ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน อันเป็นวัดที่มหาเศรษฐีนามว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐี (เศรษฐีผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนที่ยากไร้)สร้างถวายได้มีโจรผู้หนึ่งนามว่า องคุลีมาล โจรผู้นี้มีความโหดร้ายทารุณ กระทำการฆ่าผู้คนอย่างไร้ความปราณีพอฆ่าเสร็จก็จะตัดเอาหัวนิ้วโป้งมาร้อยเป็นพวงมาลัยแล้วห้อยคอ จึงได้ฉายานามว่าองคุลีมาลโจร แปลว่า โจรผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย ต่อมาในยุคของเราถูกเรียกเสียใหม่ว่าจอมโจร ๙๙๙ เพราะว่ากันว่า โจรองคุลีมาลมีเป้าหมายในการตัดหัวนิ้วโป้งอยู่ที่ ๑,๐๐๐ นิ้ว แต่สถิติไปหยุดเสียตรงที่ ๙๙๙ นิ้ว เพราะอะไร โปรดติดตาม
เช้าวันหนึ่งหลังจากพระพุทธองค์ได้ทรงสำเร็จภัตกิจแล้วก็ได้เสด็จมุ่งหน้าไปยังป่าใหญ่ด้วยภาระกิจสำคัญบางอย่าง
ระหว่างทางพระองค์ได้พบกับชาวบ้านและบรรดาพ่อค้าวานิช เขาเหล่านั้นต่างทูลเป็นเสียงเดียวกันว่า “ป่านี้มีโจรแสนดุร้าย คนเป็นสิบรวมกันสู้ มันก็ฆ่าได้ทั้งสิบคน ไม่มีใครต้านอยู่ บ้านเมืองร้างไปหมดแล้วเพราะผู้คนพากันอพยพหนีไปหมด พระองค์อย่าเสด็จไปทางนั้นเลยพระพุทธเจ้าข้า”
เมื่อเสด็จไปอีกหน่อยหนึ่งก็พบกับคนอีกหมู่หนึ่ง พวกนั้นก็พูดอย่างเดียวกับคนพวกก่อน ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังคงมุ่งหน้าสู่ภาระกิจเป้าหมายอย่างไม่ลดละ
ณ ป่าเดียวกันนั้น มีสตรีสูงอายุแต่อ่อนกำลังแรงผู้หนึ่งกำลังสอดส่ายสายตาหาคนในเป้าหมาย หากพบนางมีสิ่งสำคัญจะบอกกล่าว เพื่อหวังในความปลอดภัยของคนผู้นั้น
บนค่าคบไม้มีบุรษหนึ่งกำลังสอดส่ายสายตาหาคนเป็นเป้าหมายเช่นกัน เขาคิดคำนวนแล้วก็รู้ว่า เหลืออีกเพียง ๑ นิ้วเท่านั้นเราก็จะบรรลุภาระกิจตามสัญญาแล้วขณะเพ่งจ้องเพื่อดูว่าใครหนอจะเป็นคนสุดท้ายของวันนี้ที่เราจะฆ่าได้
พลันสายตาของเขาก็ได้เห็นสตรีสูงอายุผู้หนึ่งกำลังเดินมาเหมือนหาอะไรสักอย่าง ด้วยความดีใจ เขาถือดาบและรีบลงจากต้นไม้เพื่อไปฆ่าสตรีนางนั้น ขณะที่เขาวิ่งตรงไปยังเป้าหมาย เขาก็ได้เห็นพระรูปหนึ่งกำลังเดินผ่านไปพอดี เขาดีใจลึกๆ ว่า วันนี้ไม่พลาดแล้ว มีให้เลือกตั้ง ๒ คน ขอแค่คนเดียวก็พอ และเขาก็ตัดสินใจว่า ฆ่าพระรูปนี้ก่อนอีกคนค่อยว่ากัน
เขาวิ่งไล่ตามพระรูปนั้นไปพร้อมตะโกนขู่คำรามให้หยุดด้วยถ้อยคำว่า “สมณะ หยุดก่อน สมณะ หยุดก่อน” อย่างไม่ลดละ เขารู้สึกเหมือนประหนึ่งว่าจวนจะถึงแล้วแต่ก็ไม่ทันสักที วิ่งไปปากก็ตะโกนไป สุดท้ายเขาก็ตะโกนจนสุดเสียงดุจดังว่าจะเป็นการตะโกนครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา
“ติฏฐะ สมณะ ติฏฐะ สมณะ” สมณะหยุดก่อน ! สมณะหยุดก่อน !”
