เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้ไปร่วมงานทำบุญครบ 100 วันที่เสียชีวิตของคุณย่า ที่ จ.กาญจนบุรี เวลาผ่านไปค่อนข้างเร็วพอสมควร ไม่ทันไรก็ครบ 100 วันแล้ว มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และในวันงานก็ได้ฟังข่าวคราวทั้งดีและไม่ดี บางเรื่องก็หดหู่อย่างน่าใจหาย ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเกิดในบรรยากาศที่ผ่านงานศพมาแล้วถึง 100 วัน

ญาติๆ มารวมตัวกันอย่างมากมายเช่นเดิม ข่าวตามกระแสการเมืองจากเหล่าทัพต่างๆ การวิเคราะห์ในมุมมองของภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ รวมไปจนถึงชาวบ้านร้านช่อง ก่อให้เกิดการชุมนุมในมุมต่างๆ ตามสไตล์ของแต่ละกลุ่ม เป็นอันให้กังวลว่าอาจจะมีการประกาศเคอร์ฟิวส์กันกลางวัดได้

ในช่วงที่แอบกังวลอยู่นั้นเอง ก็ได้ยินเสียงการสั่งงานทางโทรศัพท์ที่คุ้นหูมาเกือบตลอดชีวิต ถึงเรื่องคดีปล้นร้านทองที่ จ.แพร่ ที่เกิดในระหว่างการเดินทางมาของหัวหน้าสถานี เป็นการสั่งให้สืบค้นผู้ต้องหาที่มีเพียงภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดลางๆ ในลักษณะที่สวมหมวกไอ้โม่งคลุมมิดชิด และร่องรอยของรุ่นรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะเพียงเล็กน้อย นึกสงสัยอยู่ในใจว่าหลักฐานเพียงแค่นี้ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะหาตัวคนร้ายได้อย่างไร จากประชากรที่มีอยู่อย่างมากมายเช่นนี้ ช่วงบ่ายหลังเสร็จงานก็มีโอกาสได้เยี่ยมเยียนญาติๆ รวมไปถึงบรรดาย่าๆ ในละแวกนั้น ที่เป็นพี่น้องกับย่าที่เสียไปและเป็นผู้ที่เลี้ยงดูบุพการีมาตั้งแต่วัยเยาว์

เช้าวันรุ่งขึ้น ก็ได้รับข่าวที่น่าใจหายไม่น้อยว่า บ้านย่าที่เพิ่งไปเที่ยวหามานั้นถูกขโมยขึ้น ปกติแล้วจากสภาพโดยทั่วๆ ไปก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นบ้านที่มีฐานะร่ำรวยมากเท่าใด เพราะอยู่ในชนบท แต่ด้วยความที่มีญาติๆ มาเยี่ยมเยียน เจ้าหัวขโมยคงคิดว่าน่าจะมีอะไรพอให้ได้ติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง ก็ปรากฎว่าได้เงินไปกว่า 2 หมื่นบาท พร้อมสร้อยคอทองคำอีก 8 บาท มูลค่าสินทรัพย์ที่หายไปทั้งหมดก็เข้าหลักแสน แต่จากการพิสูจน์หลักฐานกลับไม่ปรากฎร่องรอยการงัดแงะใดๆ ไม่มีการรื้อค้น ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เหมือนทรัพย์สินเหล่านั้นอันตรธานไปเฉยๆ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่น้อย

ระหว่างตรวจสอบลายนิ้วมือเพื่อพิสูจน์หลักฐานอยู่นั้น นายตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ท่านหนึ่ง ได้เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางสายตากังวลใจของเหล่าญาติๆ ของเจ้าทุกข์ที่พอทราบข่าวก็แห่กันมาเต็มบ้านว่า เหตุการณ์นี้คล้ายกับคดีที่ปิดไม่ลงเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกันนี้ ถึงแม้จะตามจับตัวคนร้ายไม่ได้ แต่จากเหตุการณ์นี้จึงสันนิษฐานตัวคนร้ายได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าเจ้าตัวจะยอมรับหรือไม่เท่านั้น

หลายๆ คนสงสัยในการสรุปคดีอย่างง่ายดายของนายตำรวจผู้นี้ โดยเฉพาะเจ้าทุกข์ที่ต้องย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์ในอดีตอันนมนาน พร้อมกับทำสีหน้าตกใจแล้วหันไปคว้าไม้ที่อยู่ใกล้มือมาถือไว้อย่างกระชับ สายตาแสดงถึงความเกรี้ยวโกรธอย่างรุนแรง คุณย่าวัย 72 กำไม้ในมือแน่นแล้วหันไปเงื้อไม้ในมือใส่นายตำรวจผู้นั้น

“เจอแล้ว‘เจ้าตัวดี’ แหม! ตอนนั้นตีแทบตายไม่ยอมรับ ขโมยเงินไปตั้ง 10 บาท คราวนี้ถ้าเอ็งตามเอาเงินมาคืนไม่ได้ ข้าจะให้เอ็งใช้แทน”

หมายเหตุ  นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และปัจจุบันก็ยังไม่ได้ตัวคนร้าย ซึ่งคาดว่าจะเป็นสมาชิกในบ้านนั้นนั่นเอง