
ดร.ฤทธิชัย แกมนาค หัวหน้าสาขาวิชารัฐศาสตร์
มจร.ห้องเรียนวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย
บทคัดย่อ
ด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันที่มีค่าครองชีพสูง มีรายจ่ายมากขึ้นแต่ขณะเดียวกันรายได้กลับเท่าเดิมทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาใช้จ่ายให้เพียงพอในการดำเนินชีวิต ครั้นจะไปกู้ธนาคารก็มีขั้นตอนยุ่งยาก ดังนั้นทางเลือกของการที่จะได้เงินมาโดยไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมากคือ ยอมเป็นหนี้นอกระบบ
การกู้เงินรายย่อยนอกระบบ หมายถึง การกู้เงินจากบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ สถาบันที่ตั้งขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เงินกู้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท
สาเหตุของการเป็นหนี้ การเป็นหนี้มักเกิดจากสาเหตุใหญ่ ๓ ประการ คือ๑) ยืมเงินมาใช้ในสิ่งจำเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น๒) ยืมมาลงทุน๓) ยืมมาใช้จ่ายไม่จำเป็น
การเป็นหนี้นอกระบบของชาวบ้านนั้นมีลักษณะเป็นวงจร นอกจากชาวบ้านจะกู้เงินจากสถาบันการเงินในระบบแต่ละแหล่ง เพื่อนำไปสู่การลงทุนในการผลิตหรือการค้าแล้ว ยังเป็นการนำเงินกู้จากการเงินในระบบไปใช้หนี้ในสถาบันการเงินหรือแหล่งเงินนอกระบบอีกแห่งหนึ่ง
การเกิดปัญหาใช้เงินฉุกเฉินเกิดขึ้นกับชาวบ้านทั่วไปที่โดยมากแล้วไม่ได้ มีเงินออมเก็บไว้มากพอ หรือไม่รู้วิธีที่จะจัดการบริหารการใช้จ่ายเงินอย่างไรให้เหมาะสม ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาต้องใช้เงินรีบด่วน ชาวบ้านไม่สามารถที่จะใช้เงินกู้ในระบบที่เป็นการกู้ในระยะยาวหนึ่งปีได้ เนื่องไม่เข้าใจในระบบราชการ ว่าต้องมีเอกสารอะไรบ้าง จึงเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับชาวบ้านชั่วไป จึงต้องหันมาสู่การกู้เงินนอกระบบแทน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนหลักการแสวงหาทรัพย์ตามหลักทางพระพุทธศาสนา อาทิเช่นทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ เป็นหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสที่ทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินหรือโภคทรัพย์ไว้อย่างครบวงจร เพื่อสร้างสมดุลแก่ชีวิตหลายเรื่องอย่างเช่น หลักการสร้างประโยชน์หรือความสุข จัดว่าเป็น “ หัวใจเศรษฐี” ที่เราเอามาย่อว่า อุ อา กะ สะ
หลักการบริหารทรัพย์ที่หามาได้ตามหลักทางพระพุทธศาสนา อาทิเช่นโภควิภาค ๔ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสหลักธรรมที่ว่าด้วยการใช้จ่ายทรัพย์
หลักการใช้ทรัพย์ที่หามาได้ตามหลักทางพระพุทธศาสนา อาทิเช่น โภคอาทิยะ ๕ ประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์หรือเหตุผลที่อริยสาวกควรยึดถือ ในการที่จะมีหรือครอบครองโภคอริยสาวกแสวงหาโภคทรัพย์มาได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยทางสุจริตชอบธรรมแล้ว
หลักการการรักษาทรัพย์ตามหลักทางพระพุทธศาสนา พุทธองค์ทรงสั่งสอน เหตุที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่งดำรงอยู่ได้นาน ๔ ประการ ๑) ของหาย รู้จักเสาะแสวงหาคืนมา๒) ของเก่าของชำรุด รู้จักบูรณะซ่อมแซม ๓) รู้จักประมาณความพอดีในการกินการใช้๔) พ่อบ้านแม่บ้านเป็นผู้มีศีลธรรม นอกจากนี้ทรงสั่งสอนความสุขของคฤหัสถ์ ๔ ความสุขของชีวิตครองเรือนที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย ๑. สุขเกิดจากความมีทรัพย์ ๒. สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ ๓. สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ ๔. สุขเกิดจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ
