ก้อนเนื้อที่คอ

 

การที่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย บางอย่างคิดว่าไม่น่าเป็นอะไรมาก นานไปคงหาย กินยาบ้างไม่กินยาบ้าง ไม่ต่อเนื่อง ปล่อยวางเฉย ไม่เจาะไม่ผ่ากลัวเป็นแผลเป็น  เพราะไม่มีการเจ็บปวด เวลาผ่านไปหลายปี สิ่งที่ว่าไม่เป็นอะไรกลายเป็นก้อนเนื้อที่ต้องรีบผ่าตัดเอามันออกมาตรวจข้างนอก ตรวจที่จุดเป็นไม่ได้ หมอวินิจฉัยไม่ได้ว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย คุณหมอ ศ.นพ. ธนพล  ไหมแพง ผ่าตัดวันนี้ช่วงเช้าเริ่ม 9 โมง  เมื่อนำก้อนเนื้ออกมาก็จะส่งตรวจก่อนว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ส่วนอย่างอื่นตรวจที่หลัง หากเป็นเนื้อร้ายก็จะตัดต่อมไทรอยด์อีกข้างออกด้วยเลย 

ช่วงเวลาที่พี่แพรอยู่ในห้องผ่าตัด นำข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งมาฝากดังนี้


“เครือข่ายข้อมูลมะเร็ง” สานพลังปัญญาค้นหาความจริง

  หนึ่งในเครื่องมือสกัดกั้นโรคร้ายอย่างมะเร็ง นอกเหนือจากการคิดค้นยาหรือเทคโนโลยีการบำบัดรักษา ตลอดจนวัคซีนป้องกัน ซึ่งกำลังเดินหน้าไปอย่างคร่ำเคร่ง ก็คือ การพัฒนาระบบข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและเสียชีวิตที่เท่ทันสถานการณ์ สะท้อนภาพที่ชัดเจน แจ่มชัด พอที่จะนำไปสู่ความเข้าใจว่า อะไรคือฉนวนความเสี่ยงหลัก และอะไรคือแนวทางป้องกันที่ควรเร่ง “ลงทุน”

นพ.หัชชา ศรีปลั่ง แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คือในผู้ที่ไม่เพียงตระหนักต่อศักยภาพของระบบข้อมูลข่าวสารในการป้องกันสุขภาพประชาชน แต่ยังยินดีให้เวลาและความตั้งใจในการเชื่อมประสานให้เกิด “เครือข่ายข้อมูลมะเร็ง” เพื่อยกระดับข้อมูลของประเทศไทยในเรื่องนี้ให้ดีพอที่จะนำไปสู่ผลเชิงป้องกันได้อย่างแท้จริง

*  เหตุใดคุณหมอจึงสนใจด้านข้อมูลโรคมะเร็ง

  ผมเริ่มสนใจทำข้อมูลเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ แต่ว่าเริ่มแบบผิวเผิน แล้วก็ลึกลงไปเรื่อยๆเข้าไปเล่นกับตัวสถิติต่างๆ ต่อมา ทาง IARC (International Agency for Research on Cancer) เข้ามากระตุ้นให้มีการพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งจากภูมิภาคต่างๆในประเทศไทย จนเกิดการจัดทำทะเบียนมะเร็งประชากรแห่งแรกขึ้นในประเทศไทยที่เชียงใหม่ ตามมาด้วยขอนแก่น จากนั้นก็ติดต่อมายังอาจารย์วิจารณ์ (ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช) ตอนนั้นอาจารย์ยังเป็นอาจารย์ประจำที่คณะแพทยศาสตร์ และอาจารย์วิจารณ์ก็อยากให้เกิดโครงการนี้ขึ้น จึงสอบถามไปที่อาจารย์อีก ๒ ท่าน คือ อาจารย์วีระศักดิ์ (ศ.นพ. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์) กับ อาจารย์ธนพล (ศ.นพ.ธนพล ไหมแพง) แต่อาจารย์ธนพลบอกไม่ไหว เพราะงานเยอะ อาจารย์วีระศักดิ์ก็บอกไม่ไหว เพราะตอนนั้นก็ตั้งหน่วยระบาดวิทยา อาจารย์ธาดา (ศ.นพ.ธาดา ยิบอินซอย) ซึ่งเป็นคณบดีขณะนั้นเลยมาถามผมว่าสนใจทำหรือไม่ ผมก็บอกว่าทำ เพราะอยากรู้ ก็เลยเริ่มทำตั้งแต่วันนั้น เพราะเห็นว่ามันท้าท้าย หลังจากนั้น พอเริ่มทำหนังสือ Cancer ln Thailand ทำให้ได้เห็นภาพที่กว้างออกไป เพราะเป็นการประมวลภาพรวมระดับชาติ เราก็จะเห็นภาพของคนอื่นบ้างแต่เราก็ยังไม่สะดุดตากับมันเท่าไหร่

