>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>  

 อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนงานชิ้นนี้ ?  

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ขณะที่ฉันกำลังลงมือเขียนงานชิ้นนี้อยู่นั้นตรงกับคืนวันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หรือวันแรม 12 ค่ำ เดือน 10  หรือ รัตนโกสินทร์ศก 224 ตามปีปฏิทินไทย   วันนี้คงจะเป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเราคนไทยทั้งประเทศจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต และถือเป็นจุดหักเหทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศไทยเลยทีเดียวก็ว่าได้  

และไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะเป็นวิกฤติของใครบ้างคน หรือเป็นโอกาสให้ใครหลายต่อหลายคนก็ตาม แต่สำหรับฉันแล้วมันสอนให้ฉันต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินผืนนี้  แผ่นดินซึ่งครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของเราได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องมันให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของต่างชาติ แต่มาบัดนี้พวกเรากลับต้องมารบราฆ่าฟันพี่น้องชาวไทยกันเอง มันถูกต้องแล้วหรือ ?

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเขียนงานชิ้นนี้ซึ่งถือเป็นงานเขียนที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับการจัดการบุคคลของประเทศไทยภายใต้บริบทระหว่างประเทศ 

หากจะกล่าวถึงการปฏิวัติ การรัฐประหาร สงครามกลางเมือง และการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน ว่าเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ในทางกฎหมาย มีส่วนเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และเป็นตัวนำไปสู่ปัญหาการจัดการบุคคลหรือประชากรภายในรัฐอย่างไร         

            ถ้ากล่าวถึง การปฏิวัติ หรือ Revolution    ก็อาจทำให้เราจินตนาการไปถึงทหารถือปืนยืนเก็กหน้าถมึงทึงอยู่บนรถถัง นึกถึงการต่อสู้ การนองเลือด การแย่งชิงอำนาจเพื่อความเป็นใหญ่ และที่จะขาดเสียไม่ได้เลยก็ คือ การออกกฎ หรือประกาศของคณะปฏิวัติห้ามประชาชนทำโน่นทำนี่ โดยประกาศซึ่งถือเป็นสูตรในการปฏิวัติ ได้แก่ ประกาศเคอร์ฟิวห้ามประชาชนออกจากบ้านในเวลากลางคืน ประกาศห้ามชุมนุมกันทางการเมืองเกินกว่า.....คนขึ้นไป(อันนี้ก็แล้วแต่ระดับของความเข้มงวดของการปฏิวัติแต่ละครั้ง) เป็นต้น  แต่การปฏิวัติครั้งที่เพิ่งผ่านมากลับทำให้ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อการปฏิวัตินั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการปฏิวัติครั้งนี้แม้จะเป็นการริเริ่มโดยฝ่ายทหารแต่ก็ได้รับการยอมรับ(ทั้งทางตรง และทางอ้อม) จากประชนส่วนใหญ่ จึงมิได้เกิดเหตุการสู้รบ หรือมีการนองเลือดแต่อย่างใดและยังเป็นที่แปลกตาแปลกใจแก่บรรดาชาวต่างชาติที่พบเห็นยิ่งนัก เพราะแทบจะไม่เคยมีประวัติศาสตร์การปฏิวัติของประเทศใดในโลกที่ปราศจากการนองเลือด

              แล้ว อย่างนั้นการปฏิวัติคืออะไรกันแน่นะ?   มีนักคิด และนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความหมายของการปฏิวัติไว้มากมายซึ่งพอจะนำมาประมวลได้ว่าการปฏิวัติก็คือ    " การยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ" บ้างก็ว่า "ต้องมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้น" ด้วย โดยอาจมีหรือไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ได้ 

              อ้าว...แล้วมันต่างกับการรัฐประหารอย่างไรล่ะ? ในเมื่อการรัฐประหารก็เป็นการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจปกครองเหมือนกัน ในประเด็นนี้มีผู้รู้บางท่านบอกมาว่าการปฏิวัตินั้นเป็นการใช้กำลังยึดอำนาจปกครองจากรัฐบาลเดิม แล้วตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง  ในขณะที่การรัฐประหารนั้นเป็นการ ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่ปกครองอยู่ในขณะนั้นเท่านั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือล้มล้างระบอบการปกครองเดิมเสมอไปแต่อย่างใด                                        

                แท้จริงแล้วการรัฐประหาร หรือ Coupd etat คืออะไรล่ะ?  การรัฐประหารแท้จริงแล้วก็คือการล้มล้างรัฐบาลที่บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น หรือการยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ  แต่มิใช่การล้มล้างระบอบการปกครองหรือรัฐทั้งรัฐเสมอไป กล่าวคืออาจใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าต่อไป หรือประกาศใช้รัฐธรรมฉบับใหม่ก็ได้ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก  และไม่จำต้องใช้ความรุนแรงหรือนองเลือดเสมอไป   และมีข้อที่น่าสังเกตว่าหากการปฏิวัติไม่สำเร็จผู้ที่ทำการปฏิวัติจะมีสถานะเป็นกบฏไปทันที แต่ถ้าปฏิวัติสำเร็จก็จะกลายเป็นรัฐบาลมีอำนาจปกครองประเทศ

