ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ภาคปกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕

ข้อเท็จจริง

นายเงียโจซึ่งเกิดใน พ.ศ.๒๕๑๕ ได้รับการสำรวจเพื่อจัดทำแบบพิมพ์ประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรประเภท "บุคคลบนพื้นที่สูง" ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๔ และให้มีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๖  อันเป็นผลให้อำเภออุ้มผางได้ออกบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูงให้นายเงียโจถือเพื่อแสดงตน

ต่อมา ใน พ.ศ.๒๕๔๙ เงียโจได้รับการบันทึกในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนสัญชาติไทย และให้มีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๘  จัดทำบัตรประชาชนในนามของ "นายเงียโจ งามยิ่ง" โดยอำเภออุ้มผาง เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๙ ทะเบียนบ้านนี้ระบุว่า นายเงียโจมีมารดาผู้ให้กำเนิดชื่อ "คำละ" ซึ่งมีสัญชาติกะเหรี่ยง และมีบิดาผู้ให้กำเนิด ชื่อ "เวียซะ" ซึ่งมีสัญชาติกะเหรี่ยง

เงียโจเล่าให้ทนายความกฤษดา ชีช่วง แห่งคลินิกกฎหมายอุ้มผางเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า เขามีน้องอีก ๗ คน ซึ่งได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยแล้วเช่นกัน อันได้แก่ (๑) นางบุญมา (๒) นายเงียกูพ่อ (๓) นายจอลาเก้ (๔) นายคุณลา (๕) นายลองเวียไต่ และ (๖) นายจ่าโจ่พ่อ รวมเป็นพี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกันโดยมีนายเงียโจเป็นพี่ชายคนโตเป็นจำนวน ๗ คน

ปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รับรู้ในชุมชนว่า นางคำละหรือคำหล้า และนายเวียซะ เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่สืบเชื้อสายมาจากคนกะเหรี่ยงอุ้มผางดั้งเดิม

ในปัจจุบัน ทุกคนในครอบครัวเงียโจได้รับการยอมรับว่า เป็นคนสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) แล้ว โดยเฉพาะนางคำละหรือคำหล้าถูกบันทึกในทะเบียนบ้านว่า เป็นคนสัญชาติไทยที่มีบุพการีเป็นคนสัญชาติไทย

คำถาม

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนายเงียโจ ? และหากเป็นกฎหมายไทย ขอให้ระบุชื่อกฎหมายอย่างชัดเจน ? และโปรดให้เหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว ? ในท้ายที่สุด หากนายเงียโจมีสิทธิในสัญชาติไทย ก็ขอให้วิเคราะห์ว่า สัญชาติไทยดังกล่าวเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือภายหลังการเกิด ?  เพราะเหตุใด ?[1]

แนวคำตอบ

          โดยพิจารณาคำถามในข้อนี้ เราพบว่า มีประเด็นที่จะพิจารณาอยู่ ? ประเด็น กล่าวคือ (๑) โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนายเงียโจ ? เพราะเหตุใด ? (๒) และหากเป็นกฎหมายไทย กฎหมายไทยฉบับใดเป็นกฎหมายที่มีผลกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนายเงียโจ ? เพราะเหตุใด ? และ (๓) หากนายเงียโจมีสิทธิในสัญชาติไทยตามกฎหมายดังกล่าว สัญชาติไทยดังกล่าวเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือภายหลังการเกิด ?  เพราะเหตุใด ? จึงควรจะแยกคำตอบในแต่ละประเด้นให้ชัดเจนดังนี้

1.โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนายเงียโจ ? เพราะเหตุใด ?

เรื่องของสิทธิในสัญชาติเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน ดังนั้น กฎหมายที่มีผลกำหนดสิทธิดังกล่าวจึงได้แก่ กฎหมายมหาชนว่าด้วยสัญชาติของรัฐเจ้าของสัญชาติ ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่นระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

เมื่อปัญหาตามข้อเท็จจริงเป็นการกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของมนุษย์/บุคคลธรรมดา ซึ่งมีชื่อว่า “นายเงียโจ” กฎหมายของรัฐที่มีผลกำหนดสิทธิในสถานการณ์นี้ ก็คือ กฎหมายสัญชาติของรัฐไทย ซึ่งมีผลในขณะที่นายเงียโจมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยนั่นเอง

นอกจากนั้น เราพบว่า ประเทศไทยยังมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายให้แก่นายเงียโจอีกด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตาม ข้อ ๖ แห่ง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration on Human Rights) ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ และข้อ ๑๖ แห่ง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง/พลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙[2]

หากฟังว่า นายเงียโจมีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงอันทำให้มีสิทธิในสัญชาติของรัฐใดก็ตาม รัฐไทยก็มีหน้าที่ที่จะผลักดันการรับรองสถานะคนสัญชาติให้แก่นายเงียโจ ทั้งนี้ เป็นไปตาม ข้อ ๑๕ (๑)[3] แห่ง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration on Human Rights) ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ และข้อ ๒๔ (๓) [4]  แห่ง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง/พลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙

จะเห็นว่า นายเงียโจย่อมจะต้องได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๕ กล่าวคือ ตั้งแต่เกิด แต่อย่างไรก็ตาม รัฐไทยก็ได้บันทึกชื่อนายเงียโจในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยใน พ.ศ.๒๕๓๔ ในสถานะคนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอาศัยตามกฎหมายคนเข้าเมืองในประเทศไทย ทะเบียนประวัติที่ทำหน้าที่ขจัดปัญหาความไร้รัฐให้แก่นายเงียโจมีชื่อว่า “แบบพิมพ์สำหรับบุคคลบนพื้นที่สูง" ในระหว่างการพิสูจน์สัญชาติให้แก่นายเงียโจ เขาได้รับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๖ และถือบัตรประจำตัวบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง”

นอกจากนั้น จะเห็นต่อไปว่า ใน พ.ศ.๒๕๔๙ เมื่อกรมการปกครองไทยที่ทำหน้าที่รักษาการตามกฎหมายสัญชาติไทยพบว่า นายเงียโจมีสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติเป็น “คนสัญชาติไทย” ส่วนราชการนี้ของรัฐไทยจึงย้ายการบันทึกนายเงียโจจากแบบพิมพ์ประวัติมาไว้ในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร  ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนสัญชาติไทย และให้มีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๘ จัดทำบัตรประชาชน

เราจะสังเกตว่า การปฏิบัติการตามกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อการขจัดปัญหาความไร้รัฐได้เสร็จสิ้นลงใน พ.ศ.๒๕๓๔ และการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติของนายเงียโจได้แล้วเสร็จลงใน พ.ศ.๒๕๔๙

2.หากเป็นกฎหมายไทย กฎหมายไทยฉบับใดเป็นกฎหมายที่มีผลกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนายเงียโจ ? เพราะเหตุใด ?

กฎหมายไทยที่มีผลกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนายเงียโจ ก็คือ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม ทั้งนี้ เพราะนายเงียโจเกิดใน พ.ศ.๒๕๑๕ แต่ไม่อาจทราบได้ว่า นายเงียโจเกิดวันที่ใดแน่ใน พ.ศ.๒๕๑๕ ทั้งนี้ เพราะในขณะที่เกิดนั้น ไม่มีการบันทึกการเกิด เนื่องจากเกิดนอกโรงพยาบาล โดยข้อสันนิษฐานตามมาตรา ๑๖ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไทย[5] จึงต้องถือว่า นายเงียโจเกิดในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๕

เมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นายเงียโจเกิดในประเทศไทยจากนางคำละหรือคำหล้า และนายเวียซะ เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่สืบเชื้อสายมาจากคนกะเหรี่ยงอุ้มผางดั้งเดิม เราจึงสรุปได้ว่า เขามีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๗ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม ทั้งนี้ เพราะเขาเกิดในประเทศไทย[6]

แม้ต่อมา มีการประกาศใช้ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ หรือ “ปว.๓๓๗” เขาก็ไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อ ๑ แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้[7] เพราะเขามีบิดาและมารดาเป็น “ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่สืบเชื้อสายมาจากคนกะเหรี่ยงอุ้มผางดั้งเดิม” ซึ่งมิใช่คนต่างด้าวที่อพยพหนีภัยความตายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ต่อมา เมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นายเวียซะและนางคำหล้าเป็น “ชาวกะเหรี่ยงใน” กล่าวคือ เป็นชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยติดแผ่นดินไทยมาตั้งแต่ดั้งเดิม นายเวียซะจึงมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนโดยผลของมาตรา ๓ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖[8] ทั้งนี้ เพราะนายเวียซะเกิดในประเทศไทยใน พ.ศ.๒๔๘๕ และนางคำหล้าเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๒ แม้ว่าอำเภออุ้มผางจะบันทึกในทะเบียนบ้านของนายเงียโจว่า นายเงียโจมีมารดาผู้ให้กำเนิดชื่อ "คำละ" ซึ่งมีสัญชาติกะเหรี่ยง และมีบิดาผู้ให้กำเนิด ชื่อ "เวียซะ" ซึ่งมีสัญชาติกะเหรี่ยง ก็ไม่ทำให้บุพการีทั้งสองเสียสิทธิในสัญชาติไทยแต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงว่า นายเงียโจสืบเชื้อสายมาจากคนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งอุ้มผางจึงฟังได้ว่า เขาไม่ถุกถอนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดที่มีมาตั้งแต่เกิด กล่าวคือ พ.ศ.๒๕๑๕ โดยข้อ ๑ แห่ง ปว.๓๓๗ เป็นเหตุให้เขาได้รับการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.๑๔ ในสถานะคนสัญชาติไทยใน พ.ศ.๒๕๔๙ โดยระเบียบพิเศษสำหรับบุคคลบนพื้นที่ที่สูงตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร[9] เมื่อเจ้าหน้าที่อำเภออุ้มผางในช่วงเวลานั้นตระหนักในความเป็น “คนกะเหรี่ยงใน” กล่าวคือ ความเป็นคนกะเหรี่ยงที่เกิดและอาศัยติดแผ่นดินไทยมาแต่ตั้งเดิม

นอกจากนั้น เราพบว่า การที่เขามีมารดาเป็นคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด เขาจึงได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๑๐[10] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นต้นมา

ท้ายที่สุด เขาจึงมีสิทธิที่จะขอรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๒๑[11] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นต้นมา หากเขาไปขอพิสูจน์สัมพันธภาพความเป็นบิดาและบุตรกับนายเวียซะ หรือบิดาและมารดาจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายเพื่อให้เขามีสถานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา หรือบิดาร้องขอจดทะเบียนรับรองนายเงียโจเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ตระหนักว่า ในปัจจุบัน กฎหมายสัญชาติไทยได้ปฏิรูปจนสามารถที่จะรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตให้แก่บุตรบนหลักความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง กล่าวคือ บิดาและมารดาทุกคนอาจสืบสิทธิในสัญชาติไทยของคนแก่บุตรทุกคนได้ ไมว่าจะมีการสมรสกันตามกฎหมายระหว่างบิดาและมารดาหรือไม่ ก็ตาม ไม่ว่าบุตรจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรือไม่

3.หากนายเงียโจมีสิทธิในสัญชาติไทยตามกฎหมายดังกล่าว สัญชาติไทยดังกล่าวเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือภายหลังการเกิด ?  เพราะเหตุใด ?

