใจร่วมกัน จะกลายเป็นสิ่งมากครันได้ นอกจากเราจะได้ความดีทางใจแล้ว องค์กรจะมีทุนสำหรับความคล่องตัวในการดำเนินการในหลายๆเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติเงินรายได้จากหน่วยงานที่สูงกว่าในการใช้เงินรายได้ขององค์กรเอง นอกจากนั้น จากทุนระดับเล็กอาจขยายเป็นใหญ่ได้นี้ เพื่อองค์กรรวมกันนั้น จะคือน้ำใจที่ดีกว่าการไม่รับหรือไม่ ซึ่งดูจะไม่ผิดระเบียบอะไร เพราะเรารับจริง แต่เราของมอบสิ่งที่รับด้วยบริสุทธิ์ใจนี้เพื่อส่วนกลางของเหล่าพวกเราเอง
ในการมอบให้เป็นส่วนกลางนี้ น่าจะสอดคล้องกับการต้องการที่จะไม่รับค่าตอบแทนของบางคน และอาจมีบางคนที่ต้องการค่าตอบแทน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เราต้องมอบให้ส่วนกลางเชิงบังคับเหมือนกันทุกคน เนื่องจากแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน คนที่พอจะบริจาคได้เพื่อคนรุ่นถัดไปเท่าไรก็แล้วแต่กำลัง ดีกว่าการทำแล้วรู้สึกขัดเคืองใจเพราะมันจะไม่ได้ความสบายใจอันใดเกิดเลย
โดยสรุปคือการรับเพื่อให้เป็นฐานรองรับการเดินต่อไปได้ขององค์กรในภายหน้าด้วยกำลังของบรรพบุรุษ
เป็นแนวคิดที่น่าเผยแพร่นะคะ