ในช่วงต้นเดือน พ.ย.55...ผมมานั่งเขียนงานวิจัยของผม...ที่กรุงเทพฯ

ทุกห้าโมงเย็นกว่าๆ ของทุกวัน...ผมเดินผ่านตึกต่างๆ ของกระทรวง...เพื่อมานั่งรถเมล์สายหนึ่ง...ข้างๆ รั้วกระทรวง

เพื่อกลับไปที่พักราคาถูกที่หน้ากระทรวงฯ

บางวันผมก็รอรถเมล์จนมืด...บางวันต้องรีบกระโดดขึ้นรถเลย



ในวันแรกๆ กระเป๋ารถเมล์มาเก็บค่ารถ...ผมยื่นแบ๊งค์ 20 บาทให้...

เขาบอกกับผมแบบไม่มองหน้าว่า "ไม่ได้เตรียมตังค์มาเหรอ แค่ 6 บาท ห้าสิบสตางค์เอง"

วันต่อมา...ผมกำเงินครบตามจำนวนค่ารถ...ผมยื่นเงิน 6 บาท 50 สตางค์ให้

กระเป๋ารถเมล์อีกคน...รับเงินผมไป...และแบฝ่ามือพร้อมตังค์ให้ผมเห็นด้วย...สีหน้าเขางง และเครียด

"รถเมล์คันนี้แอร์นะคะ...ต้อง 11 บาท" คำพูดของเขา...ทำให้ผมอยากหายตัวไปจากรถนี้จริงๆ...

ผมขอโทษเพราะผม "ไม่รู้" จริงๆ...



ช่วงวันแรกๆ อีกนั้นแหละ...ช่วงนั่งบนรถเมล์จะฝนตกบ้าง...ท้องฟ้ามือครึ้มมาก...รถติดมากโดยเฉพาะด้านกระทรวงฯ

ผมสังเกตว่า...ผู้โดยสารจะลงได้...บนข้างถนนที่รถติด...ผมก็ลงด้วยมั้ง...เป็นเวลาติดต่อกัน 3 วัน

พอวันที่ 4 อากาศปกติและรถติดเช่นเดิม...แต่ไม่ยักเห็นผู้โดยสารออมารอลงที่ประตูและที่เดิม

ผมเลยกดออด...ไปหนึ่ง...กระเป๋ารถเมล์ผู้หญิงเงียบ...คนขับผู้ชายก็เงียบ...พร้อมรถที่ติดหนึบบนถนนอยู่อย่างนั้น

ผมได้ยินเสียงที่แข่งกัน ทั้งเสียงรถราและผู้คนทั้งในรถและข้างรถ...เสียงเงียบของหัวใจผมเอง...

ผมปล่อยเวลาไปสักพัก...คงไม่ได้ไม่ยินเสียงออด...ผมเลยกดออดอีกครั้ง...เงียบเหมือนเดิม...

ผมเลยถามกระเป๋ารถว่า "จอดตรงไหมครับ" เขาตอบกลับว่า "รอไปจอดตรงป้ายดีกว่า"

แต่ผมก็ได้ยินเสียงคนขับพูดลอยๆ เบาๆ ว่า "อยากเอาไปปล่อยที่อนุเสาวรีย์จัง"

ผมได้ยินอย่างนั้น...ผมรู้สึกเข่าอ่อน...เลยทรุดตัวลงนั่งที่เบาะว่างข้างประตู...

กับความรู้สึกที่ประดังประเดว่า "ผมมันโง่...ไม่รู้เลย...หรือแกล้งโง่"



พอถึงป้ายจอด...ผู้โดยสารคนอื่นๆ ทยอยลงจากรถ...ผมอายทุกคน...ผมเดินลงรถเป็นคนสุดท้าย

เมื่อลงมาริมถนน...ผมมองกลับไปที่รถ...ผมอยากขอโทษทุกคนจริงๆ..."ผมไม่รู้จริงๆ"

เพราะผมมาจากต่างจังหวัด...นานๆ เข้ากรุงเทพฯ...ผมไม่รู้จักใคร...ผมไม่กล้าถามใคร...ผมแค่คิดได้แค่นั้น....

คืนนั้น...ผมกลับมาทำงานต่อ...จนเกือบตีหนึ่ง...แต่ผมก็ไม่มีสมาธิเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนรถเมล์

ผมออกมาจากที่พักตอนตีหนึ่ง...ผมมายืนบนสะพานลอย...มองดูรถที่นานๆ จะผ่าน...มองดูถนน...ตึก...แสงไฟ

ร้านข้าวต้ม...ร้านคาราโอเกะ...

ผมอ้างว้าง...เหงาจับใจ....คิดถึงบ้านจัง....



เมื่อย้อนมาถึงงานวิจัยของผมที่ทำให้ผมมากรุงเทพฯ... เรื่อง "ด.ญ.แม่" (แม่ที่มีลูกก่อนจะได้คำนำหน้าว่า "นางสาว")

ชื่อเรื่องเป็นอีกความคิดของผม....ที่ผมครุ่นคิด...และอาจารย์ที่ช่วยดูงานให้มุมมอง

ผมกำลังมองเด็ก...ในมุมที่ลบหรือเปล่า...ตอกย้ำเด็กหรือเปล่า?

และนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เมื่อผมกลับบ้าน...สู่ภาคสนาม...ผมจะขอให้เด็กผู้ให้ข้อมูลตัดสินใจว่า

เด็กจะตั้งชื่อเรื่องใหม่ให้ผมอย่างไร ? อาจจะเป็น "แม่ยังสาว"  "แม่วัยใส" หรือ...ที่ผมไม่อาจรู้ได้...



และอีกเรื่องหนึ่ง...ที่ตอนแรกผมวางพล๊อตเรื่องให้เด็ก...มีแต่ความ "ทุกข์" เมื่อเป็น "แม่" ทั้งที่ "วัยไม่สมควร"

และความ "อับอาย"จากคนในหมู่บ้าน... ที่ "ประณาม" และ "ตีตรา"

"เอาผัวแต่น้อย"..."ไม่รักนวลสงวนตัว"..."เป็นเด็กไม่ดี"

เด็ก...เขายังอ่อนด้อย...ทั้งอายุ...วุฒิภาวะ....และประสบการณ์ที่ไม่ได้มากมาย

แต่เขายังเข้มแข็งในบทบาทอันยิ่งใหญ่ คือ "การเป็นแม่"...ได้มากกว่า "ผม" ที่มีอะไรมากมายกว่าเด็กเหลือเกิน

แต่เหตุการณ์ของผมที่แสนขี้ปะติ๋วกับ "เหตุการณ์บนรถเมล์"

สะท้อนภาพให้เห็นตัวผม และเด็ก มีความเหมือนกัน คือ "ความไม่รู้"



"ความไม่รู้" สามารถเกิดกับทุกๆ คนบนโลก

เราไม่สามารถรู้อะไรไปทุกเรื่อง...

ผมอยากให้งานวิจัยของผมได้เห็นแง่มุมหนึ่ง...ที่งดงามของ "ด.ญ.แม่" บ้าง ?

ชีวิตที่ยังสดใสของเด็ก...กับอีกหนึ่งชีวิตที่น่ารักที่เกิดขึ้นมา...

เพื่อเป็นกำลังใจให้เขาเติบโตและเดินทางต่อไปกับตนเอง  ครอบครัว ชุมชน และโลก

อยากให้ทุกคนได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง...และผู้อื่น

เหมือนกับผมที่พยายามเยียวยาตนเองด้วยเสียงหัวใจตนเองเช่นเดียวกัน....