ข้าพเจ้ายังรู้สึกติดใจที่ได้พบแบบบันทึกหรืออาจจะเรียกได้ว่าแบบเก็บข้อมูลของท่านพุทธทาส R2R เล็กๆ เพื่อการแก้ไขตนเอง ซึ่งหากเราสามารถทำได้เช่นนี้ จะทำให้มองเห็นข้อพร่องของตนเอง มองเห็นพลังที่ตนเองทำได้ และมองเห็นโอกาสที่น่าจะพัฒนาตนเองต่อไปได้...

นี่คือการใคร่ครวญในตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในอิทธิบาท๔ => ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา...กำหนดในเป้าหมายในกระบวนการที่เราจะพัฒนาตนเอง จากนั้นก็ขยันหมั่นเพียรต่อตนเองที่จะไปให้ถึงซึ่งเป้าหมายนั้น มีจิตใจจดจ่อไม่วอกแวกออกจากสิ่งที่เรากำลังทำ กำลังพัฒนาเรียนรู้ไปให้สุดสายทาง...ในระหว่างนั้นก็พิจารณาใคร่ครวญในตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ซึ่ง...แบบบันทึกที่ท่านพุทธทาสท่านปฏิบัติให้เราได้เห็นนั้น สะท้อนให้เห็นถึง...การได้ใคร่ครวญในตนเอง(วิมังสา) ประเมินตนเอง...หากในแวดวง KM ก็เรียกว่า ถอดบทเรียน (After Action Review)

จากเรื่องราวที่ได้เห็นครูบาอาจารย์ผู้เป็นต้นแบบอย่างเด่นชัดทางปัญญานั้น

ทำให้ได้ย้อนกลับมานึกมาใคร่ครวญในตนเอง

จากที่เริ่มตั้งใจและเอาจริงเอาจังกับตนเอง ในการพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายสูงสุดตามความหมายแห่งการเกิดในทางพุทธศาสนานั้น สิ่งที่ข้าพเจ้านำมาเป็นกรอบในการใคร่ครวญตนเองเสมอในแต่ละวันก็คือ

  • ศีล
  • บารมี๑๐
  • ข้อปฏิบัติที่เรากำหนดเป็นกิจวัตรประจำวัน

มีทั้งเป้าหมายระยะสั้น คือ วันต่อวัน และเป้าหมายระยะยาว

บางครั้งก็มีสภาวะเข้ามากระทบให้เราสั่นคลอน แต่เมื่อได้หยุดเพื่อทบทวนและพิจารณาใคร่ครวญ เราก็ย่างก้าวต่อไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การได้ฝึกฝนเช่นนี้ทำให้เราได้ทักษะของความมั่นคงและตั้งมั่นในสิ่งที่เราทำ และอธิษฐานจิตอันเป็นหนึ่งในบารมี๑๐ ไว้ได้อย่างแน่วแน่

การได้เห็น R2R เล็กๆ เพื่อการแก้ไขตนเอง ทำให้รู้สึกว่าคล้ายได้รับรางวันอันเป็นกำลังใจที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านได้เหลือมรดกไว้ให้เราได้เห็นเชิงประจักษ์ และอีกทั้งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ท่านเป็นพยานเชิงประจักษ์ได้อย่างเด่นชัดมากในเรื่องชีวิตนั้นพัฒนาได้อย่างสูงสุดตามอริยะมรรค ... 

...

๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