ในขณะวิ่ง หูของเขาก็ได้ยินเสียงตอบกลับมาว่า
“ฐิโต อะหัง อังคุลิมาละ ตะวัญจะ ติฏฐาติ” องคุลีมาล เราหยุดแล้ว ท่านเองก็ต้องหยุดด้วย
ประโยคดังกล่าวสามารถสร้างสถานการณ์ “นะ จัง งัง” แก่เขาได้ เพราะคำพูดที่เขาได้ยินมันตรงกันข้ามกับสถานการณ์จริงที่ปรากฏ เขาวิ่งไล่เกือบทันพระรูปนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่ทัน แถมยังบอกว่าหยุดแล้ว แต่เราทำไมวิ่งไม่ทัน พระรูปนี้พูดปดหรืออย่างไร ด้วยความงุนงงก็เลยเอ่ยปากตะโกนถามว่า
“ท่านบอกว่าท่านหยุดแล้ว ทำไมข้าพเจ้าวิ่งไม่ทัน ท่านหยุดยังไง”
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
“ที่บอกว่าหยุด หมายถึงหยุดด้านใน คือหยุดที่จะไม่เกลียดชังใคร เบียดเบียนใคร มุ่งหวังชีวิตใคร”
สถานการณ์ “นะ จัง งัง” ทำให้เขาต้องหยุดใคร่ครวญถึงคำว่า “หยุดด้านใน”
ใคร่ครวญสักพักใหญ่ก็ได้สติรู้ว่า
“สิ่งนี้คืออะไร มันมาจากไหน แล้วจะทำอย่างไรกับมัน”
รู้อย่างแรกคือรู้อาการของทุกข์หรือปัญหาว่ามันเป็นทุกข์หรือปัญหาชนิดใด
รู้อย่างที่สองคือการรู้สาเหตุ รู้ที่มาของทุกข์หรือปัญหานั้น
สุดท้ายรู้วิธีการที่จะจัดการกับปัญหาหรือทุกข์นั้น
เขาวางอาวุธลงแล้วก้มลงกราบพระและเขาก็ประจักษ์ชัดในวินาทีนั้นว่า สมณะรูปนั้นก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง เขาจึงขอบวชพระพุทธองค์ก็ประทานให้ นั่นคือสถานการณ์ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เลวสุดๆ ของคนๆ หนึ่ง ให้กลับกลายเป็นคนดีสุดๆ อีกคนหนึ่งได้ พระพุทธองค์ได้เปลี่ยนองคุลีมาลจากการเป็น “มหาโจร” สู่การเป็น “มหาเถระ” ที่น่าเคารพนับถือยิ่งได้อย่างน่าทึ่ง
ชีวิตของพระพุทธองค์ก็ปลอดภัย สตรีสูงอายุซึ่งก็คือแม่ผู้ให้กำเนิดก็ปลอดภัย องคุลีมาลเองก็พ้นภัย นี่แหล่ะคือพลานุภาพแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ที่เดินทางมาเจอกัน
หนึ่งนั้นรักในความเป็นมนุษย์ หนึ่งนั้นรักในบุตรสุดสิเนหา
สองรักนั้นมาบรรจบครบมาตรา เป็นคุณค่าให้อีกคนหลุดพ้นภัย
ขอให้เรารักกัน ปรารถนาดีต่อกัน ให้รักเดินทางมาเจอกันทุกวัน แล้วเราจะรู้ว่าสวรรค์นั้นมีจริง
ด้วยจิตที่ชื่นชมในเมตตาธรรม
พระมหาอัมพร ชุตินฺธโร

สาธุ... กราบนมัสการพระคุณเจ้า