การตีความหมายของแต่ละคน รวมถึงการให้ข้อมูลต่อผู้รับสาร ในเรื่องเดียวกัน สามารถทำให้เกิดความเข้าใจที่แตกต่างกัน และแตกแยกกันได้อย่างสุดขั้วทีเดียว

จากการประดิษฐ์ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำเท่านั้น

ยกตัวอย่าง กรณีศึกษาจากประเด็นการเมืองในช่วงก่อน COUP_D'ETAT การยึดอำนาจ เมื่อ 19 ก.ย. 2549

จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐบาลไทยรักไทย ให้ข้อมูลว่า
คือการต่อสู่ระหว่าง ทุนเก่า กับทุนใหม่
คือการต่อสู้ระหว่างคนรวย กับคนจน
คือการต่อสู้ระหว่าง ระบอบทักษิณ กับระบอบสนธิ

แต่ฝ่ายนักวิชาการที่ต่อต้านระบอบทักษิณ บอกว่า เป็นการต่อสู้เรื่องจริยธรรม ความชอบธรรม
หรือ การต่อสู่ระหว่าง ภาคประชาชนกับ รัฐบาลที่ทุจริต

ฝ่ายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของผู้เสียผลประโยชน์ การเป็นหนี้ หรือ การขาดทุนในการดำเนินธุรกิจ จึงต้องออกมากดดันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

อีกฝ่ายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะความไม่ชอบธรรม ไม่ยุติธรรมจากการผูกโยงกับการเมือง อำนาจรัฐ ภาคธุรกิจอ่อนแอลงไปทุกวัน การแพ้  - ชนะในการดำเนินกิจการธุรกิจต่าง ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า คุณภาพของการให้บริการก่อนและหลังการขาย หรือกลยุทธ์การตลาด แต่ขึ้นอยู่กับเส้นสายเครือข่ายที่ผูกโยงอำนาจรัฐมากกว่า ที่จะทำให้ธุรกิจนั้นได้รับผลประโยชน์มากน้อยเพียงใด หรือมีที่ยืนหรือไม่

การทำธุรกิจบางกลุ่ม เป็นการทำผลกำไร โดยไม่แยแสต่อสังคม

การมีธรรมาภิบาลของธุรกิจ ที่มีจริยธรรม ต้องมีการดำเนินการที่ไม่ให้ผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นแล้วไปสร้างเคราะห์กรรมให้แก่สังคมอย่างที่ผ่านมา

สัมมาทิฐิ = การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ชัดเจน สังคมไม่เกิดการแตกแยก เกิดสัมมาปฏิบัติในสังคมไทยต่อไป