การแก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบ ที่ได้ผลควรเริ่มที่การแก้ไขปัญหาการภาวะเงินขาดมือในการค้าย่อย จำเป็นที่จะคิดกันในด้านของการสร้างกองทุนให้กู้แก่การค้าย่อย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อยและย่อยมาก สามารถที่จะกู้ได้แม้ว่าเป็นการกู้รายวัน ลักษณะการสร้างกองทุนหรือสถาบันการเงินในระบบเช่นนี้ อาจจะปรับปรุงได้จากแนวคิดของ ธนาคารกรามีน โดย โมฮัมหมัด ยูนุส ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้ารายย่อย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวก
๑.เกริ่นนำ
ด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันที่มีค่าครองชีพสูง มีรายจ่ายมากขึ้นแต่ขณะเดียวกันรายได้กลับเท่าเดิม ทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาใช้จ่ายให้เพียงพอในการดำเนินชีวิต ครั้นจะไปกู้ธนาคารก็มีขั้นตอนยุ่งยาก ดังนั้นทางเลือกของการที่จะได้เงินมาโดยไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมากคือยอมเป็นหนี้นอกระบบ โดยกู้เงินมาจากนายทุนเงินกู้ที่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงและปัญหาที่ตามมาก็คือ การทวงเงินของบรรดาเจ้าหนี้เหล่านี้ใช้วิธีการที่ทารุณโหดร้าย
มนุษย์ทุกคนหากกินใช้เท่าที่มี พึงได้ รู้จักมักน้อยสันโดษ รู้จักพอ ใช้จ่ายทรัพย์อย่างพอเพียง ไม่ใช้เกินตัวประมาณ การกินใช้เกินจากสิ่งที่เราพึงมีพึงได้ จะไม่บังเกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าจะมีควรจัดเป็นวาระพิเศษ เช่น เมื่อเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉิน ประสบอุบัติเหตุ เป็นต้น เมื่อเกิดสภาการณ์ดังกล่าว บางคนจำเป็นต้องกู้หนี้ แม้จะรู้ว่า การเป็นหนี้นั้นเป็นทุกข์ ดังปรากฏในพุทธภาษิตคำสอนว่า อิณา ทานัง ทุกขัง โลเก การเป็นหนี้ เป็นทุกข์ในโลก[1] นอกจากนี้พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องความสุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง มีปรากฏในความสุขข้อ ๓ ว่า ความสุขอันเกิดจากการไม่เป็นหนี้ การเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ล้วนนำมาซึ่งความทุกข์ การไม่เป็นหนี้ย่อมนำมาซึ่งความสุข ผู้ฉลาดในการครองชีวิตตามแนวทางพุทธ จะไม่เป็นหนี้แม้แต่น้อย เมื่อจะซื้อสิ่งใด ควรซื้อด้วยเงินสด ไม่ควรซื้อเงินผ่อน เพราะการซื้อเงินผ่อนนั้น คือ การยอมรับสภาพของลูกหนี้ต่อเนื่อง จนกว่าจะผ่อนหมด
การเป็นหนี้เปรียบเสมือนเป็นบาปวิบากกรรมอกุศล ย่อมส่งผลให้เดือดเนื้อร้อนใจในภายหลัง ตลอดทั้งหนี้กู้ยืม ที่มีดอกเบี้ย นับเป็นภาระเสี่ยงภัยกับความไม่แน่นอน ในการหามาจ่ายคืน เป็นการเอารายได้ในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน มักจะเกิดปัญหามากมายตามมา การกู้หนี้ล้วนเป็นเรื่องทุกข์ทั้งนั้น
๒. หนี้
๒.๑. ความหมายของหนี้
หนี้ น. เงินที่ผู้หนึ่งติดค้างอยู่จะต้องใช้ให้แก่อีกผู้หนึ่ง, หนี้สิน ก็ว่า; (กฎ) นิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งแต่ ๒ ฝ่ายขึ้นไป ซึ่งฝ่ายหนึ่งเรียกว่า เจ้าหนี้ มีสิทธิที่จะบังคับบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า ลูกหนี้ ให้กระทําการหรือ งดเว้นกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่ง. (อ. obligation); โดยปริยายหมายถึง การที่จะต้องตอบแทนบุญคุณเขา[2] .
