ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว :
สรุปแนวคำพิพากษา คนสัญชาติไทยรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว นำไปสู่การเสียสัญชาติไทย
(ตอนที่ 2)
คนสัญชาติไทยรับใบสำคัญประจำตัว (คนต่างด้าว) นำไปสู่การเสียสัญชาติไทย
การกล่าวอ้างว่าบุคคลมีสัญชาติไทยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาองค์ประกอบ 2 ประการ คือ 1) “การมีสิทธิ” กล่าวคือ การที่บุคคลมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายสัญชาติกำหนด จึงมีสิทธิในสัญชาติไทย และ 2) “การใช้สิทธิ” กล่าวคือ บุคคลผู้มีสิทธิในสัญชาติไทยตามองค์ประกอบในข้อที่กล่าวมา ร้องขอให้มีการบันทึกชื่อของตนในทะเบียนราษฎรในสถานะคนสัญชาติไทย เพราะฉะนั้นการที่บุคคลจะถือสัญชาติไทยหรือไม่ นอกจากจะขึ้นอยู่กับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเป็นส่วนของ “การมีสิทธิ” แล้ว ยังขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นด้วยว่าจะใช้สิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ เพราะเป็นเรื่อง “เสรีภาพในการถือสัญชาติ”
ดังนั้น บุคคลที่ทรงสิทธิในสัญชาติไทย หากยังไม่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเพราะความไม่รู้หรือเพราะเจ้าหน้าที่บันทึกผิดหลง ก็ยังไม่ใช่คนที่ถือสัญชาติไทย
ขณะเดียวกันถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยได้ไปรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แม้ว่าจะเป็นการรับโดยไม่ชอบเพราะมีข้อเท็จจริงไม่ครบองค์ประกอบที่จะถือใบสำคัญประจำตัว(คนต่างด้าว) แต่การรับใบสำคัญประจำตัวนี้ ก็อาจจะส่งผลร้ายต่อบุคคลดังกล่าว ให้จำต้องเสียสิทธิในสัญชาติไทย ด้วยเหตุผลเบื้องหลังว่า “บุคคลดังกล่าวได้ใช้เสรีภาพที่จะเลือกไม่ถือสัญชาติไทย”
บ่อเกิดของกฎหมายไทย บทบัญญัติซึ่งนำไปสู่การเสียสัญชาติไทย เพราะรับใบสำคัญประจำตัว (คนต่างด้าว)
บทบัญญัติกฎหมายไทย ซึ่งกำหนดให้คนสัญชาติไทยที่รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวต้องเสียสัญชาติไทย ปรากฏตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันดังนี้
1) มาตรา 16 ทวิ แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2495[1] [2]แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2496[3] กำหนดให้ “คนที่มีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยแต่บิดาเป็นคนต่างด้าว ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ไม่ว่าจะได้รับก่อนหรือหลังพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้ขาดจากสัญชาติไทย”
อย่างไรก็ตาม ต่อมามีพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2497 ได้กำหนดให้ยกเลิกบทบัญญัติ มาตรา 16 ทวิ ส่งผลให้ คนสัญชาติไทยซึ่งถือใบสำคัญประจำตัวไม่เสียไปซึ่งสิทธิในสัญชาติไทยแต่อย่างใด
ต่อมาได้มีการประกาศใช้กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ คือ พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 และยกเลิกฉบับเดิม
2) มาตรา 21 แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508[4] [5] กำหนดให้ “ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าว ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้วให้เสียสัญชาติไทย”
ต่อมา มาตรา 21 ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 9 แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2)พ.ศ.2535[6] โดยมีผลกำหนดให้ “ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าวและอาจถือสัญชาติของบิดาได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดา ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว ให้เสียสัญชาติไทย”
ต่อมา มาตรา 21 ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551[7] โดยมีผลกำหนดให้ “ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวและอาจถือสัญชาติของบิดาหรือมารดาได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดาหรือมารดาถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว ให้เสียสัญชาติไทย
อย่างไรก็ตาม มาตรา 21 เป็นบทบัญญัติ ในหมวด 2 ว่าด้วยการเสียสัญชาติไทย ซึ่ง มาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 กำหนดว่าการเสียสัญชาติไทยตาม หมวด 2 ให้มีผลต่อเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นเรื่องของ การถือใบสำคัญประจำตัวโดยขาดข้อเท็จจริงตามองค์ประกอบของกฎหมาย อาจจะถูกตีความว่าเจตนาที่จะไม่ใช้สิทธิในสัญชาติไทย และมีผลทำให้เสียสัญชาติไทย
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทย ที่ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว จะต้องเสียสิทธิในสัญชาติไทย
