ในตัวของมนุษย์นั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่เคยมีความล้า ความล้าอาจเกิดจากทางร่างกาย ทางจิตใจ หรืออาจเกิดทั้งกายและใจไปพร้อมๆ กัน บางคนโชคดีที่รับรู้ว่าตนเองล้า สามารถจะปรับ แก้ไขให้ความล้าลดลง แต่บางคนนั้นอาจไม่รับรู้ตนเองด้วยซ้ำว่าตนเองมีความล้า ต้องหยุดกิจกรรมนั้นๆ ร่างกายของคนย่อมมีขอบเขตการทำงานของตัวมัน ถ้าเราฝืน เป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่นอน อย่างแรกคือไม่ดีต่อสุขภาพตนเอง อย่างที่สองอาจส่งผลต่อคนรอบข้าง การทำกิจกรรมทุกกิจกรรมต้องมีความสมดุล เช่นในชีวิตประจำวันของเรานั้นต้องประกอบด้วยการทำกิจวัตรประจำวัน การพักผ่อน การนอนหลับ และการทำกิจกรรมยามว่าง ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรจะปรับเปลี่ยนคือทัศนคติของตนเอง คือต้องรับรู้ตนเองว่า ขณะนี้เรารู้สึกอย่างไร เราไหวกับการทำกิจกรรมนั้นๆหรือไม่ เรากำลังฝืนอยู่หรือไม่ ถ้าเราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งที่เราทำเกินกำลังหรือหักโหมเกินไปไหม เราสามารถถามได้จากคนใกล้ตัว เพราะคนเหล่านั้นใช้เวลาอยู่กับเรามากที่สุดและเข้าใจเรามากที่สุด อาจเป็นครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน  เมื่อเราสามารถตระหนัก รับรู้ว่าตนเองเกิดความล้าแล้ว เราควรจะหยุดคิดว่าความล้าที่เกิดขึ้น สาเหตุเกิดจากอะไร เช่น อาจเกิดจากงานที่มากเกินไป เกิดจากการออกแรงทำกิจกรรมมากเกินไป หรืออาจเกิดจากความคาดหวังที่มากเกินไป หรืออาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่กดดันไม่ว่าจะเป็นคนหรือสถานที่ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเราสามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของความล้าได้นั้น เราก็สามารถนำไปแก้ไขตรงจุด การจัดการความล้านั้นเราสามารถเริ่มจากตนเองคือ คิดบวก มองโลกในแง่ดี นึกถึงประโยชน์ต่อส่วนรวม  และปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้ง่ายหรือสะดวกขึ้น  จัดตารางเวลาในการทำกิจกรรมให้เหมาะสม โดยเมื่อมีความรู้สึกล้า อาจทำกิจกรรมที่สนใจหรือชอบเช่นการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ การฟังเพลง เป็นต้น และเราสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ผ่อนคลาย มีเสียงเพลงเบาๆ แสงสว่างเพียงพอ อากาศถ่ายเท และมีการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เพื่อน หรือรวมไปถึงการทำกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อชุมชน