.

อาจารย์แมนดิ วูดรัฟฟ์ ตีพิมพ์เรื่อง 'The linke betweeen wealth and suicide is impossible to ignore' = "เป็นไปไม่ได้ที่จะละเลยความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่ง (ฐานะการเงิน) กับการฆ่าตัวตาย"

.

= "อยู่ใกล้คนรวย_อาจทำเราเศร้า (เพิ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย)" ทางเว็บไซต์ BusinessInsider, ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

.

ทีมวิจัยจากธนาคารกลางซาน ฟรานซิสโก ทำการศึกษาข้อมูลจากศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ซึ่งทำการสำรวจทั่วประเทศในปี 1990/2533

.

ผลการศึกษาพบว่า คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน 10% เพิ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย (to commit suicide) = 4.5%

ปรากฏการณ์ นี้พบบ่อยในหมู่คนรวยด้วยกัน (high-earning individuals) ก็จริง ทว่า... กลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงสุดเป็นคนจนที่อยู่ท่ามกลางคนรวย

.

เช่น คนมีรายได้น้อย (low-income people) ที่อยู่ท่ามกลางคนรวย (the wealthy)

.

เส้นความทุกข์ยาก (misery benchmark) จากการศึกษานี้คล้ายกับเส้นความยากจนทางการเงิน คือ

  • คนที่มีระดับรายได้ต่ำกว่านี้ ถือว่า ยากจน
  • คนที่มีระดับรายได้สูงกว่านี้ ถือว่า ไม่ยากจน

.

การศึกษานี้พบว่า รายได้ต่ำสุดที่จะทำให้มีความสุขทางการเงิน (financial happiness) = มีเงินพอที่จะ "ลืมตาอ้าปาก" ได้คล่องคอ หรือ "ฐานะดี" (ปานกลางค่อนข้างรวยขึ้นไป) ในสหรัฐฯ เท่ากับ... (คิดที่ 30.69 บาท/ดอลลาร์ฯ)

  • = 75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี
  • = 2,301,447.62 บาท/ปี
  • = 191,787 บาท/เดือน
การศึกษานี้พบว่า เส้นความทุกข์ยาก (misery benchmark) = ถ้ามีเงินต่ำกว่าระดับนี้ จะมีเงินไม่ค่อยพอใช้ = "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" = "ยากจน" เท่ากับ ... (คิดที่ 30.69 บาท/ดอลลาร์ฯ)
  • = 34,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี
  • = 1,043,322.92 บาท/ปี
  • = 86,943.57 บาท/เดือน


.

ความเสี่ยงฆ่าตัวตายมีความสัมพันธ์กับฐานะทางการเงินดังนี้
  • ต่ำกว่าเส้นความทุกข์ยาก > เพิ่มเสี่ยง 50%
  • สูงกว่าเส้นความทุกข์ยาก แต่ต่ำกว่าเส้นฐานะดี > เพิ่มเสี่ยง 10%
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างฆ่าตัวตายได้แก่

.

(1). ที่อยู่อาศัย

.

คนจนที่อยู่ท่ามกลางคนรวยเสี่ยงฆ่าตัวตายมากกว่าคนที่จนที่อยู่ท่ามกลางคนฐานะปานกลาง หรือคนจนด้วยกัน

.

กลไกที่เป็นไปได้ คือ สังคมที่มีคนรวยอยู่มากมักจะมีค่าครองชีพ (cost of living) สูงขึ้น เช่น ค่าหมอ-ค่ายา ค่าบ้าน-ค่าเช่าที่พัก ฯลฯ

.

(2). ภาวะตกงาน

.

คนที่ตกงานเพิ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย 72% เมื่อเทียบกับคนที่กำลังมีงานทำ

.

คนที่เกษียณแล้ว (retirees) และคนที่กำลังจะเกษียณ (people on leave from work) เพิ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย

.

.

คุณอาผู้เขียนเล่า ให้ฟังว่า นายทหารท่านหนึ่งทำใจตอนเกษียณใหม่ๆ ไม่ได้... เช้าขึ้นมาก็แต่งเครื่องแบบขับรถไปที่ทำงาน แล้วขับกลับ เป็นอย่างนี้อยู่นานกว่าจะทำใจได้

.

การเกษียณงานเป็น "ความเครียด" อย่างหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะท่านที่มี "ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข" จากการทำงานสูง เปรียบคล้ายกับการ "ตก(จาก)สวรรค์"

.

การเตรียมตัวเกษียณ อย่างสง่า เช่น ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ หางานพิเศษ หรืองานอดิเรกที่ชอบหลังเกษียณไว้ล่วงหน้า (เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นกับน้องหมา) ฯลฯ น่าจะช่วยให้เราทำใจ "เกษียณ" ได้ดีขึ้น

.

อาจารย์จิตแพทย์ท่านหนึ่งเล่าว่า คนไข้ท่านหนึ่งบ่นจะฆ่าตัวตาย เพราะมีเงิน 20 ล้านเท่านั้นเอง... ที่อยากฆ่าตัวตาย เพราะไปเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่มีเงิน 200 ล้าน

.

.

กล่าวกันว่า "การเปรียบเทียบ (comparison)" ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อ(ความ)ทุกข์ในโลก

.

