ประมาณ ๕ ทุ่มของคืนวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕ ผมนั่งเขียนงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ถัดจากนั้นไปข้างหน้าประมาณหนึ่งวากว่าๆ เป็นหน้าจอทีวีที่เปิดไว้เป็นเพื่อนใจของชายชรา หลายวัน (เกือบสองเดือน) มาแล้วที่คิดจะเขียนอะไรบางอย่าง แต่เขียนไม่ออก คืนนี้จึงตั้งใจว่า หากไม่ได้หนึ่งหน้าก็ไม่ต้องนอน ระหว่างนั้นรายการหนึ่งแพร่ภาพออกอากาศ จากที่เบาเสียงเพราะไม่ต้องการเสียงที่เราสนใจ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการเปิดเสียงเพื่อแข่งกับเสียงรถถนนพหลโยธิน รายการนี้ได้เชิญหลวงพ่อทวีศักดิ์ มาเป็นวิทยากร และพ่อเสือมเหศวร ผู้สร้างตำนานเสือของประเทศไทย
ผมต้องวางงานเขียนลง เพื่อฟังถ้อยคำจากหลวงพ่อทวีศักดิ์ ผมรู้สึกตัวว่า ดูเหมือนผมจะชอบเรื่องนี้จนเกินเหตุ จึงทำให้ผมใจจดใจจ่อกับสิ่งที่ได้รับฟัง และฟังไม่เบื่อเลย การดูกิริยาท่าทางเพื่อพิจารณาว่าสิ่งที่พลวงพ่อพูดออกมานั้นมีความจริงจากประสบการณ์เพียงใด แน่นอนว่า ด้านบนของหน้าจอโทรทัศน์ยังคงมีอักษรเตือนสติคนดูว่า โปรดใช้วิจารณญาณในการชม ผมไม่สนใจกับนัยของข้อความนั้นอีกแล้ว เพราะมันมีสิ่งที่ทำให้ผมได้คิดคือถ้อยคำ เรื่องราว อุปกรณ์ ตลอดถึงการเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างที่ได้เรียนรู้มา (แค่รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น เขาเล่ามาว่าอย่างนี้ เป็นต้น)
สิ่งที่ผมคิดคือ คนสมัยก่อนนั้น ยึดมั่นในสัจจะเป็นหนักหนา เป็นคนเอาจริงเอาจังอย่างเด็ดขาด ขณะนี้ทำให้ผมนึกถึงหลวงพ่อสงฆ์ จนฺทสโร แห่งวัดศาลาลอย (วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย) จังหวัดชุมพร ผู้มีวาจาสิทธิ์ และพ่อท่านคล้าย จังหวัดนครศรีธรรมราช สิ่งที่ทำให้ผมคิดคือ การพูดเล่น หรือตลกคนองใดๆ ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับสัจจะวาจา สำหรับหลวงพ่อทวีศักดิ์ เท่าที่ฟังจากท่าน หากใครขออะไรท่านให้หมด ตอนหนึ่งที่ท่านพูดถึงรถราคาเจ็ดล้าน ท่านก็ให้เขาหมด ท่านบอกว่า เราเกิดมาตัวเปล่า อย่างไรก็ตาม นอกจากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความเชื่อซึ่งไม่ใช่ความจริง แต่หลวงพ่อทวีศักดิ์กลับได้พบความจริงในความเชื่อ ดูเหมือนท่านจะบูชาพระคุณของพ่อแม่เป็นอย่างยิ่ง ท่านบอกว่า อังสะที่ท่านสวมใส่อยู่นั้นคือผ้าถุึงของพ่อแม่ ทำให้ผมคิดว่า ผ้าถุงของพ่อแม่ (อาจจะเป็นผ้าของพ่อและผ้าถุงของแม่ โดยเฉพาะผ้าถุงของแม่นั้น ตามความเชื่อหากใครได้เก็บไว้บูชาระลึกถึงคุณของแม่ เขาจะรอดพ้นจากอะไรบางอย่าง) คือสัญลักษณ์สื่อถึงพ่อและแม่ คนที่ออกทะเล เช่น เรืออวนลาก รืออวนซั้ง บางคนจะสักยันต์พ่อแม่ติดไว้ที่บ่า กรณีนี้สื่อถึงอะไรบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมรับรู้คือ พลังจากจิตของคนเล่นของจะเข้มแข็งมาก ผมไม่แน่ใจว่า สอดคล้องกับข้อความนี้หรือไม่ ข้อความนี้คือ "มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติวา กโรติวาฯลฯ แปลว่า ใจเป็นสภาพถึงก่อน ใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วที่ใจ บุคคลมีใจผ่องใส จะกล่าวหรือกระทำ ความสุขย่อมติดตามตัวเขาเหมือนเงาตามตัว และอีกบทหนึ่งที่ว่า เมื่อคนมีใจประทุษร้าย จะกล่าวหรือกระทำ ความทุกข์ย่อมติดตามตัวเขาเหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าของโค" ข้อสรุปของเนื้อความนี้คือ ใจนั้นยิ่งใหญ่นัก