การกู้เงินรายย่อยนอกระบบ หมายถึง การกู้เงินจากบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ สถาบันที่ตั้งขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เงินกู้ในวงเงินครั้งละไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท[3]
การกู้ยืมเงินกันเองของประชาชนหรือหนี้นอกระบบ มีกฎหมายดูแลและควบคุมเรื่องการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราอยู่ฉบับหนึ่งคือ มีพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้กำหนดโทษทางอาญาไว้ด้วย ตามความในกฎหมายที่ว่า
มาตรา ๓ บุคคลใด
(ก) ให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ
(ข) เพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราท่านบัญญัติไว้ในกฎหมายบังอาจกำหนดข้อความอันไม่จริงในเรื่องจำนวนเงินกู้หรืออื่น ๆ ไว้ในหนังสือสัญญา หรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้ หรือ
(ค) นอกจากดอกเบี้ย ยังบังอาจกำหนดจะเอา หรือรับเอา ซึ่งกำไรอื่นเป็นเงินหรือสิ่งของหรือโดยวิธีเพิกถอนหนี้ หรืออื่น ๆ จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม
ท่านว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[4]
๒.๒. ประเภทของหนี้ หนี้สามารถแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท ดังนี้[5]
๑) หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค
- เป็นหนี้ที่ทำให้การใช้จ่ายมีสภาพคล่อง
- เป็นหนี้ที่ไม่ให้เกิดรายได้
- เป็นหนี้ที่ชำระคืนได้ยาก
๒) หนี้เพื่อที่อยู่อาศัย
- เป็นหนี้ที่มีมูลค่าสูงและมีความผูกพันระยะยาว
- เป็นหนี้ที่ชำระคืนได้ยาก
๓) หนี้เพื่อการลงทุน แบ่งเป็น
- หนี้เพื่อการศึกษา เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต
- หนี้เพื่อการทำธุระหรือประกอบอาชีพ
๒.๓. สาเหตุของการเป็นหนี้ การเป็นหนี้มักเกิดจากสาเหตุใหญ่ ๓ ประการ คือ
๑) ยืมเงินมาใช้ในสิ่งจำเป็น เรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้กับทุกคน เช่น อุบัติเหตุเจ็บป่วย ไฟไหม้บ้าน หากเงินไม่พอ คนเราก็ต้องยืมหรือกู้มาใช้จ่าย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
๒) ยืมมาลงทุน คนที่ทำธุรกิจอาจกู้เงินมาดำเนินการถ้าไม่กู้ก็เป็นคนที่ไม่แสวงหาความเจริญทางธุรกิจ การเป็นหนี้แบบนี้ถือว่าจำเป็นก็ได้ ไม่จำเป็นก็ได้
๓) ยืมมาใช้จ่ายไม่จำเป็น คนบางคนมีนิสัยฟุ่มเฟือย อยากโก้ อยากอวดว่าตัวมั่งมี (ทั้งที่ไม่ค่อยมี) เช่น ซื้อของราคาแพง ใช้จ่ายเกินอัตภาพของตนการเป็นหนี้ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตามล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น เพราะเมื่อเป็นหนี้ย่อมเกิดความรู้สึกกังวลกลัวว่าใช้หนี้ไม่ทันแล้วจะถูกยึดบ้านยึดทรัพย์สิน ส่วนการเป็นหนี้เพราะการฟุ้งเฟ้อนั้นเป็นเรื่องน่าเศร้า แทนที่จะอยู่ตามฐานะกลับต้องมาวิตกกังวลเนื่องจากเป็นหนี้ เห็นตนอื่นหรูหราก็อยากเป็นเหมือนเขา คนแบบนี้จะไม่มีใครไว้ใจหรือยากร่วมงาน
๒.๔. ปัญหาสำคัญที่ทำให้คนยากจนในชนบทมีหนี้สิน
๑) การล้มละลายของการลงทุนเพื่อการทำมาหากิน โดยเฉพาะการผลิตยุคใหม่ทำให้คนชนบทต้องลงทุนสูง (เช่น ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าดูแลจัดการ) ในขณะที่ผลผลิตตกต่ำ ผลตอบแทนไม่คุ้มกับการลงทุน
๒) ปัญหาเรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เนื่องจากกระแสบริโภคนิยมที่ทำให้คนชนบทหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และ
๓) ลูกหนี้บางส่วนยังมีพฤติกรรม "หมุนหนี้" คือกู้ยืมเพื่อนำเงินจากแหล่งเงินกู้หนึ่งไปใช้คืนแหล่งกู้ยืมอีกแห่งหนึ่งที่เร่งรัดมากกว่า
๒.๕.สาเหตุการกู้เงินนอกระบบ
การเป็นหนี้นอกระบบของชาวบ้านนั้นมีลักษณะเป็นวงจร นอกจากชาวบ้านจะกู้เงินจากสถาบันการเงินในระบบแต่ละแหล่ง เพื่อนำไปสู่การลงทุนในการผลิตหรือการค้าแล้ว ยังเป็นการนำเงินกู้จากการเงินในระบบไปใช้หนี้นอกสถาบันการเงินหรือแหล่งเงินนอกระบบอีกแห่งหนึ่ง เมื่อครบงวดการจ่ายเงิน วงจรนี้หมุนรอบตลอดปีเรื่อยมา โดยที่จะหยุด ณ จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้โดยเด็ดขาด