                เอ...แล้วการปฏิวัติ กับการรัฐประหารจัดเป็นสงครามกลางเมืองหรือเปล่านะ?   เราก็ต้องมาดูก่อนว่าสงครามกลางเมืองคืออะไร       สงครามกลางเมือง หรือ Civil war [i]  ก็คือ การต่อสู้กันระหว่างกลุ่มคนที่อยู่ในประเทศนั้นๆตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศ โดยการต่อสู้ดังกล่าวต้องนำเอากฎเกณฑ์ในกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองภาคสงครามเกี่ยวกับการใช้กำลังมาใช้บังคับ  ซึ่ง อาจนับเป็นการปฏิวัติ (Revolution) ได้ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในการปกครองครั้งใหญ่ภายในประเทศนั้นหลังจากสิ้นสุดสงคราม [มีนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มได้นับรวมเอาการจลาจล (Insurgency) เป็นสงครามกลางเมืองประเภทหนึ่งด้วย หากมีการสู้รบระหว่างกองทัพอย่างเต็มรูปแบบ ] อย่างไรก็ดีความแตกต่างระหว่าง "สงครามกลางเมือง", "การปฏิวัติ" และ "การจลาจล" ในปัจจุบันนั้นไม่ชัดเจนนัก ขึ้นอยู่กับบริบทในการใช้งานเป็นสำคัญ  [ii]  

                 คราวนี้ลองย้อนกลับมาดูเรื่องใกล้ตัวที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งทุกวี่วันกันบ้าง ซึ่งจะเป็นข่าวอะไรไปไม่ได้นอกจากข่าวการต่อสู้  แบ่งแยกดินแดน  นั่นเอง การแบ่งแยกดินแดน  หรือ separatist  และ  การแยกตัว หรือirredentism   ก็คือการต่อสู้เรียกร้องของชนกลุ่มน้อย(อาจมีเชื้อชาติ ศาสนา พิธีกรรม ความเชื่อ หรือจารีตประเพณี ที่แตกต่างกันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ )ที่อาศัยอยู่ในรัฐใดรัฐหนึ่ง โดยการกระทำดังกล่าวนั้นทำไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสถาปนารัฐเอกราชของตนแยกต่างหากออกมาจากรัฐเดิม ส่วนใหญ่มีชนวนปัญหามาจากความขัดแย้งต่างๆ เช่น ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ หรือความขัดแย้งทางศาสนา  ซึ่งมักจะเกิดขึ้นจากความอยุติธรรมทางการเมือง ที่อำนาจรัฐส่วนกลางกดขี่ข่มเหง เลือกปฏิบัติ กระทำการใดๆอันเป็นการหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชนส่วนน้อย จนก่อให้เกิดความขุ่นเคืองและคับแค้นใจของชนกลุ่มน้อย อันนำไปสู่การรวมตัวกันก่อตั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดนในที่สุด  ในทางตรงกันข้าม หาก ความอยุติธรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผู้คนไม่มีความแตกต่างกันในทางภาษา ศาสนา หรือวิถีการดำเนินชีวิต ผลพวงแห่งความไม่พอใจจะปรากฏในลักษณะของการก่อกบฏโดยมีรูปแบบเป็นสงครามกลางเมือง ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลโดยตรง

              เหตุใดข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการปฏิวัติ การรัฐประหาร สงครามกลางเมือง และการแบ่งแยกดินแดน ถือเป็นกลไลการจัดการบุคคลตามธรรมชาติ ?

          ก็เพราะว่าการกระทำที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นล้วนเป็นการแสดงออกทางความคิดของกลุ่มคนภายในรัฐหนึ่งๆ      ที่ออกมาแสดงจุดยืนทางความคิดของตน ไม่ว่าจะเป็นการออกมาแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการการใช้อำนาจปกครองของฝ่ายบริหารหรือออกมาต่อต้านการกดขี่ข่มเหงจากภาครัฐ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นวนเวียนเป็นวัฏจักรซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อผู้นำใช้อำนาจปกครองโดยไม่ชอบ อีกขั้วความคิดหนึ่งก็มีการรวมตัวกันก็เข้ามายึดอำนาจเพื่อถ่วงดุล  ถือเป็นระบบการตรวจสอบฝ่ายบริหารตามธรรมชาติ  ที่อาศัยเพียงกลไกของความรู้สึกร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง  ถือเป็น " การจัดการของกฎธรรมชาติ โดยธรรมชาติ และเพื่อธรรมชาติ" ภายใต้สามัญสำนึกที่ฝังอยู่ภายในจิตใจ

                ที่ว่าเป็น "การจัดการของกฎธรรมชาติ"   นั้นก็เนื่องมาจากสิ่งต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นจะเกิดไม่ได้หากปราศจาก     ความจริงที่ว่าทุกสิ่งล้วนอนิจจัง เมื่อมีอำนาจก็ย่อมมีเสื่อมอำนาจ  เมื่อมีคนรักก็มีคนชัง สิ่งเหล่านี้เป็นของคู่กันในทุกยุคทุกสมัยไม่เปลี่ยนแปลง  เช่นเดียวกับความคิด ทีจะบังคับให้ทุกคนเห็นสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันย่อมเป็นไปได้ยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก เพราะแม้แต่คนที่อยู่ฝ่ายเดียวกันก็ยังคิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดจึงเกิด การปฏิวัติ การรัฐประหาร สงครามกลางเมือง และการแบ่งแยกดินแดน 

                 และที่ว่าเป็น  "การจัดการโดยธรรมชาติ" ก็เพราะธรรมชาติของมนุษย์จะเป็นตัวที่บอกเราว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งที่บุคคลกลุ่มหนึ่งไม่อาจทนต่อสภาวะกดดัน หรือความไม่ชอบธรรมทางสังคมได้ พวกเขาก็จะลุกฮือขึ้นมารวมตัวกันต่อต้านอธรรม

                และท้ายที่สุดก็เป็น "การจัดการเพื่อธรรมชาติ"  ก็ด้วยเหตุที่ว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดก็เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมตามธรรมชาตินั่นเอง

                                                                        

            


แหล่งข้อมูล

[ii] http://th.wikipedia.org