เมื่อฟังได้ว่า สิทธิในสัญชาติไทยของนายเงียโจเป็นสิทธิที่เกิดจากจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงระหว่างรัฐไทยและนายเงียโจ สิทธิในสัญชาติไทยของเงียโจจึงเป็นสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด แม้ว่า การพิสูจน์สิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดจะแล้วเสร็จภายหลังการเกิดของนายเงียโจ ก็ไม่ทำให้นายเงียโจเสียสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด

แม้การรับรองสถานะคนสัญชาติไทยของเขาจะทำใน พ.ศ.๒๕๔๙ ก็ไม่ทำให้เขาเสียไปซึ่งสิทธิในสถานะคนสัญชาติไทยโดยการเกิด อีกทั้งการรับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ก็ไม่ทำให้เขาเสียสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดแต่อย่างใด บทบัญญัติแห่งกฎหมายไทยในเรื่องนี้มีความชัดเจนอย่างไม่มีข้อสงสัยแต่อย่างใด

การปฏิเสธสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดของนายเงียโจจึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามมาตรา ๓ วรรค ๒ แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐใดไม่ยอมใช้เหล่าพระราชบัญญัติสัญชาติกำหนดปัญหาสิทธิในสัญชาติไทยของนายเงียโจ หน่วยงานของรัฐดังกล่าวย่อมมีการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติธรรมดังกล่าว และเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เอกสารอ่านเพิ่มเติม

  • กฤษดา ชีช่วง, แม้แต่การลงสมัครรับเลือกตั้งกฎหมายว่าด้วยสัญชาติก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย, เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕, ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/501130

  • กฤษดา ชีช่วง, กฤษดา ชีช่วง, เงียโจ งามยิ่ง ราษฎรไทยที่ถือบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข ๘, เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕, http://prachatai.com/journal/2012/09/42679

 


[1] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ภาคปกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕

[2] ซึ่งต่างก็บัญญัติว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในที่ทุกสถาน (Everyone shall have the right to recognition everywhere as a person before the law.)”

[3] ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลมีสิทธิในการถือสัญชาติ (Everyone has the right to a nationality.)”

[4] ซึ่งบัญญัติว่า “เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ (Every child has the right to acquire a nationality)”

[5] ซึ่งบัญญัติว่า “การนับอายุของบุคคล ให้เริ่มนับแต่วันเกิด ในกรณีที่รู้ว่าเกิดในเดือนใดแต่ไม่รู้วันเกิด ให้นับวันที่หนึ่งแห่งเดือนนั้นเป็นวันเกิด แต่ถ้าพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้เดือนและวันเกิดของบุคคลใด ให้นับอายุบุคคลนั้นตั้งแต่วันต้นปีปฏิทิน ซึ่งเป็นปีที่บุคคลนั้นเกิด”

[6] มาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม บัญญัติว่า

            “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(๑) ผู้เกิดโดยบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(๒) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทยโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบิดาไม่มีสัญชาติไทย

(๓) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย”

[7] ซึ่งบัญญัติว่า

            “ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าว หรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็น

(๑) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

(๒) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ

(๓) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

ทั้งนี้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น

[8] มาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ บัญญัติว่า

            บุทคนเหล่านี้ได้บัญญัติว่าเปนคนไทย คือ

(๑)       บุคคลผู้ได้กำเนิดแต่บิดาเปนคนไทย แม้เกิดในพระราชอาณาจักรก็ดี เกิดนอกพระราชอาณาจักรก็ดี

(๒)       บุคคลผู้ได้กำเนิดแต่มารดาเปนคนไทย แต่ฝ่ายบิดาไม่ปรากฏ

(๓)       บุทคนผู้ได้กำเนิดในพระราชอาณาจักรสยาม

(๔)       หญิงต่างชาติผู้ได้ทำงานสมรสกับคนไทยตามกฎหมายประเวณี

(๕)       คนต่างประเทศผู้ได้แปลงชาติมาถือเอาสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติ”

[9] ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. ๒๕๔๓

[10] ซึ่งบัญญัติว่า “บทบัญญัติมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย” และมาตรา ๗ (๑) แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ บัญญัติว่า “มาตรา ๗  บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย ……..”

[11] ซึ่งบัญญัติว่า “บทบัญญัติวรรคสองของมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย” และมาตรา ๗ วรรค ๒ แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ บัญญัติว่า “คำว่าบิดาตาม (๑) ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นบิดาของผู้เกิดตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง  แม้ผู้นั้นจะมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เกิด และมิได้จดทะเบียนรับรองผู้เกิดเป็นบุตรก็ตาม”