ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ภาคปกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร และ อ.ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕

ข้อเท็จจริง

นายม่อเซเกิดในประเทศพม่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ จากนางนอเมี๊ยะและนายจอเมี๊ยะ ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๒ ได้เข้ามาในประเทศไทยทางด้านอำเภอสบเมย

ต่อมาได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางพอมู ซึ่งเป็นคนกะเหรี่ยงที่เกิดในประเทศพม่าเช่นเดียวกัน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางพอมูเกิดเมื่อ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ จากนางจีคึ๊พอและนายมอกร่อ

ม่อเซและพอมูมีบุตรด้วยกัน ๕ คน คือ (๑) นายสมพงษ์ ซึ่งเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ (๒) นายคือเซ ซึ่งเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ (๓) นายเซดาเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ (๔) เด็กชายเจตน์ ซึ่งเกิดโรงพยาบาลแม่สะเรียงเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๖ และ (๕) เด็กชายบุญชัย ซึ่งเกิดที่โรงพยาบาลแม่สะเรียงเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘

ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ม่อเซ่และพอมู ตลอดจนบุตรชาย ๓ คนแรกไม่ได้รับการแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรของประเทศใดเลยบนโลก บุคคลทั้งห้าคนเพียงได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ ทั้งนี้ สำนักทะเบียนอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้บันทึกบุคคลทั้งห้าในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยประเภท "ทะเบียนประวัติผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า” เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๗ และต่อมา ก็ได้บันทึกบุคคลทั้งหมดในทะเบียนบ้านตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยประเภทคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓)

ส่วนบุตรคนที่ ๔ และ ๕ ของม่อเซ่และพอมูนั้น เกิด ณ โรงพยาบาลแม่สะเรียง และได้รับการแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรไทยตั้งแต่เกิด

บุคคลในครอบครัวนี้ทำงานแล้ว ยกเว้น เด็กชายเจตน์ และเด็กชายบุญชัย ยังเรียนหนังสืออยู่

เอกสารทางทะเบียนราษฎรไทยที่ออกโดยรัฐบาลไทยก่อน พ.ศ.๒๕๔๗ บันทึกว่า นางพอมูและนายม่อเซ ตลอดจนบุตรว่า เป็นคนมีสัญชาติกะเหรี่ยง แต่เอกสารทะเบียนราษฎรไทยที่ออกโดยรัฐบาลไทยในสมัยปัจจุบันเรียกพวกเขาว่า “บุคคลไม่มีสัญชาติไทย” แต่ไม่ได้ระบุสัญชาติของพวกเขา ดังจะเห็นว่า พวกเขาถือบัตรประจำตัวที่กรมการปกครองออกให้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย ซึ่งบัตรนี้ถูกเรียกว่า “บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยประเภทผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า (มีถิ่นที่อยู่ถาวร)” 

คำถาม

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า มาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ อาจถูกนำมาขจัดปัญหาความไร้สัญชาติของม่อเซ่และครอบครัวได้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?

แนวคำตอบ

มาตรา ๒๓ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นบทบัญญัติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติใน พ.ศ.๒๕๕๐ มุ่งที่จะออกมาเพื่อขจัดปัญหาความไร้สัญชาติหรือความเสมือนไร้สัญชาติให้แก่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยแต่ตกเป็นคนต่างด้าวโดยผลของข้อ ๒ แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕

บุคคลจะมีลักษณะเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ นี้ ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงครบ ๓ ประการดังต่อไปนี้ (๑) จะต้องเป็นบุคคลที่ฟังได้ว่า เป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย  (๒) จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ซึ่งหมายความ จะต้องเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว (๓) เป็นบุคคลผู้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และ (๔) เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไป ก็คือ นายม่อเซและนางพอมูและบุตรชายทั้งหมดมีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบของมาตรา ๒๓ นี้หรือไม่ ?

ข้อพิจารณาในประการแรก ก็คือ นายม่อเซและนางพอมูและบุตรชายทั้งหมดเกิดในประเทศไทยหรือไม่นั้น ? 

จะเห็นว่า นายม่อเซและนางพอมูไม่ได้เกิดในประเทศไทย หากจะอธิบายโดยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็คือ กฎหมายพิจารณาว่า พวกเขา “ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิด” กับประเทศไทยในมาตรฐานที่มาตรา ๒๓ กำหนด พวกเขาทั้งสองจึง “ขาด” ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่ ๑ ของมาตรา ๒๓ ที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด

ในขณะที่บุตรทั้งห้าคนเกิดในประเทศไทย ดังนั้น หากจะอธิบายโดยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็คือ กฎหมายพิจารณาว่า พวกเขา “มีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิด” กับประเทศไทยในมาตรฐานที่มาตรา ๒๓ กำหนด พวกเขาทั้งสองจึง “มี” ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่ ๑ ของมาตรา ๒๓ ที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด

ในประการที่สอง ข้อพิจารณาที่ว่า บุตรชายทั้งห้าคนของนายม่อเซและนางพอมูเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ หรือไม่นั้น ?