การกู้จากแหล่งเงินกู้นอกระบบซึ่งมีไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับการกู้หนี้ในระบบ จะเกิดขึ้นในสองลักษณะ ได้แก่ ภาวะเงินขาดมือในการค้าย่อย อาทิเช่น การค้านอกระบบ การเกิดปัญหาใช้เงินฉุกเฉินภาวะเงินขาดมือในการค้าย่อยส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของการค้า เพราะการค้าย่อยซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการค้ารายวันนั้น เป็นการค้าที่ไม่สามารถจะคาดการณ์อะไรได้ การที่จะต้องหมุนเงินในการค้าในรอบที่สั้นมากเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถจะพึ่งการเงินในระบบได้ ดังนั้น จึงต้องหันไปสู่การกู้เงินนอกระบบแทน ผู้กู้เงินนอกระบบลักษณะนี้จะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด
การเกิดปัญหาใช้เงินฉุกเฉินเกิดขึ้นกับชาวบ้านทั่วไปที่โดยมากแล้วไม่ได้ มีเงินออมเก็บไว้มากพอ ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาต้องใช้เงินรีบด่วน อาทิเช่น ต้องซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ของลูกอย่างเร่งด่วนไม่อย่างนั้นลูกไปทำงานหรือไปโรงเรียนไม่ได้ เป็นต้น เมื่อเกิดปัญหาต้องใช้เงินรีบด่วน ชาวบ้านไม่สามารถที่จะใช้เงินกู้ในระบบที่เป็นการกู้ในระยะยาวหนึ่งปีได้ เนื่องจากไม่เข้าใจในระบบราชการ ว่าต้องมีเอกสารอะไรหลายๆอย่าง จึงเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับชาวบ้านชั่วไป จึงต้องหันมาสู่การกู้เงินนอกระบบแทน
ความจำเป็นต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ จึงเป็นความจำเป็นของการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง ผู้กู้และผู้ให้กู้ส่วนใหญ่ก็รับรู้ถึงความจำเป็นนี้ จึงทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์กลายๆ ขึ้นมา ที่ทำให้ผู้กู้เองก็รู้ว่าหากเกิดความจำเป็นในสองลักษณะนี้ พวกเขาจะต้องไป "พึ่ง" ใคร ขณะเดียวกัน ผู้ให้กู้เองก็รู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มาขอกู้เงิน
ส่วนที่ทำเป็นขบวนการ นิยมใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการทวงหนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมชนบท โดยเฉพาะถ้าแหล่งเงินกู้ มาจากผู้อิทธิพลในท้องถิ่นนั้นยกตัวอย่าง เช่น ชาวนาที่มีที่ดินที่นาหลายแปลงเมื่อประสบภาวะขาดทุนจึงจำเป็นต้องหาแหล่งเงินกู้ บรรดานายทุนจะใช้วิธีให้เอาโฉนดที่ดินมาไว้กับตน และให้เงินไปลงทุน และคิดอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง ซึ่งบรรดานายทุนแหล่งเงินกู้นอกระบบเหล่านี้ มักจะเป็นนายหน้าที่รับซื้อข้าวเปลือก จำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีที่เกี่ยวกับการทำนาปลูกข้าว ทำให้เป็นวงจรที่วนไปวนมา เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกันทำให้เกิดภาวะจำยอม เพราะคนในสังคมชนบทไม่ค่อยมีความรู้เรื่องแหล่งเงินกู้ในระบบ สำหรับในเขตของสังคมเมืองแล้วเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรายรับไม่พอกับรายจ่าย และต้องหาวิธีต่อสู้ดิ้นรนให้อยู่ในสังคมเมืองให้ได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งจึงมีกลุ่มของผู้ที่ใช้ช่องว่างของความสัมพันธ์ที่ผู้ขอกู้เป็นคนที่ไม่ค่อย รู้จักใครในพื้นที่ หรือเป็นผู้กู้ที่มีประวัติไม่ดีจนทำให้ผู้ออกเงินกู้ทั่วไปเข็ดไปแล้วไม่ยอมให้กู้อีกต่อไปจึงต้องแสดงหาแหล่งเงินกู้นอกระบบ
๓. แนวทางแก้ปัญหาหนี้ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
หลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีทั้งสำหรับผู้ที่สละบ้านเรือนออกบวชและผู้ที่ยังครองเรือน หลักธรรมสำหรับผู้ครองเรียน เรียกว่า คิหิปฏิบัติ คือคำสอนฆราวาส เริ่มต้นตั้งแต่เด็กขึ้นไป คือหน้าที่ของลูก ของบิดามารดา ของผู้ครองเรือนภรรยาสามี รู้จักให้สิทธิให้อำนาจแก่กันและกัน เห็นอกเห็นใจกัน รู้จักบุญคุณของกันและกัน สนองบุญคุณซึ่งกันและกัน ท่านสอนเบื้องต้นตั้งแต่ฆราวาสเรื่อยขึ้นไป มิใช่ท่านจะสอนให้เราออกบวชให้เราไปมรรคผลนิพพานด้วยกันทั้งหมด
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ชาวโลกมีธรรมะ ให้พวกเราปฏิบัติถูกต้องเท่านั้นเพราะเป็นการนำมาซึ่งความสุขความสบายแก่ตน การอยู่ด้วยกันนับตั้งแต่คนสองคนขึ้นไปต้องปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมจึงจะอยู่อย่างมีความสุขความสบายตามกำลังความสามารถของตน ถ้าพิจารณาต่อไปจะเห็นว่าดีขึ้นมากกว่านั้นอีกคือ คนเราถ้าหากว่าเกิดขึ้นมาเพื่อประกอบอาชีพหาใส่ปากใส่ท้องเพียงอย่างเดียว ด้านจิตใจไม่เจริญมันก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์เดรัจฉานโดยทั่วไป ถึงแม้จะเจริญก้าวหน้ามากทางวัตถุด้วยประการต่าง ๆ ก็ตามเถิด ถ้าหากด้านจิตใจเสื่อมเสียแล้วเรื่องวัตถุที่เจริญนั้นไม่มีประโยชน์เลย มีแต่จะให้โทษทำลายซึ่งกันและกัน การทำมาหากินที่แย่งกันแข่งขันกัน มีแค่นี้แล้วไม่พอทะเยอทะยานหาให้มากขึ้นอีก รวยไม่มีวันพอ จะมีความสุขจากเงินทองที่หามาไหม อีกพวกหนึ่งเขาทำมาหาเลี้ยงปากท้องพอกินพอใช้อยู่ไปวันหนึ่ง ๆ ไม่ต้องหาความร่ำรวยละ ขอให้มีอันอยู่อันกิน ต่างก็จงรักภักดีปรองดองซึ่งกันและกัน ลองคิดดูอะไรจะเป็นสุขกว่ากัน ทางพุทธศาสนาท่านสอนการพัฒนาทางด้านจิตใจไปพร้อม ๆ กันกับทางด้านวัตถุถึงแม้สมัยนี้จะเจริญทางด้านวัตถุไปแล้วก็ตาม ถ้าหากว่าด้านจิตใจจะเจริญไปด้วยพร้อม ๆ กันพวกเราจะยิ่งได้ความสุขยิ่งกว่าปัจจุบันนี้อย่างนับไม่ถ้วนทีเดียว ถ้าหากพวกเราเข้าใจหลักของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแท้จริงแล้ว
ตามหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากจะทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทองในด้านการจัดหา จัดสรรและรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อให้ทรัพย์ที่มีอยู่เพิ่มพูนขึ้น สร้างสมดุลแก่ชีวิตตนเองและเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อส่วนรวมแล้ว พระพุทธองค์ยังทรงแสดงหลักธรรมในด้านที่จะต้องระมัดระวังไว้ เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินที่มีต้องหมดไปอย่างไม่สมควรหลายเรื่องด้วยกัน
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่อง อบายมุข ๖ เพื่อเป็นข้อเตือนใจแก่ผู้มีทรัพย์ทุกท่านได้รับรู้ว่า อบายมุข คือ เหตุย่อยยับแห่งโภคทรัพย์ ซึ่งมี ๖ ประการ ได้แก่
๑. สุราธุตตะ การดื่มสุราของมึนเมา
๒. อิตถีธุตตะ การเที่ยวกลางคืนหรือเป็นนักเลงผู้หญิง
๓. สมชฺชาภิ การดูการละเล่นเป็นประจำ
๔. อักขธุตตะ การเล่นการพนัน
๕. ปาปมิตตะ การคบคนชั่วเป็นมิตร
๖. อาลสฺสานุโยโค การเกียจคร้านการทำงาน
๔. หลักการบริหารจัดการทรัพย์สินตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ในพระพุธศาสนามีหลักคำสอนเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์ที่หามาได้ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกที่คนจะต้องมี หากปราศจากหลักธรรมที่จะกล่าวต่อไปนี้แล้ว ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จในด้านของการดำรงชีวิตที่มีความสุขได้
๔.๑. หลักการแสวงหาทรัพย์ตามหลักทางพระพุทธศาสนา
๔.๑.๑ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินหรือโภคทรัพย์ไว้อย่างครบวงจร เพื่อสร้างสมดุลแก่ชีวิตหลายเรื่องอย่างเช่น หลักการสร้างประโยชน์หรือความสุข จัดว่าเป็น “ หัวใจเศรษฐี ” ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ทีฆชาณุ[6] ที่เราเอามาย่อว่า อุ อา กะ สะ มีคำอธิบาย ดังนี้
๑. อุ ย่อมาจากคำว่าอุฏฐานสัมปทา แปลว่า ขยันหา
๒. อา ย่อมาจากคำว่า อารักขสัมปทา แปลว่า รักษาดี
๓. กะ ย่อมาจากคำว่า กัลยาณมิตตตา แปลว่า มีกัลยาณมิตร
