ดิฉันเคยดูรายการทีวีเกี่ยวกับเรื่องผีๆ บางคนบอกว่าเคยเจอในรูปแบบที่ได้แค่กลิ่น หรือได้ยินแค่เสียง ส่วนบางคนก็บอกว่าเคยเห็นเป็นรูปร่างหน้าตาน่ากลัว บางคนก็บอกว่าเคยเห็นในรูปแบบที่เป็นเงาๆ...แต่ก็ยังมีอีกหลายๆคนที่บอกว่าผีเป็นแค่พลังงานกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาหรือจับต้องได้.. งั้นเรามาช่วยกันหาข้อมูลเพื่อแก้ความสงสัยกันนะคะว่า "ผี" นั้นมีจริงหรือไม่?
ก่อนอื่นเรามารู้จักคำว่า ผี ตามทัศนะและตามความเชื่อของพระพุทธศาสนา คือ ผีเป็นสัตว์โลกจำพวกหนึ่งซึ่งมนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้ มีจิตใจ แต่มีร่างอันไม่สมประกอบ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา อาจสิงอยู่หรือท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ได้ค่ะ
1. ผี ทุกชาติทุกภาษาเมื่อปรากฎตัว อากาศบริเวณนั้นจะมีอุณหภูมิลดต่ำลง จนร่างกายเกิดปฎิกริยาตอบสนองโดยรูขุมขนหดตัวเเละทันทีขนลุกชูชันขึ้นมาทันที
2. ผี ทุกชาติทุกภาษาเมื่อปรากฎตัว มักจะมาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น มีแต่ตัวเท้าลอยเหนือพื้น ปรากฎร่างเพียงด้านข้างให้มองเห็น เป็นภาพขมุกขมัว
3. ผี ทุกชาติทุกภาษาเมื่อปรากฏตัว เวลาจะพูดจะจามักพูดช้าๆ ยืดๆ ยานๆ
ทฤษฎี
1. เนื่องจากนักวิทายาศาสตร์เชื่อว่า ผี เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งซึ่งเมื่อต้องการปรากฏตัวให้ผู้อื่นเห็นจะต้องใช้ พลังงาน ซึ่งผีจะต้องดึงพลังงานจากสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นมาช่วยในการทำกิจกรรม อากาศบริเวณนั้นจึงมีอุณหภูมิต่ำลงจนร่างกายตอบสนองได้
2.เนื่องจากต้องการแค่จะสื่อสารกับมนุษย์ดังนั้นการปรากฏร่างเต็มพื้นที่ใช้สอยจึงเปลืองพลังงานโดยให้เหตุ ผีที่ ฉลาด จึงปรากฏกายเพียงบางส่วน เพื่อสงวนพลังงานไว้เพื่อระยะเวลาสนทนาจะได้ยาวนานขึ้น ถึงแม้ว่าเมื่อเริ่มบทสนทนามนุษย์คู่สนทนาจะวิ่งหางจุกตูดไปแล้วก็ตาม........
