ข้อเท็จจริง
ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวนาลิสา ทรอย เกิดที่โรงพยาบาลเซนต์ แมรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ จากนางสมมาตร ทรอย และนายแฟรงค์ ทรอย
ในขณะที่เกิด ไม่ได้มีการแจ้งการเกิดของนาลิสาในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย มีเพียงการแจ้งการเกิดของนาลิสาในทะเบียนราษฎรของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ นางนาลิสา ทรอย หวอด ได้ยื่นคำร้องเกี่ยวกับงานทะเบียนราษฎร (ท.ร.๓๑) เพื่อขอให้นายทะเบียนอำเภอเกาะคาดำเนินการเพื่อเพิ่มชื่อของตนในทะเบียนบ้าน โดยอ้างว่า ตนเกิดเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ และมีสัญชาติไทย ทั้งนี้ โดยมีพยานเอกสาร ก็คือ ใบรับรองคนเกิด (Certficate of Live Birth) ซึ่งออกโดยคณะกรรมการสุขอนามัยรัฐวิสคอนซิล (Wisconsin State Board of Health) เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙
ใบรับรองคนเกิดดังกล่าวระบุถึงบุพการีของนาลิสาว่า มีบิดาชื่อ แฟรงค์ เนธาน ทรอย ซึ่งเกิดที่โอกลาโฮม่า และมีมารดาชื่อ สมมาตร พันธุ์อร่าม ซึ่งที่ประเทศไทย ขอให้สังเกตว่า ใบรับรองคนเกิดตามกฎหมายอเมริกัน มีลักษณะเช่นเดียวกับเอกสารรับรองคนเกิดในหลายประเทศที่ไม่ระบุสถานทางสัญชาติของทั้งบิดาและมารดา หากแต่ระบุเพียงสถานที่เกิดของบุพการีของคนเกิด นอกจากนั้น ยังมีหนังสือรับรองของสถานกงสุลใหญ่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งรับรองว่า นางนาลิสาเป็นบุตรนางสมมาตร ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ส่วนนางสมมาตรถือบัตรประชาชนตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.๒๕๒๖ ออกโดยกรมการปกครองเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ และทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ณ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ระบุว่า นางสมมาตรมีสัญชาติไทย
โดยพิจารณาและเห็นว่า นางนาลิสาได้สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยผลของมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางจึงเพิ่มชื่อของนางนาลิสาลงในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ในสถานะ “คนสัญชาติไทย” เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓
แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย นางนาลิสาก็ยังอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป แม้จะมีการเดินทางมาเยี่ยมมารดาในประเทศไทยบ้างก็ตาม การดำเนินชีวิตโดยทั่วไปทำในประเทศสหรัฐอเมริกา
คำถาม
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางนาลิสามีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนทางการเมืองของรัฐไทยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? [1]
คำตอบ
จะเห็นว่า กรณีตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน เพราะว่า เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐเจ้าของอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชากร กล่าวคือรัฐไทย และเอกชนผู้ทรงสิทธิในการเลือกตั้งเป็นผู้แทนทางการเมือง กล่าวคือ นางสาวนาลิสา และนิติสัมพันธ์ตามข้อเท็จจริงยังมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ กล่าวคือ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้น นิติสัมพันธ์ดังกล่าวจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
เมื่อไม่ปรากฏว่า มีการกำหนดเป็นอย่างอื่น จึงต้องนำเอากฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมตลอดถึงกฎหมายไทยลูกบทที่กำหนดวิธีการเลือกตั้งมาใช้รับรองสิทธิในความเป็นผู้แทนทางการเมืองของนางสาวนาลิสา
จะเห็นว่า โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นจารีตประเพณี อันหมายถึง ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บุคคลธรรมดาผู้ทรงสิทธิเลือกตั้งจะต้องเป็นคนสัญชาติไทย เมื่อนางสาวนาลิสามีสถานะคนสัญชาติไทย ดังปรากฏตามบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) เธอจึงมีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้แทนทางการเมืองของรัฐไทย
จึงสรุปว่า แม้หลังการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ทั้งยังอาศัยอยู่และการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปทำในประเทศสหรัฐอเมริกา นางนาลิสาก็ยังมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทย การมีสัญชาติอเมริกันอยู่ด้วยและการไม่อาศัยอยู่จริงในประเทศไทยไม่ส่งผลต่อสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในสถานะผู้แทนทางการเมืองของนางนาลิสาแต่อย่างใด
[1] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ปีการศึกษา ๒๕๕๔ ภาคการศึกษาที่ ๑ เป็นเรื่องจริง ซึ่งเจ้าของเรื่องประสงค์จะให้ใช้เป็นบทเรียนเพื่อสอนนักศึกษากฎหมายในคณะนิติศาสตร์ เพื่อจะไม่มีคนในสถานการณ์เดียวกับนาลิสาต้องประสบปัญหาความไม่เข้าใจในการใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา