ผมไม่ใช่นักการศึกษา ผมคิดเองตามความรู้สึกและประสบการณ์ แต่หากแนวโน้มการจัดการเรียนการสอนแบบโฮมสคูล มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า "ไม่เชื่อมั่นในระบบการเรียนการสอนในระบบโรงเรียน" เป็นเหตุผลที่น่าคิด และท้าทายการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

วันอาทิตย์ ที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๙<p class="MsoNormal">         วันนี้ผมและนักศึกษาปริญญาโท ส่งเสริมสุขภาพ มช. เดินทางไปร่วมกับพี่น้องบ้านกระเหรี่ยงแม่ปิง เข้าโบสถ์วันอาทิตย์ซึ่งชุมชนจะเข้าโบสถ์นมัสการพระเจ้าในทุกวันอาทิตย์</p> <p class="MsoNormal">          บรรยากาศในวันนี้ดูสดชื่น สดใส ชาวบ้านต่างพร้อมใจกันแต่งตัวชุดกระเหรี่ยง หลากสีสัน สวยงาม และแปลกตากับผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง</p> <p class="MsoNormal">          ผมนั่งปลีกตัว หลบมุมตรงมุมม้านั่งหน้าโบสถ์ พูดคุยกับฝรั่งคนหนึ่งพร้อมครอบครัวที่น่ารักของเขาที่ย้ายครอบครัวมาอยุ๋ในเมืองปาย คุยกันในหลากหลายเรื่องราว...ที่น่าสนใจ</p> <p style="background-color: #99ffff" class="MsoNormal">          ผมพูดคุยกับ Mr.Tim  อยู่นาน </p><p style="background-color: #99ffff" class="MsoNormal">เมื่อผมถามเรื่อง ลูกๆของเขา ว่าเรียนที่ไหน (เพราะลุกเขาเป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนหนังสือแล้ว) </p><p style="background-color: #99ffff" class="MsoNormal">Tim บอกผมว่า เรียนเองโดยแม่สอน</p><p style="background-color: #99ffff" class="MsoNormal"> สำเนียงภาษาอังกฤษที่พยายามพูดไทย ทำให้ผมนึกถึงคำว่า โฮมสคูล (Home school)</p><p style="background-color: #99ffff" class="MsoNormal">ผมถามเขาว่า โฮมสคูล ใช่มั้ย??</p><p style="background-color: #99ffff" class="MsoNormal">Tim บอกว่า “ใช่ๆ โฮมสคูล”</p> <p class="MsoNormal">          ประเด็นที่ผมคุยกับ Tim เรื่อง โฮมสคูล (Home school) ทำให้ผมคิดได้ไปหลายๆประเด็น …กระบวนการวิธีการ ที่ผมพอทราบอยู่บ้าง และสำหรับผมเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ และท้าทายนักการศึกษาอย่างยิ่ง หากในอนาคตจะมีการจัดการศึกษารูปแบบนี้ในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ</p><blockquote><blockquote><blockquote><p class="MsoNormal"></p></blockquote></blockquote></blockquote> <p class="MsoNormal">                          ทิมจูเนียร์ กับนิทานที่แม่เขาให้อ่านให้ผมฟัง              </p><blockquote><blockquote> <p class="MsoNormal"> </p> <p class="MsoNormal">  สาวน้อยกระเหรี่ยง กับความสดใสแห่งวัย </p> </blockquote></blockquote><p class="MsoNormal">          </p><p class="MsoNormal">จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้ง สำคัญยิ่งในแวดวงการศึกษาไทย สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยคือ การเกิดการศึกษาอีกหนึ่งทาง เลือกสำหรับครอบครัวที่ไม่ประสงค์จะส่งลูกเข้าเรียนในระบบโรงเรียน แต่มีความประสงค์จะจัดการศึกษาให้กับบุตรเอง ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้สามารถจัดการศึกษาเองได้ เรียกว่า การจัดการศึกษาโดยครอบครัวหรือโฮมสคูล (Home School)” ตามมาตรา 12 ที่ระบุไว้ว่า “…นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปก ครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบ การ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง </p> <p class="MsoNormal">              ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547 โดยได้กำหนดให้ครอบครัวซึ่งประสงค์จะจัดการศึกษายื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ครอบครัวมีภูมิลำเนา โดยต้องระบุชื่อ-ชื่อสกุล สำเนาทะเบียนบ้านของครอบครัวและผู้เรียน ที่ตั้ง และแผนผังสถานที่ซึ่งใช้จัดการศึกษา หลักฐานวุฒิการศึกษาของผู้จัดการศึกษาต้องไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าเว้น แต่ผู้จัดการศึกษาผ่านการประเมินว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการจัดการศึกษา ระดับและประเภทการจัดการศึกษา รวมทั้งแผนการจัดการศึกษาที่ครอบครัวและสำนักงานร่วมกันกำหนดตามความมุ่งหมาย หลักการ และแนวทางการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

          ในการจัดการศึกษานั้นครอบครัวจะต้องดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และจัดทำรายงานการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งการจัดการเรียนการสอน และสภาพปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาตามที่สำนักงานกำหนดอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และให้สำนักงานจัดให้มีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง กรณีที่ผู้เรียนผ่านการวัดและประเมิน ผลก็จะออกหนังสือรับรองหรือหลักฐานการจบการศึกษาแก่ผู้เรียน แต่กรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่านก็ให้ครอบครัวจัดให้มีการเรียนซ่อมเสริมและให้มีการวัดผลใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด

การศึกษาโดยครอบครัวจึงเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่งที่ครอบครัวสามารถจัดได้ตามสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย โดยผู้ปกครองอาจเป็นผู้ดำเนินการในการจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมด ทั้งในเรื่องของหลักสูตร การจัดกิจกรรม การวัดและประเมินผล หรืออาจใช้ระบบการจัดการศึกษารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรืออาจจะใช้ทั้งสามระบบผสมผสานร่วมกันก็ได้

          ในต่างประเทศมีหลายประเทศที่มีการจัดการศึกษาโดยครอบครัวมาเป็นเวลานานจนเป็นที่ยอมรับในสังคมทั่วไป เช่น สหรัฐอเมริกา นับเป็นประเทศหนึ่งที่มีกระแสยอมรับและเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เพราะจากการศึกษาโดยครอบครัวของเด็กได้แสดงให้เห็นว่าเด็กมีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กที่เรียนในระบบโรงเรียนได้อย่างชัดเจน

          แต่สำหรับประเทศไทย เราต้องยอมรับว่าการจัดการศึกษาโดยครอบครัวยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ แต่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
</p> <p class="MsoNormal"> </p> <p class="MsoNormal">          โดยผู้ที่เห็นด้วยกับระบบการจัดการศึกษาแบบนี้  มองว่า</p> <p class="MsoNormal"> </p> <ul>

  • การจัดการศึกษาของรัฐยังไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ
  • หลีกเลี่ยงความกดดันความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในโรงเรียน
  • พ่อแม่มีโอกาสเลือกและปรับกิจกรรมให้สอดคล้องตามความถนัด ความสนใจของเด็กได
  • สามารถพัฒนาเด็กได้เต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพราะกิจกรรมบางอย่างเด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในโรงเรียน แต่ พ่อแม่สามารถเลือกสรรให้ได้
  • พ่อแม่จะมีเวลาอยู่กับลูกได้เต็มที่ เป็นการเพิ่มพูนความรักความอบอุ่นภายในครอบครัว เป็นต้
  • </ul><p class="MsoNormal"> </p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal">     ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยอาจมองว่า</p> <p style="margin-left: 18pt" class="MsoNormal"> </p> <ul>

  • เป็นการปิดกั้นเด็กให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม ทำให้เด็กไม่รู้จักวิธีการปรับตัว ซึ่งอาจมีปัญหาในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตได้
  • บางคนก็มองว่าคุณสมบัติของพ่อแม่บางคนอาจไม่เหมาะสมที่จะเป็นครู
  • </ul><p class="MsoNormal">
             การจัดการศึกษาโดยครอบครัว นับเป็นนวัตกรรมใหม่ในสังคมไทยที่เกิดขึ้นโดยสิทธิตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง แต่ถ้าจะให้สังคมยอมรับมากขึ้นคงจะต้องพิสูจน์ให้เห็นให้ได้ว่า เด็กที่ศึกษาในระบบนี้มีคุณภาพเท่าเทียมกับเด็กที่ได้ศึกษาในระบบโรงเรียน และที่สำคัญพ่อแม่ที่ประสงค์จะจัดการศึกษาโดยครอบครัวต้องมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสอน มีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างดีและต้องเอาใจใส่ดูแลเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแต่ทำตามกระแสนิยมในสังคม เท่านั้น
    </p><h3> จากการที่คุยกับ Tim ทำให้ผมคิดไปเรื่อยเปื่อย ผมคิดถึงภาพบรรยากาศในโรงเรียนชนบทที่ผมเรียนครั้งยังเด็ก สนามเขียวที่ผมวิ่งเล่นเตะบอลกับเพื่อน ไล่จับแมงปอที่ไม่เคยจับได้สักที ภาพครูทำโทษผมเมื่อผมกับเพื่อแอบหนีไปเที่ยวทุ่งนาข้างโรงเรียน</h3><h3>ผมตื่นเต้นกับชุดนักเรียนใหม่ หนังสือใหม่ นอนไม่หลับวันใกล้เปิดเทอม…เพราะอยากเจอเพื่อนๆโดยเร็ว ..คิดถึงพวกมัน</h3><h3>หากพ่อกับแม่ผม ให้ผมเรียนแบบโฮมสคูล ผมคงจะทุกข์ …ถึง ทุกข์มาก เพราะผมเองก็ติดเพื่อนมาก ชอบกิจกรรมที่หลากหลายในโรงเรียน ชอบสังคมข้างนอกที่ให้เราได้เรียนรู้</h3><h3>ผมมองว่า …การเรียนรู้เกิดขึ้น เมื่อเราอยู่ในบรรยากาศของความหลากหลาย ถูกผิดใช่เป็นสิ่งสำคัญ เป็นการเรียนรู้ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สังคม การปะทะสังสรรค์ทางสังคม  เป็นเรื่องสำคัญในการหล่อหลอมคนเพื่อการอยู่ร่วมกันในวันนี้และอนาคต </h3><h3>ผมไม่รู้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบโฮมสคูล จะตอบสนองสิ่งที่ผมได้รับในโรงเรียนเหมือนอย่างที่ผมได้รับหรือเปล่า???</h3><h3>ผมไม่ใช่นักการศึกษา ผมคิดเองตามความรู้สึกและประสบการณ์ แต่หากแนวโน้มการจัดการเรียนการสอนแบบโฮมสคูล มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่เชื่อมั่นในระบบการเรียนการสอนในระบบโรงเรียน  เป็นเหตุผลที่น่าคิด และท้าทายการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง </h3>