ทั้งนี้ปรากฏคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ประเด็นเรื่อง การถือใบสำคัญประจำตัวนำไปสู่การเสียสิทธิในสัญชาติไทย จำนวนมาก ศาลจึงจำต้องนำบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อมาวินิจฉัย จนสามารถนำไปสู่การสรุปแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ว่า “สถานการณ์ข้อเท็จจริงใดบ้าง ซึ่งทำให้ผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทย ที่ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว จะต้องเสียสิทธิในสัญชาติไทย”
สถานการณ์ผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทย รับใบสำคัญประจำตัว แต่ไม่เสียสัญชาติไทย
1.การรับใบสำคัญประจำตัว เพราะเกรงกลัวต่อประกาศจากทางราชการ ไม่ถือว่าเป็นการรับใบต่างสำคัญประจำตัวโดยสมัครใจ จึงไม่ทำให้เสียสัญชาติไทย
ปรากฏตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1984/2499
คำตัดสินว่า “คนมีสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2456 ดังนี้ใบสำคัญประจำตัว
คนต่างด้าวที่จำเลยได้รับตามพฤติการณ์ดังกล่าวจะใช้บังคับแก่จำเลยให้ขาดจากสัญชาติไทยไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว จำเลยก็ไม่มีหน้าที่จะต่ออายุใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวที่จำเลยได้รับมานั้น อนึ่งการที่จะขาดจากสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) ม.5 พ.ศ. 2496 จะต้องเป็นไปด้วยใจสมัครจึงจะถูกต้องตามความประสงค์ของมาตรานี้” ประกอบกับ “ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวนั้นเมื่อจำเลยรับมาเพราะกลัวความผิดตามประกาศของอำเภอจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับมาด้วยความสมัครใจ”
2. การรับใบสำคัญประจำตัว เพราะเข้าใจผิดและเพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานมิใช่โดยสมัครใจ จึงไม่ทำให้เสียสัญชาติไทย
2.1 ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1452/2498
ข้อเท็จจริง คือ เป็นคนสัญชาติไทย ที่รับใบสำคัญประจำตัวเพราะเหตุที่ไปสมรสกับสามีซึ่งคนต่างด้าว ทำให้เจ้าหน้าที่ความเข้าใจว่าหญิงนั้นมีสัญชาติตามสามี จึงแนะนำให้รับใบสำคัญประจำตัว ทั้งที่กฎหมายสัญชาติของสามีก็ไม่ปรากฏบทบัญญัติให้หญิงนั้นมีสัญชาติตามสามีได้
คำตัดสิน “ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าเรื่องนี้จำเลยปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้า
พนักงานและรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเพราะได้สมรสกับสามีซึ่งเป็นคนต่างด้าว มิใช่เป็นการรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวโดยสมัครใจ จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 16 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2496 จำเลยยังไม่ขาดสัญชาติไทย”
2.2 ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938-1945/2499
ข้อเท็จจริง คือ หญิงเป็นคนสัญชาติไทย ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2456 และสมรสกับคนต่างด้าวสัญชาติจีน แต่ก็มิได้แสดงเจตนาสละสัญชาติไทย จำเลยจึงได้ใบทะเบียนต่างด้าวมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จำต้องมีใบทะเบียนประจำตัวคนต่างด้าวและไม่มีหน้าที่ต้องขอต่ออายุใบสำคัญ
คำตัดสิน “จำเลยได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวมาโดยไม่สมัครใจ จำเลยจึงยังไม่สูญเสียสัญชาติไทย”
3. การรับใบสำคัญประจำตัวแทนโดยบิดาซึ่งเป็นบุพการี ยังไม่เพียงพอต่อการรับฟังว่ามีเจตนาถือใบสำคัญประจำตัว จึงไม่เสียสัญชาติไทย
ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1317/249 5
ข้อเท็จจริง คือ เป็นคนสัญชาติไทยแต่บิดาไปขอจดทะเบียนว่าเป็นคนต่างด้าว จนพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้ยึดถือเป็นการผิดพลาด
คำตัดสิน “การที่ผู้ร้องขอจะมีสัญชาติอะไรนั้นอยู่ที่ฎหมายว่าด้วยสัญชาติ หาใช่อยู่ที่กฎหมาย ว่าด้วยทะเบียนคนต่างด้าวไม่ ถ้าผู้ร้องเป็นคนไทย การที่เจ้าพนักงานออกใบทะเบียนคนต่างด้าวให้ผู้ร้อง หาได้ทำให้ผู้ร้องขอเปลี่ยนสัญชาติไปไม่”
สถานการณ์ผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยรับใบสำคัญประจำตัว แล้วนำไปสู่การเสียสัญชาติไทย
1. การต่ออายุใบสำคัญประจำตัว เป็นพฤติกรรมแสดงให้เห็นถึง เจตนาในการถือใบสำคัญประจำตัว จึงเป็นเหตุให้เสียสัญชาติไทย
ทั้งนี้ การรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวโดยเจ้าตัวไม่ได้ยินยอม แต่เป็นการกระทำของผู้ปกครอง ไม่มีผลทำให้เจ้าตัวเสียสัญชาติไทย แต่การเสียสัญชาติมีผลมาจากประเด็นเรื่อง การถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวนั้นเรื่อยมาและการต่ออายุใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวด้วยตนเอง เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่า บุคคลดังกล่าวมีเจตนาเป็นคนต่างด้าว