3.เนื่องจาก พลังงานเป็นสิ่งจำเป็นดังนั้นในการปลดปล่อยพลังงานแต่ละครั้งจึงต้องค่อยๆ ผ่อนออกมาเมื่อเพื่อไม่ให้เสียพลังงานโดยไม่จำเป็น และสงวนพลังงานเอาไว้
ทฤษฏีข้างต้นอธิบายได้อย่างมีเหตุผลแต่ขัดหลักธรรมชาติอย่างหนึ่งคือ การที่จะดึงพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นพลังงานของตนนั้นเป็นไปไม่ได้เลยทางฟิสิกส์ไม่มีเครื่องกลใดที่สามารถ เก็บพลังงาน หรือ ความร้อน โดยไม่มีการทำงาน(ทางฟิสิกส์)
ดร.โดนัลล์ จี.คาร์เพนเตอร์ (นักวิทยาศาสตร์) ได้ทำการวิเคราะห์มลภาวะทางฟิสิกส์ และผลสรุปออกมาได้ว่า ถ้าผีจะมีตัวตน มันจะมีลักษณะเป็นไปตามกฎธรรมชาติ นั่นคือ ถ้าปรากฏตัวจะกินเนื้อที่ประมาณ 0.07 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นปริมาตรเฉลี่ยตามคนธรรมดา ที่มีน้ำหนักประมาณ 70 กิโลกรัม ซึ่งจะมีลักษณะมาตรฐาน คือ
1. ปรากฏตัวในเวลากลางคืน ซึ่งการปรากฏตัวแต่ละครั้งกินเวลายาวนานประมาณ 2 วินาทีถึง 10 นาที แล้วก็จะหายตัวไป แต่สามารถปรากฏตัวขึ้นมาได้อีก
2. ผีสามารถปล่อยแสงสว่าง เรืองแสงในตัวเองได้ โดยมีความเข้มของแสงประมาณ 1-20 แรงเทียน (มันเท่าไหร่กันล่ะ?) จึงจะทำให้มนุษย์มองเห็นได้ ดร.แกบอกว่าผีจะเปล่งแสงออกมาเป็นแสงเรืองๆ (อย่างเช่นตอนมองเข้าไปในตึกร้างมืดๆ แต่สามารถเห็นใครได้อย่างชัดเจน อย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้ในสถานการณ์ปกติ)<div>
Ps.>>แรงเทียน (Candle Power) หรือ แคนเดลา (Candela) ตัวย่อ cd คือหน่วยที่ใช้วัดความเข้มของการส่องสว่าง (luminous intensity) หมายความว่า ถ้าเราเอาแหล่งกำเนิดแสงไว้ที่ศูนย์กลางของทรงกลม ซึ่งมีรัศมีเท่ากับ 1 ฟุต พื้นที่ผิวของทรงกลมขนาด 1 ตารางฟุต จะวัดความสว่างได้เท่ากับ 1 ฟุต-แคนเดิล ตัวย่อ fc หรือเท่ากับ 1 ลูเมน/ตารางฟุต
3. การปรากฏตัวของผีต้องมีเครื่องนุ่มห่มด้วย (จำไว้ ผีไม่ชอบเปลือยกายหรอก) และมักปรากฏเป็นภาพรางๆ โปร่งแสง (มองทะลุได้บ้าง) มีขนาดเล็กกว่าคนธรรมดาทั่วไป (ผีร่างเล็ก)
4. ผีจะปรากฏในสภาพที่หันหน้าให้กับคนที่พบเห็นเสมอ
5. ผีจะปรากฏตัวในสภาพของมนุษย์ ประมาณ 90% มีน้อยมากที่จะปรากฏในร่างของสัตว์
6. การปรากฏตัวของผีจะทำให้บรรยากาศโดยรอบมีอุณหภูมิลดลงโดยเฉียบพลัน เนื่องจากต้องดึงเอาพลังงานความร้อน ในบรรยากาศอย่างน้อย 60 จูลล์ เข้าไปสะสม ทำให้ตัวเองเปล่งแสงออกมาได้
7. มักจะมีเสียงหรือกลิ่นเกิดขึ้นพร้อมกันการปรากฏตัว (มักจะมากับกลิ่นธูปหรือกลิ่นเหม็นเน่า)<div>
</div>
หรือไม่ก็...เกิดจากการกระตุ้นให้สมองเกิดภาพหลอนขึ้นเอง โดยสิ่งเร้าภายนอก โดยอาจใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีขนาดพอเหมาะยิงตรงไปยังสมองก็เป็นได้ หรือเกิดการควบคุมสภาวะแวดล้อมบางอย่าง ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ความรู้สึก (ซึ่งเรียกว่า "ถูกควบคุมหรือถูกทำให้เกิดประสาทหลอน)