*  แล้วเครือข่ายข้อมูลมะเร็งเริ่มเกิดขึ้นได้อย่างไร

  มีที่มาจากคุณหมอพินิจ ฟ้าอำนวยผล สนใจทำเรื่องระบบข้อมูลการตาย และพบว่าคนไทยเราตายด้วยสาเหตุจากโรคมะเร็งเป็นอันดับต้นๆผมเองก็ศึกษาข้อมูลเรื่องโรคมะเร็งอยู่ที่ มอ. พอมีโอกาสได้พูดคุยกัน คุณหมอพินิจตั้งประเด็นขึ้นมา เราก็เลยเห็นภาพว่าข้อมูลบางเรื่องเป็นเรื่องเฉพาะของเรา ที่อื่นไม่เป็นแบบเรา บางเรื่องก็เป็นปัญหาร่วมกัน น่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบข้อมูลส่วนนี้ คุณหมอพินิจเลยชวนมาทำโครงการนี้

*  ทำไมการทำข้อมูลเรื่องนี้ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างเครือข่าย

  ผมยกตัวอย่างข้อมูลโรคมะเร็งตับ ซึ่งทำร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทที่นี่ ตอนแรกเรามีข้อมูลแค่ปี ๒๕๔๓ เรารู้สึกว่ามันมันยังต่ำ ไม่ได้เพิ่มขึ้นนิ่งๆอยู่ ปัจจัยหนึ่งที่เรารวมไว้ในการอธิบายข้อมูลนี้คือ เด็กสงขลาได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ ชนิดซี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เพราะฉะนั้น ในขณะเก็บข้อมูลเด็กเขาก็อายุ ๑๕ ปีแล้ว ถ้ารอไปในระยะยาว เขาจะไม่เป็นมะเร็ง เราได้ทำนายแนวโน้มไว้เช่นนั้น แต่ปรากฏว่าไม่เป็นอย่างนั้น เพราะแนวโน้มกลับเพิ่มขึ้นมา ผมก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เลยเอาข้อมูลนี้ส่งให้อาจารย์ธาดาดู อาจารย์ธาดาจึงตั้งคำถามกลับว่า เป็นเพราะวิธีวินิจฉัยโรคนี้เปลี่ยนไปหรือไม่ ผมก็เลยวิเคราะห์ต่อปรากฏว่าวิธีวินิจฉัยเปลี่ยนไปจริงๆ ความจริงเรื่องนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก แต่ขอเล่าย่อๆเท่านั้นนะครับ

  กรณีนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นว่าการตีความตัวเลขเชิงสถิติที่ได้นั้นต้องอาศัยข้อมูลรอบด้านเพื่อวิเคราะห์ให้เห็นสาเหตุที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การคาดการณ์แนวโน้มอนาคตได้แม่นยำ และวางแผนป้องกันให้ตรงจุด

  ใช่ครับ ขั้นแรกเราต้องการข้อมูลที่ยืนยันจากของแต่ละภาค และวิเคราะห์ให้ชัดว่า ตัวเลขที่ได้สะท้อนสถานการณ์ที่เป็นจริงหรือเปล่า และถือเป็นภาพรวมของประเทศ หรือเป็นสถานการณ์ที่เกิดเฉพาะที่ หลังจากนั้น เราก็ไปหาข้อมูลจากที่อื่นๆเพื่อมาประกอบ ในความคิดผม การทำงานวิชาการควรเป็นไปตามลักษณะนี้ เพราะถ้าไม่ร่วมกันคิด บางทีมันก็ไม่แตกฉาน ไม่เห็นมุมมองของคนอื่น พอมาทำตรงนี้แล้วเราจะเห็นชัดว่าพอเราได้ฟังคนอื่น ฟังความเห็นหลายๆคน พอเราเริ่มจับกลุ่มกันในประเทศ คนแบบนี้ก็เริ่มเข้ามา ทำให้เราพัฒนาความรู้ได้ทุกทาง