เฉพาะผู้มีใจสูงมากเป็นพิเศษเท่านั้นที่จะยินดี หรือชื่นชมกับ "ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข" ของคนอื่นแบบ "มุทิตา" ได้ เช่น ท่านผู้ที่พิจารณากรรมและผลของกรรมเป็นประจำ ฯลฯ

.

การเปรียบเทียบมักจะนำไปสู่ความอิจฉาริษยาในคนส่วนใหญ่

.

พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่ชอบเปรียบเทียบเด็กๆ เช่น เปรียบเทียบพี่กับน้อง ฯลฯ มักจะทำให้ฝ่ายหนึ่งได้หน้า อีกฝ่ายหนึ่งเสียหน้า และเพิ่มเสี่ยงต่อการแตกความสามัคคี อิจฉาริษยากันในระยะยาว

.

.

วิธีที่น่าจะดี คือ

.

(1). หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ เช่น ไม่พูดว่า "น้องกอไก่เก่งกว่าน้องขอไข่", พูดชมทั้งสองคนในแต่ละด้าน เช่น "น้องกอไก่ขยันทำการบ้าน", "น้องขอไข่ขยันกวาดบ้าน" ฯลฯ

.

(2). ฝึกชมการกระทำให้มากกว่าชมบุคคล เช่น ถ้าเห็นน้องกอไก่ขยันทำการบ้าน... ให้ฝึกชมว่า "ดีนะ... ขยันทำการบ้านจัง", ถ้าเห็นน้องขอไข่ขยันกวาดบ้าน... ให้ฝึกชมว่า "ดีนะ... ขยันกวาดบ้าน"

.

การไม่ระบุบุคคลมีข้อดี คือ ถ้าคนอื่นทำแบบนี้ก็จะได้รับคำชม ทำให้คนอื่นอยากทำอะไรดีๆ บ้าง

.

หน่วยงานที่ชอบเชิดชูคนดี... บ่อยครั้งทำให้คนดีโดดเดี่ยว (ดีไม่ดีทำให้กลายเป็นคนที่น่าหมั่นไส้)

.

.

เพราะคนที่เหลือมัก จะรู้สึกว่า มีคน "บางคน" เท่านั้นที่ "ทำดีแล้วได้ดี"... คนอื่นทำไปก็ไม่ได้ดี เช่น ไม่ใช่คนของนาย ฯลฯ... เลยไม่อยากทำดี

.

วิธีที่น่าจะดี คือ

.

(1). ฝึกชมทีมงานหรือกลุ่มคนทำงาน(คนหลายๆ คน) แทนการชมบุคคล (คนเดียว)

.

(2). หลีกเลี่ยงการทำคนคนเดียวให้เป็นฮีโร่ หรือเลิศไปหมดทุกด้าน... ส่งเสริมให้กลุ่มคนที่ร่วมกันทำดีแทน

.

(3). ชื่นชมการกระทำแทนการชมบุคคล

.

เพราะน่าจะทำให้คนในหน่วยงานอยากทำดี "ร่วมกัน" มากขึ้น

.

.

กล่าวกันว่า พื้นฐานความสามัคคีอย่างหนึ่งในสังคมญี่ปุ่น คือ คนรวยส่วนใหญ่ไม่ค่อยอวดรวยเหมือนกับชาติอื่นๆ

.

คนญี่ปุ่นนิยมแต่งกายคล้ายๆ กัน เช่น ใส่เสื้อนอกหรือชุดทำงานของบริษัทไปทำงาน ฯลฯ ทำให้คนในหน่วยงานสามัคคีกันดี

.

คนรวยมีส่วน "ช่วยชาติ" ได้ด้วยการ "ไม่อวดรวย"... ทำตัวให้เรียบ ง่าย ประหยัด จะช่วยลดปัญหาในสังคมได้แยะ เช่น การปล้น จี้ ฆ่า อิจฉาริษยา เกลียดชังกัน ฯลฯ

.

รัฐบาลมีส่วนช่วยลดปัญหาในสังคมได้ด้วยการส่งเสริมการศึกษา ซึ่งจะทำให้คนมีงานทำตลอดชีวิต

.

.

สาขาที่ควรเพิ่ม คือ สาขาที่จบมาแล้วมีงานทำ เช่น หมอฟัน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล นักบัญชี นักบิน วิศวกร-สถาปนิกบางสาขา หมอฝังเข็ม ฯลฯ

.

ถ้าส่งเสริมสถาบันที่สอนด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เช่น ม.รามฯ, ม.ราชภัฎ, ม.ราชมงคล ให้ร่วมมือกับโรงพยาบาล ผลิตหมอฟัน-พยาบาล-ผู้ช่วยพยาบาล-หมอฝังเข็ม... จะทำให้เด็กๆ มีความหวัง มีความสุข ลดโรค "เศร้า-เหงา-เซง-ฆ่าตัวตาย" เพราะจบมาแล้วมีงานทำ

.

ควรลดการผลิตสาขาที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ เพราะจะเพิ่มเสี่ยงต่อความฟุ้งซ่าน ปั่นป่วน การเมืองไม่นิ่ง

.

และอย่าลืม... หลีกเลี่ยงการมีบ้าน-ที่พัก หรือเช่าบ้านในเขตคนรวย (ถ้าเป็นไปได้) เพื่อป้องกันโรค "ซึม-เศร้า-เหงา-เซง" และโรคฆ่าตัวตาย

.

ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

.

> [ Twitter ]