>>> สรุปแล้วสมมติฐานข้อนี้ถือว่า "ผีไม่มีอยู่ในโลก" ...แต่ปรากฏการณ์ผีมีอยู่จริง (ซึ่งจริงในที่นี้คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของผู้ประสบเหตุนั่นเอง)
- กรณีที่สอง ก็คือในทางตรงกันข้าม สรุปกันง่ายๆ ได้ว่า ผีเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ "ประสาทหลอน" หรือการควบคุมให้ประสาทหลอน
ทั้งนี้ ข้อมูลสนับสนุนสมมติฐานหลัง ก็คือกรณีที่ มีผู้เห็นผีพร้อมๆ กันในมุมมองที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าผีปรากฏตัวได้ด้วยการเปล่งโฟตอน (แสง) ออกมา ไม่ใช่ภาพหลอนที่สร้างขึ้นในสมองของผู้ประสบเหตุเหล่านั้น
ขอขอบคุณ
http://www.learners.in.th/blogs/posts/31994
http://library.uru.ac.th/webdb/images/Physics56.htm
http://www.online-english-thai-dictionary.com/definition.aspx?data=2&word=%E0%B8%9C%E0%B8%B5
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=130c61b7f430e022
http://t1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQrTVKM3OqZB0w-z4S6s1RxBJWKxP-xI2hSZ5MvD64T2M9-dah7O6Ug3urt
http://4.bp.blogspot.com/_9QXnPqpCvZQ/TT5Upk5BLPI/AAAAAAAAQRE/OBMAscED3tU/s1600/IMG_1014.JPG
</div>
เวลาตาย ร่างกายย่อมดับสูญ แต่ดวงจิต นั้นยังคงอยู่ ยังวนเวียนอยู่ขึ้นอยู่กับพลังจิตของแต่ละบุคคล จิต วิญญาณก็เหมือนอีเลคตรอน ที่วิ่งอยู่รอบๆ สสาร สสารทุกชนิดมีวิญญาณ นั่นคืออีเลคตรอน ไฮโดรเจน มีอีเลคตรอน ไว้จับกับ ออกซิเจน ได้วิญญาณใหม่เป็นของผสมคือน้ำนั่นเอง ร่างกายมนุษย์ได้รับคำสั่งพิเศษ จากยีน หรือโครโมโซมให้สังเคราะห์อวัยวะต่างๆ ให้เป็นร่างกายขึ้นมาได้ จิตวิญญาณก็จะสร้างต้วมันเองให้ใหญ่และซับซ้อน และทำงานโดยระบบไฟฟ้าซึ่งผลิตจากระบบสูบฉีดโลหิต และค่อยๆ รับรู้รสสัมผัส ต่างๆ จนกลายเป็นความรู้สึก เมื่อตายไป ระบบสูบฉีดหยุดทำงาน ระบบไฟฟ้าก็หยุด ความรู้่สึกต่างๆรับรู้สัมผัสต่างๆก็หายไป วิญญาญ หรือ อีเลคตรอน ที่เป็นองค์รวมของอีเลคตรอนทั้งหมดที่สร้างสำพันธ์เป็นโครงร่างใหญ๋ๆ ก็ค่อยๆ แตกดับสูญสลายไป ผีจึงอาจมีเฉพาะในช่วงที่ร่างกายยังไม่ถูกเผาทำลาย ยังคงมีพลังงานลัพท์ที่เป็นองค์รวมของอีเลคตรอนทั้งหมดของสสารในร่างกาย จึงสามารถมีอิทธิพลบางอย่างอยู่ แต่เมื่อฝังหรือเผาให้ย่อยสลายไปแล้ว ย่อมไม่เหลืออิทธิพลใดๆ เหลือไว้แต่รหัสลับที่ถ่ายทอดลงไปในยีน ที่่มอบให้ผู้สืบสกุลนำไปเผยแพร่ต่อไป จากรุ่นสู่รุ่น นั่นคือสิ้นสุดภาระกิจของการมีร่างกาย