จะเห็นว่า เป็นที่ชัดเจนว่า บุตรชายสองคนแรกเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ และเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ ตามลำดับ จากบิดาและมารดาต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองไทยแบบไม่ถาวร เขาทั้งสองจึงตกอยู่ภายใต้ข้อ ๒ แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ อันทำให้ไม่มีสัญชาติไทยในขณะที่เกิด แม้เกิดในประเทศไทย หากจะอธิบายโดยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็คือ กฎหมายพิจารณาว่า พวกเขายังไม่มีความกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมกับสังคมไทยในมาตรฐานที่มาตรา ๒๓ กำหนด พวกเขาทั้งสองจึง “มี” ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่ ๒ ของมาตรา ๒๓ ที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน

สำหรับบุตรคนที่สามซึ่งเกิดใน พ.ศ.๒๕๓๕ แต่ไม่ทราบว่า วันที่เกิด เพราะในขณะที่เกิดนั้น ไม่มีการบันทึกการเกิด เนื่องจากเกิดนอกโรงพยาบาล โดยข้อสันนิษฐานตามมาตรา ๑๖ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไทยซึ่งบัญญัติว่า “การนับอายุของบุคคล ให้เริ่มนับแต่วันเกิด ในกรณีที่รู้ว่าเกิดในเดือนใดแต่ไม่รู้วันเกิด ให้นับวันที่หนึ่งแห่งเดือนนั้นเป็นวันเกิด แต่ถ้าพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้เดือนและวันเกิดของบุคคลใด ให้นับอายุบุคคลนั้นตั้งแต่วันต้นปีปฏิทิน ซึ่งเป็นปีที่บุคคลนั้นเกิด” ดังนั้น จึงต้องถือว่า เขาเกิดในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๕ อันทำให้เขาตกอยู่ภายใต้ข้อ ๒ แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เช่นเดียวกับบุตรชายสองคนแรกของนายม่อเซและนางพอมู หากจะอธิบายโดยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็คือ กฎหมายพิจารณาว่า พวกเขายังไม่มีความกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมกับสังคมไทยในมาตรฐานที่มาตรา ๒๓ กำหนด พวกเขาทั้งสองจึง “มี” ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่ ๒ ของมาตรา ๒๓ ที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ดังเช่นบุตรสองคนแรก

ส่วนบุตรชายคนที่สี่และห้านั้นเกิดในประเทศไทยเมื่อพ.ศ.๒๕๔๖ และเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘ ตามลำดับ เขาจึงไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เพราะเขาเกิดเมื่อกฎหมายฉบับนี้สิ้นผลแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เขาทั้งสองก็ยังตกอยู่ในข้อยกเว้นของการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ หากจะอธิบายโดยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็คือ กฎหมายพิจารณาว่า พวกเขายังไม่มีความกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมกับสังคมไทยในมาตรฐานที่มาตรา ๒๓ กำหนด พวกเขาทั้งสองจึง “ขาด” ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่ ๒ ของมาตรา ๒๓ ที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน

ในประการที่สาม ข้อพิจารณาที่ว่า บุตรชายสามคนแรกของนายม่อเซและนางพอมูเป็นบุคคลผู้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่นั้น ?

จะเห็นว่า ข้อเท็จจริงก็ปรากฏชัดเจนว่า บุตรชายทั้งสามคนแรกอาศัยอยู่ตลอดมาตั้งแต่เกิดในประเทศไทย  ดังปรากฏตามข้อเท็จจริงว่า พวกเขาได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๗ และต่อมา เมื่อมีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง พวกเขาจึงได้รับการบันทึกในทะเบียนบ้านประเภทคนต่างด้าวอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓) จึงกล่าวได้ว่า พวกเขาทั้งสามจึง “มี” ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่ ๓ ของมาตรา ๒๓ ที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด หากจะอธิบายโดยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็คือ กฎหมายพิจารณาว่า พวกเขายังมีจุดเกาะเกี่ยวภายหลังการเกิดกับประเทศไทยในมาตรฐานที่มาตรา ๒๓ กำหนด

ในประการที่สี่และสุดท้าย ข้อพิจารณาที่ว่า บุตรชายทั้งสามคนแรกของนายม่อเซแบะนางพอมูเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยหรือไม่นั้น ?

เมื่อไม่ปรากฏว่า บุตรชายทั้งสามคนแรกของนายม่อเซและนางพอมูไม่มีประวัติอาชญากรรม ก็ย่อมสรุปได้ว่า พวกเขาเป็นบุคคลที่มีความประพฤติดี จึงกล่าวได้ว่า พวกเขาทั้งสามจึง “มี” ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่ ๔ ของมาตรา ๒๓ ที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด

โดยสรุป จึงฟังได้ว่า เฉพาะบุตรชายสามคนแรกของนายม่อเซและนางพอมูเท่านั้นที่เป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง จึงหมายความต่อไปว่า พวกเขามีสัญชาติไทยตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ และมีสิทธิร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรตามกระบวนการที่กำหนดในมาตรา ๒๓ วรรค ๒ ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน” 

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของนักเรียนในโรงเรียนหนึ่งในจังหวัดลำปางที่มาร้องทุกข์ต่อศูนย์นิติศาสตร์ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ศูนย์ลำปาง  จึงสมควรที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ควรจะได้เรียนรู้ บุตรทั้งสามคนแรกของนายม่อเซและนางพอมูได้ร้องขอต่อสำนักงานทะเบียนของอำเภอสบเมย เพื่อลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร และในปัจจุบัน พวกเขาก็มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) แล้ว

พวกเขาทั้งสามจึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายไทยเพื่อขจัดปัญหาคนไร้สัญชาติในประเทศไทย ปัญหาการจัดการประชากรของรัฐไทยให้มีความมั่นคงทางมนุษย์ (Human Security) เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย ภาควิชาการนิติศาสตร์จึงควรจะเน้นหนักให้นักศึกษากฎหมายให้มีความแม่นยำอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางประชากรของประเทศไทย

-----------------------------------------------------------------------