๔. สะ ย่อมาจากคำว่า สมชีวิตา แปลว่า เลี้ยงชีวิตพอเพียง
๑. อุฏฐานสัมปทา แปลว่า ให้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรในการแสวงหาความรู้ หนักเอาเบาสู้ในหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย กิจการทั้งหลายต้องรู้จักรับผิดชอบ โบราณกล่าวว่า ทรัพย์นี้มิไกล ใครปัญญาไว หาได้บ่นาน ทั่วแคว้นแดนดินมีสิ้นทุกสถาน ผู้ใดเกียจคร้าน บ่พานพบนา ซึ่งหมายถึง ทรัพย์สินเงินทองมีอยู่ทุกหนแห่ง ขออย่างเดียวอย่าเกียจคร้านให้ลงมือทำงานทุกชนิดอย่างจริงจังตั้งใจ
๒. อารักขสัมปทา แปลว่าความถึงพร้อมด้วยการความหมั่นรักษา หมายถึง เมื่อได้รับมอบหมายการงานอะไรให้กระทำ หรือเมื่อได้ดำเนินกิจการงานอะไร ไม่ว่าจะเป็นของตนหรือของคนอื่นก็ดี ต้องเป็นคนมีความรับผิดชอบในการงานหรือกิจการนั้น ๆ มิให้บกพร่องต่อหน้าที่ อะไรที่ยังทำไม่ดีก็พยายามทำให้ดี อะไรที่ต้องแก้ไขปรับปรุงให้ดี เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานต้องหมั่นดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่ปล่อยปะละเลย เช่น มีอะไรชำรุดเสียหายก็แก้ไขให้ดี ตลอดไปจนถึงต้องรู้จักรักษาทรัพย์สินเงินทองที่เกิดจากการปฏิบัติงาน เกิดจากการทำมาหากินหรือที่รับผิดชอบอยู่มิให้สูญเสียหรือใช้ไปให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ หรือปราศจากเหตุผลอันสมควรหน้าที่การงานที่กระทำอยู่หรือกิจการส่วนตัวที่ดำเนินอยู่ก็อย่าให้ต้องหลุดมือไปง่าย ๆ เพราะการงานที่ทำแต่ละอย่างไม่ใช่จะหาได้ง่ายนัก ฉะนั้น เมื่อได้การงานใด ๆ แล้ว ก็อย่าทำให้งานที่ทำนั้นต้องหลุดไป นอกจากกรณีที่เราได้งานหรือกิจการใหม่ที่เราพิจารณาเห็นชัดแล้วว่าจะต้องทำให้เราดีกว่าเดิมได้ จึงค่อยพิจารณาเปลี่ยนแปลง ถ้าการงานหรือกิจการที่ดำเนินการอยู่ดีอยู่แล้ว ต้องพยายามรักษาให้ดีที่สุด และต้องพยายามปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ และประการสำคัญไม่ว่าจะทำงานกับใครที่ไหนก็ตามต้องถือว่างานนั้นเป็นงานของเราเอง เพราะถ้ากิจการของเขาเจริญขึ้น เราก็จะพลอยได้ผลประโยชน์ไปด้วย ถ้ากิจการของเขาเลวลง เราก็จะต้องพลอยลำบากไปด้วย
๓. กัลยาณมิตตตา แปลว่า การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว หลักคำสอนในพุทธศาสนาจำแนกแยกแยะมิตรออกเป็น มิตรแท้กับมิตรเทียม เพราะคบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล เพื่อนที่ดี เรียกว่ามิตรแท้ มีลักษณะไม่เป็นคนปอกลอก ไม่ดีแต่พูด ไม่หัวประจบและไม่เป็นคนชักชวน ไปในทางฉิบหาย มีการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน มั่วเมาในการเล่นและผีการพนันเข้าสิงจิตใจ เพื่อนอีกประเภทหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ที่เรียกว่า “มิตรเทียม” มีลักษณะหวังผลประโยชน์จากคนที่คบอื่น คนดีแต่พูด คนหัวประจบเป็นคนที่คอยตามใจเพื่อน คนชักชวนในทางฉิบหาย
๔. สมชีวิตา แปลว่า การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ รู้จักกำหนดรายรับและรายจ่าย ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยหรืออัตคัดขัดสนจนเกินไป ให้รู้จักออมเงินเอาไว้ใช้ ฉุกเฉินเมื่อไร จะได้ใช้เงินออม และขอให้ถือคติว่ามีชีวิตพอเพียง ไม่ฝืดเคืองนัก ไม่ฟุ่มเฟือยนัก
๔.๒. หลักการบริหารทรัพย์ที่หามาได้ตามหลักทางพระพุทธศาสนา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสหลักธรรมที่ว่าด้วยการใช้จ่ายทรัพย์ ที่เรียกว่า “โภควิภาค ๔” แปลว่าการแบ่งโภคะหรือหลักการแบ่งทรัพย์ ไว้ในพระไตรปิฎกว่า เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วให้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน[7] คือ
๑. เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย (๑ ส่วน ใช้จ่ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรบำรุง และทำประโยชน์ - On one part he should live and do his duties towards others.)