*  การประสานเป็นเครือข่ายข้อมูลมะเร็งทำผ่านกิจกรรมอะไรบ้าง

  กิจกรรมหลักคือ การพบปะเดือนละครั้งผู้เข้าร่วมคือผู้แทนจากสถาบันมะเร็ง ผู้จัดทำทะเบียนมะเร็งทุกภาค และนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะนำข้อมูล และความเคลื่อนไหวใหม่ๆมาแลกเปลี่ยนอภิปลายกัน ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ เช่น การพูดคุยสังสรรค์ในเรื่องอื่นๆที่สนใจ เช่น เรื่องการเพาะกล้วยไม้ ฯลฯ เพราะเรื่องที่เราสามารถเชื่อมโยงกันได้เหล่านี้จะนำไปสู่การใช้เวลา และการเกิดความสัมพันธ์นอกงานแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นสีชิ่งที่หล่อเลี้ยงอยู่เบื้องหลังการเป็น “เครือข่าย) แต่สิ่งที่สำคัญคือ ข้อมูลที่จากช่วงเวลาประชุมแลกเปลี่ยนก็ต้องบรรลุผล คือ ดำเนินการสำเร็จ และมีการเผยแพร่สู่สังคมเป็นระยะๆ

  ฟังดูเป็นงานที่ต้องประสานความร่วมมือและสร้างสัมพันธภาพกับผู้คนมากมายและต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับตอนที่ทำงานวิจัยเฉพะพื้นที่ดูน่าจะลงแรงกว่ามากทีเดียว อะไรคือแรงผลักดันเบื้องต้น

  แรงกระตุ้นหลักสำหรับผมคือ การมีอาจารย์เป็นตัวอย่างที่ดี เช่น อาจารย์วิจารณ์ พานิช อาจารย์ไม่ได้คิดแค่เล็กๆ แต่อาจารย์คิดใหญ่ เราก็เลยใหญ่ตาม ว่าทำงานอะไรต้องให้เกิดผลกระทบระดับประเทศ


( ขอบคุณข้อมูลจาก จดหมายข่าว “ต้นคิด”รายเดือน )



หลักการรักษามะเร็ง

การรักษามะเร็งถือ เป็นการท้าทายวงการแพทย์มากที่สุด เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคที่รักษายาก และมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย มากกว่าโรคหัวใจและอุบัติเหตุ

หลักการรักษามะเร็งประกอบด้วย

  1. การผ่าตัด
  2. การฉายแสง
  3. การใช้ยาเคมีบำบัด

 การผ่าตัดรักษามะเร็ง

การผ่าตัดรักษามะเร็ง คือ การผ่าเอาเนื้อมะเร็งออกจากร่างกาย บางคนคาดหวังว่าหลังการผ่าตัดรักษามะเร็งแล้วจะหายขาด แต่การผ่าตัดรักษามะเร็งมีจุดมุ่งหมายหลายประการ ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งต้องปรึกษากับแพทย์ถึงเป้าหมายในการผ่าตัดรักษา มะเร็ง

หลังผ่าตัดแล้วจะรักษามะเร็งหายขาดหรือไม่?

การผ่าตัดรักษามะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งในระยะเริ่มต้นจะหายขาด แต่ถ้ามะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือมีมะเร็งบางชนิดมีการแพร่กระจาย มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดังนั้นการรักษามะเร็งอาจจะจำเป็นต้องให้เคมีหรือฉายแสงฆ่าเซลล์มะเร็งส่วน ที่ตัดออกไม่หมด