1.1 ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 120/2517
ข้อเท็จจริง คือ โจทก์เกิดในประเทศไทยโดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าว พ.ศ. 2490 โจทก์ไปประเทศจีน กลับมาประเทศไทยเมื่อพ.ศ. 2491 แล้วโจทก์ไปขอรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวในปีเดียวกันทั้งได้ต่ออายุใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวติดต่อกันตลอดมา
คำตัดสิน “ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 21บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าว ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว ให้เสียสัญชาติไทย" แม้ไม่มีข้อความว่า "ไม่ว่าจะได้รับใบสำคัญประจำตัวก่อนหรือหลังวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ดังบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2495 มาตรา 16 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2496 มาตรา 5 ที่ยกเลิกไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตั้งแต่ พ.ศ. 2491 ตลอดมา จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 21 ย่อมมีผลให้โจทก์เสียสัญชาติไทย”
1.2 ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 278/2518
คำตัดสิน “ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตั้งแต่ พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะเกิดในราชอาณาจักรไทย แต่จำเลยได้ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวมาตั้งแต่พ.ศ. 2491 แสดงว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะถือสัญชาติไทย ต่อมาจำเลยได้เสียสัญชาติไทยไปตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2495 มาตรา 16 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2496 มาตรา 5 เพราะถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว เมื่อจำเลยกลับได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 ซึ่งได้ยกเลิกมาตรา 16 ทวิ นั้นแล้วจำเลยก็ยังถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตลอดมาจนพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ใช้บังคับซึ่งมาตรา 21 บัญญัติให้ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย เพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าว ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว ให้เสียสัญชาติไทย บทบัญญัติแห่งมาตรา 21 ดังกล่าวจึงมีผลถึงจำเลยซึ่งถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแม้มาตรา 21 ดังกล่าวจะมิได้บัญญัติความว่า ให้ขาดจากสัญชาติไทย ไม่ว่าจะได้รับใบสำคัญประจำตัวก่อนหรือหลังวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็ไม่เป็นผลให้แตกต่างกันอย่างไร” โจทย์เสียสัญชาติไทยแล้ว
1.3 ปรากฏตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1196/2504
คำตัดสิน คือ โจทก์เป็นคนสัญชาติไทย มีบิดาเป็นคนต่างด้าว และได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว เมื่ออายุ 15 ปี โดยการร้องขอแทนของบิดาซึ่งโจทก์ไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วยก็ตาม แต่เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ได้ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและต่อายุเรื่อยมา จนอายุ 34 ปี โดยไม่ได้จัดการเพื่อให้ตนได้สัญชาติไทยกลับคืนมา เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2496 มาตรา 16 ทวิ ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทย แต่บิดาเป็นคนต่างด้าวนั้น ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่าทงด้าวแล้ว ให้ขาดจากสัญชาติไทย กรณีนี้โจทก์จึงขาดจากสัญชาติไทย[8]
สรุป คือ การขอมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแทนโดยบิดา ทั้งที่ไม่ได้มีข้อเท็จจริงเป็นคนต่างด้าว ไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าบุคคลนั้นมีเจตนาที่จะถือใบสำคัญประจำตัว จึงไม่เสียสัญชาติไทย แต่เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ถือใบสำคัญประจำตัวนั้นและต่ออายุเรื่อยมา เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะเป็นคนต่างด้าว จึงเสียสัญชาติไทย
1.4 ปรากฏตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1507/2522