๒-๓. ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย (๒ ส่วน ใช้ลงทุนประกอบการงาน - With two parts he should expand his business.)
๔. จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย (อีก ๑ ส่วน เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น - And he should save the fourth for a rainy day.)
๑. เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย ประโยชน์ ทรัพย์ส่วนหนึ่งใช้จ่ายเลี้ยงตนและคนที่ควรบำรุง เช่น บิดามารดาอันเป็นการใช้หนี้ด้วยการตอบแทนคุณที่ท่านได้เลี้ยงดูเรามา สงเคราะห์บุตรและภริยาซึ่งท่านเปรียบเสมือนว่าเป็นการปล่อยกู้ และใช้ดูแลข้าทาสบริวารรวมทั้งญาติและมิตร โดยคิดเสมือนว่านำทรัพย์ไปทิ้งลงแม่น้ำมิหวังจะได้คืน รวมถึงการนำทรัพย์ที่แสวงหาได้มาบำเพ็ญทาน อันเป็นเสมือนฝากธนาคารหรือฝังดินไว้ในคราวที่มีภัยคุกคาม แล้วนำกลับมาใช้ในภายหลัง
หากพิจารณาตามหลักนี้จะเห็นว่า เรื่องการกิน พบว่าคนเรากินไม่มากเท่าใดนัก ที่เป็นปัญหาหรือ เป็นอันตรายนั้น เนื่องจากเพราะมัวไปมุ่งแต่กินมากไป มิฉะนั้นท่านคงบอกแล้วว่า ให้กินให้เต็มที่นั้น เป็นปรัชญาหรือแนวคิดของพวกวัตถุนิยม ซึ่งเมื่อก่อนนั้นเคยแพร่เข้ามาในเมืองไทย อยู่ระยะหนึ่ง เรียก กันว่าพวกบุปผาชนหรือพวกฮิปปี้นั้นเอง เป็นลัทธิแบบสุดโต่ง ไม่สอดคล้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสนี้ เป็นเรื่องทางสายกลาง ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทานี้ตามหลักจริงๆ แล้วคือมรรคมีองค์แปด ได้แก่เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ โดยสรุปคือศีล - สมาธิ - ปัญญา หรือไตรสิกขานั้นเอง เข้ากันได้ทั้งนั้น เพราะดังที่กล่าวแล้วว่า เศรษฐกิจพอเพียงนี้มิได้หมายเฉพาะเรื่องของเศรษฐีมีความร่ำรวย เป็นเศรษฐีเท่านั้น แต่หมายถึงพอเพียงคือพอประมาณตามอัตภาพของตัวเอง ความพอเพียงตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สคช.)ได้สรุปไว้หนังสือ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง คืออะไร?[8] กล่าวไว้ว่าพอเพียงคือทาง สายกลาง ได้แก่ความพอประมาณ ความมีเหตุผลมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็น เหมือนห่วงโซ่คล้องกัน เมื่อพูดถึงสายกลางต้องนึกถึงห่วงโซ่นี้ ทั้งนี้จะต้องอาศัย ๒ เงื่อนไข ด้วย คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม
๒ – ๓. ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย ให้นำทรัพย์อีก ๒ ส่วนใช้ลงทุนประกอบอาชีพที่เหมาะสมแก่ความรู้ความสามารถของตน ซึ่งคนเรามีความรู้ ความสามารถแตกต่างกันในการประกอบอาชีพ หรือแม้แต่อาชีพเดียวกันยังหาคนที่เก่งเหมือนกันได้ลำบาก ฉะนั้นจึงต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดด้วยทรัพย์ทั้งสองส่วนที่แสวงหามาได้เก็บไว้เป็นทุน