โลกใหม่บนฐานคิดแบบสสารนิยม ปฏิเสธความมีอยู่ของจิต สสารนิยมคือฐานคิดของวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งก็กำลังก้าวเข้าไปสู่โลกของจิตแล้ว แต่น่าเสียดายที่เราห่างไกลอำนาจทางจิตนี้มานาน จริงๆแล้วพลังทางจิตนั้นได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ผมมานั่งคิดว่า ศีล ๕ ของชาวพุทธ บัญญัติ ๑๐ ประการของชาวยิวและคริสต์ ตลอดถึงหลักปฏิบัติและความเชื่อของมุสลิม คือการรักษาสัจจะ เมื่อใจมีพลังแห่งสัจจะ ทุกอย่างมันสำเร็จได้ที่ใจ
ตอนสุดท้ายของรายการ พิธีกรนมัสการให้หลวงพ่อทวีศักดิ์ฝากอะไรบางอย่างให้ชาวไทยที่ดูรายการอยู่ มีจริยธรรมเปรียบเทียบชุดหนึ่งที่ผมปั่นจักรยานใคร่ครวญมาที่ทำงานเมื่อเช้านี้ ข้อความคือ "ในถาดใบหนึ่งมีผลไม้หลากหลาย แต่ผลไม้นั้นจะมีทั้งผลไม้ดีและผลไม้ไม่ดี การที่เราจะเลือกกิน เราควรเลือกกินผลไม้ที่ดี ส่วนผลไม้ที่เสียให้เราทิ้งไป" และคำอธิบายที่น่าสนใจอีกจำนวนหนึ่ง ผมนึกถึงกลอนเพลงที่ร้องโดยกลุ่มดอกไม้คุณธรรมเหมือนกว่าสิบปีมาแล้ว คือเพลงที่ขึ้นต้นว่า เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลยฯลฯ" เพลงนี้เข้าใจว่า เป็นบทกลอนที่เขียนโดยหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ อย่างไรก็ตาม ทำให้ผมคิดว่า เป็นความจริงกับการอยู่ในองค์กร เราต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก และแต่ละคนก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ที่เห็นได้ชัดอย่างน้อยลายเส้นบนนิ้วหัวแม่มือ เมื่อความคิดแตกต่างกัน ความขัดแย้งจะเกิดจากการถือเอาความคิดของตนเป็นใหญ่ ให้นึกถึงโลกธรรม ๘ ประการ คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ อันนี้เป็นเรื่องของโลก คนในองค์กรที่ไม่พอใจกับการกระทำของคนที่เราไม่พอใจ ก็จะเสาะหาแต่เรื่องที่ไม่ดีของคนที่เราไม่พอใจออกมาเล่าสู่ เปิดเผย และประกาศ ให้คนอื่นได้รับรู้ คนที่ถูกเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับความไม่ดีของตนจะรู้เดือดแค้นเพียงเพราะคิดว่าตนมีตัวตน จึงกระทำตอบต่อคนที่เปิดเผยสิ่งไม่ดีของตน ความขัดแย้งก็เกิดในองค์กรในเวลาต่อมา และการทำงานอย่างไม่เป็นสุข คำของหลวงพ่อทวีศักดิ์เกี่ยวกับการเลือกกินผลไม้ดี จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะลำพังแต่ตัวเราเอง เราแน่ใจหรือว่าเราคือคนดีสมบูรณ์แบบ ความดีนั้นอาจแยกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ๆ คือ ความดีโดยธรรมชาติ และความดีที่ขึ้นกับเกณฑ์สังคม (สิ่งที่เราเรียกว่าชั่วก็เช่นกัน) ข้อสรุปในใจของผมคือ เราจะเืลือกกินผลไม้ที่ดีหรือว่าผลไม้ที่เสีย ถ้าเราเลือกกินผลไม้ที่ดี ผลไม้ที่ดีจะก็สร้างสิ่งที่ดีให้กับตัวเรา ในทางวิทยาศาสตร์นั้นผมไม่ทราบว่าผลไม้ที่ดีจะสร้างเซลที่ดีหรือไม่ แต่เข้าใจว่าน่าจะใ้ช้ เกี่ยวกับความคิด ความเชื่อ ความรู้ หากเราเลือกสิ่งที่ดี ความคิด ความเชื่อ ความรู้ของเราก็จะดีด้วย ในองค์กรและบรรยากาศการทำงานนั้นมีผลไม้ดีให้เลือกกินมากมาย เราจะปล่อยให้ผลไม้ดีหายไปกับกาลเวลาได้อย่างร จึงขอจบด้วยบทสวดมนต์ที่เคยสวดมาเมื่อหลายปีก่อนว่า สุวิชาโน ภวํ โหติ ทุวิชาโน ปราภโว แปลว่า ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ ผู้รู้ชั่วเป็นผู้เสื่อม