คำตัดสิน แม้จะฟังว่าโจทก์มีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าว แต่โจทก์ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวซึ่งนายทะเบียนได้ออกให้ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. 2479 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 และต่ออายุใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวติดต่อกันตลอดมา โจทก์จึงต้องเสียสัญชาติไทยตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติดังกล่าวบัญญัติให้การเสียสัญชาติไทย มีผลต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้มีผลเฉพาะตัวเท่านั้น มาตรา 5 นี้จึงเป็นบทบัญญัติในเรื่องผลของการเสียสัญชาติไทยว่ามีผลเมื่อใดซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเสียสัญชาติไทยอันจะต้องพิจารณาตามมาตรา 21 เมื่อโจทก์ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว โจทก์จึงต้องเสียสัญชาติไทยไปตามมาตรา 21 ดังกล่าว แต่การเสียสัญชาติไทยของโจทก์จะมีผลต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้จะดำเนินการต่อไป หาใช่ว่าหากยังไม่ประกาศการเสียสัญชาติไทยของโจทก์ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โจทก์จะไม่เสียสัญชาติไทย ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อที่โจทก์บรรลุนิติภาวะเมื่อ พ.ศ. 2494 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่พระราชบัญญัติสัญชาติฉบับนี้ใช้บังคับ โจทก์จะยื่นคำขอกลับคืนสัญชาติไทยภายในสองปี นับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะตามมาตรา 24 ได้อย่างไรนั้น บทบัญญัติตามมาตรา 24 ใช้บังคับไม่ได้ในกรณีของโจทก์ แต่ก่อนที่พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 จะประกาศใช้โจทก์อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 นับแต่นั้นมาจนกระทั่งพระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2508 ใช้บังคับ โจทก์คงต่ออายุใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวติดต่อกันตลอดมา แสดงว่าโจทก์สมัครใจถือสัญชาติตามใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว โจทก์จึงต้องเสียสัญชาติไทย
บรรณานุกรม
เอกสารประกอบการเขียน
ชุมพร ปัจจุสานนท์. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลเล่ม 1 สัญชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : บริษัทสำนักพิมพ์ วิญญูชน จำกัด, 2549.
วีนัส สีสุข. “บทวิเคราะห์กรณีนางเรียน เวียนวัฒนชัย : คนเวียดนามที่เกิดในประเทศไทย.” http://www.gotoknow.org/blogs/posts/503378, 24 กันยายน 2555.
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ.2493
พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2495
พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2497
พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ.2479
พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2481
พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2481
พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2483
พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522
คำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่1559-1563/2538
คำพิพากษาศาลฎีกาที่1486/2529
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1984/2499
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1452/2498
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938-1945/2499
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1317/2495
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 120/2517
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 278/2518
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2504
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1507/2522
[1] ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 69 ตอนที่ 10 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 หน้า 103
[2] มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2495 จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2508
[3] มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2496
[4] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 82/ตอนที่ 62/ฉบับพิเศษ หน้า 1/4 สิงหาคม 2508
[5] มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2508
[6] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 109/ตอนที่ 13/หน้า 3/25 กุมภาพันธ์ 2535 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535
[7] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125/ตอนที่ 39 ก/หน้า 24/27 กุมภาพันธ์2551 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551
[8] ชุมพร ปัจจุสานนท์, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลเล่ม 1 สัญชาติ, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : บริษัทสำนักพิมพ์ วิญญูชน จำกัด, 2549), น.243-246.