การใช้จ่าย ทรัพย์ในส่วนนี้มากหน่อย ยิ่งในปัจจุบันนี้มีธุรกิจมากมาย คนที่ขยันหมั่นเพียร มีความรู้ความสามารถ อาจจะเลือกลงทุนและประกอบการได้ เมื่อพูดถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงคำโบราณเกี่ยวกับ วิธีการใช้จ่ายทรัพย์ ท่านจะแบ่งออกเป็น ๔ ส่วนเหมือนกัน คือ ฝังดินไว้-ใช้หนี้เก่า-ให้เขากู้-ทิ้งสู่เหว ฝังดินไว้ขยายความก็คือ ฝากไว้เช่น ปัจจุบันฝากไว้ในธนาคาร ใช้หนี้เก่าก็คือเลี้ยงดูพ่อแม่ เป็นการกตัญญูกตเวทีต่อท่านให้ เขากู้ คือให้บุตรธิดาเป็นค่าศึกษาเล่าเรียน ทิ้ง สู่เหว ได้แก่กินใช้ประจำวัน ข้อนี้สำคัญทิ้งลง ไปเท่าใดก็ไม่รู้เต็มสักที เพราะเหวคือปากนี้กิน โน้นกินนี่อยู่เรื่อย ทิ้งเข้าปากสู่ท้องซึ่งข้อนี้ถ้า ถือตามหลักข้อหนึ่งที่ว่าใช้จ่ายไว้เลี้ยงตัวเพียงส่วนเดียวก็เพียงพอ แต่นี้ไม่เป็นอย่างนั้นเพราะปัจจุบันนี้มีสิ่งล่อคือของกินมากมาย อาหารมื้อ หลักที่เป็นวัฒนธรรมในการกินของคนไทยเรา ก็สามมื้อเท่านั้น แต่เนื่องจากมีการไหลบ่าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมในการกินของ คนไทยเรานั้นเปลี่ยนไปมีการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด (fast-food)[9] หรือที่บางคนเรียกว่า “อาหารจานด่วน” มากขึ้น ของขบเคี้ยวประเภทอาหารว่าง เป็นถุงเป็นห่อ เราถูกโฆษณาให้เชื่อ กรอกหูทุกวัน ก็ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนซื้อมากิน ผู้ใหญ่ก็ไม่เท่าใด แต่ลูกหลานที่ไม่มีสติยับยั้ง มักจะตกเป็นเหยื่อของกาบริโภค
๔. จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย ให้นำทรัพย์อีก ๑ ส่วน เก็บสะสมไว้ใช้จ่ายในคราวจำเป็น เช่น มีหนี้สินหรือโรคภัยรวมทั้งอันตรายต่าง ๆ คอยเบียดเบียนโดยที่คนเราไม่ทันตั้งตัว ส่วนเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น(คราวจำเป็นของแต่ละคน นั้นไม่เหมือนกัน เหตุฉุกเฉิน เหตุภัย พิบัติไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย อัคคีภัย หรือวาตภัย) นั้นมันเกิด ขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นท่านจึงไม่ให้ประ มาท สิ่งที่ไม่คาดคิดที่บอกว่าจะไม่เกิดมันเกิดได้ทุกเมื่อ อย่างเช่นกรณีน้ำท่วมนี้ บางท้องที่ ร้อยปีดีดัก ไม่เคยเจอน้ำท่วม จู่ ๆ ทางการก็ประกาศว่า ให้ ช่วยเป็นแก้มลิงรับน้ำไว้หน่อย ช่วย แหล่งเศรษฐกิจสำคัญหน่อย เพื่อเห็นแก่ส่วนรวม เสียสละ บ้างอย่างนี้มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เมื่อ มิได้วางแผนไว้มันก็เป็นทุกข์ต้องเดือดร้อนกัน
ทั้งนี้ หากเราน้อมนำหลักธรรมทั้ง ๔ เรื่องมาปฏิบัติ จะได้ประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว บุคคลใกล้ชิด และแก่สังคม ซึ่งหากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์ที่สร้างความมั่นคงและยั่งยืน ให้แก่ชีวิตเราอย่างครบถ้วนในทุกมิติ
๔.๓. หลักการใช้ทรัพย์ที่หามาได้ตามหลักทางพระพุทธศาสนา
โภคอาทิยะ หรือ โภคาทิยะ ๕ ประโย
ชอบเรื่อง ...ประเภทของหนี้ .... หมอเปิ้น เข้าทุกประเภทเลย นะคะ
ขอบคุณบทความดีดีนี้ค่ะ
สวัสดีครับ
..Dr. Ple
ขอบคุณที่ชอบบทความนี้ เป็นกำลังที่ดีในการเขียนบทความครั้งต่อไป
ยุ้ยเข้าข่ายเป็นหนี้ลงทุนอะดิ
ยุ้ยก็เป็นหนี้ หนี้กยศ. เอามาเรียน
หนี้ ธกส. เอามาทำสวน