การฉายแสงรักษามะเร็ง

ผู้ป่วยที่ต้องทำการรักษามะเร็งโดยการฉาย รังสี แพทย์รังสีรักษาจะเป็นผู้วางแผนการฉายรังสี การใช้รังสีรักษามะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย ระยะเวลารักษามะเร็ง และขนาดของรังสีที่ใช้ในการรักษามะเร็งจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง การตอบสนอง และระยะมะเร็ง การฉายรังสีรักษามะเร็งต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ เพื่อให้การรักษามะเร็งมีประสิทธิผลสูงสุด และให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากการฉายรังสีน้อยที่สุด รังสีรักษามะเร็งเป็นการรักษามะเร็งที่ไม่มีความเจ็บปวด ไม่เสียเลือด และการรักษามะเร็งด้วยรังสีส่วนใหญ่เป็นการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ผลทางด้านรังสียังไม่เกิดขึ้นทันที แต่เมื่อผู้ป่วยมะเร็งได้รับการฉายรังสีเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเริ่มมีผลข้างเคียงหรือผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสี เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ผิวหนังมีสีคล้ำขึ้น เป็นต้น

การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

เคมีบำบัด คือ การรักษามะเร็งด้วยยาเพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็ง เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็ง การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา สภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งด้วย แพทย์จะสั่งใช้ยารักษามะเร็งชนิดใดขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของมะเร็ง และสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ปัจจุบันการใช้ยารักษาโรคมะเร็งร่วมกันหลายชนิดจะให้ผลที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าการใช้ยาชนิดเดียว ยารักษามะเร็งมีทั้ง ชนิดน้ำ ชนิดเม็ด ชนิดฉีด ยารักษามะเร็งไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากไปกว่ายาที่ใช้รักษาโรคอื่นๆ


ผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

เมื่อได้รับยาเคมีบำบัดรักษามะเร็ง ผู้ป่วยบางรายอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ การบำบัดรักษามะเร็งตั้งแต่เริ่มต้นจะได้ผลดีกว่าการรักษามะเร็งเมื่อเป็น มากแล้ว ผลข้างเคียงการรักษามะเร็งบางประการถ้าไม่รักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ผลแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ นำไปสู่อาการช็อคจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ อาการข้างเคียงสำคัญที่ควรปรึกษาแพทย์ พอสรุปได้ดังนี้

  • บวม
  • ติดเชื้อ
  • ไอ มีเสมหะ
  • ผื่นขึ้นตามลำตัว
  • ปวดท้องรุนแรง
  • ปัสสาวะเป็นเลือด
  • มีแผลในปากและคอ
  • เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง
  • ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุนแรง
  • น้ำหนักลด หรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว
  • ซึมลง ชัก หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ
  • บริเวณให้ยา ปวดแสบ ปวดร้อน บวมแดง
  • ไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส (101 องศาฟาเรนไฮต์)
  • เลือดออกง่าย หรือไม่หยุด หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

เนื่องจากการรักษามะเร็งด้วยวิธีการหลัก ทั้ง 3 วิธีการ ยังมีปัญหาไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้ทุกราย บางรายที่ดูเหมือนอาการดีขึ้น ผ่านไปไม่กี่ปีโรคมะเร็งก็กลับมาเป็นอีก คราวนี้ส่วนใหญ่จะแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแม้การใช้ยาเคมีบำบัดรุ่นใหม่มาทำ การรักษา แต่ดูเหมือนผลการรักษาก็ยังไว้ใจไม่ได้ โดยที่การรักษามะเร็งเหล่านี้มาพร้อมกับการทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย มะเร็ง และไม่เพียงแต่จัดการกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังทำลายเซลล์ปกติด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดพิษต่ออวัยวะในร่างกายอย่างสูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น


( ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์โรคมะเร็ง )


 ก้อนเนื้อของพี่แพรที่ผ่าตัดออกมาไม่ใช่เนื้อร้าย  หลังจากออกจากห้องผ่าตัดมาพักที่ห้อง มีอาเจียนหลายครั้ง เพราะฤทธฺ์ยาสลบ  ปวดหัวเล็กน้อยผ่านการผ่าตัด พูดคุยได้บ้าง คุณหมอมาบอกว่า ก้อนเนื้อที่นำออกมาจะตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง  รอผลประมาณ 7 วัน   ก็สบายใจขึ้นมากที่ก้อนเนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อร้าย

จะนำเรื่องมะเร็งต่อมไทรอยด์มาฝากอีกบันทึกค่ะ

กานดา  แสนมณี