สภาพโดยทั่วไปของสังคมไทยปัจจุบันมีความเป็นปัจเจกสูง ความเห็นแก่ตัวก็สูงตาม ส่งต่อให้ความเข้าใจคนอื่นลดน้อยลง ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันเกิดมาจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งทางสัมมาอาชีพที่ต่างคนต่างต้องเอาตัวรอด ทำให้เห็นความเอื้ออาทรต่อกันลดน้อยตามไปด้วย รวมถึงวัฒนธรรมการพึ่งพาอาศัยกันแบบพี่น้อง เครือญาติก็หดหาย ทำให้สัมพันธภาพในลักษณะสังคมไทยในอดีตหายไป มุ่งสู่กระแสนิยมมากขึ้น ก่อเกิดเป็นสังคมบริโภคเกินตัว คนไม่รู้จักพอ อันเนื่องมาจากภาวะสังคมทุนนิยม โดยคนในสังคมไม่สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ จึงเกิดการบริโภคเกินศักยภาพเกิดภาวะหนี้สินท่วมตัว
ขณะเดียวกันคุณธรรม จริยธรรม และศักดิ์ศรีแห่งความภูมิใจของคนเบาบางลง อันเนื่องมาจากภาวะสังคมที่บีบเร้าให้เกิดการชิงดีชิงเด่นเทิดทูนคนมีเงิน แม้ทำผิดก็กลายเป็นถูกได้ จากสภาพดังกล่าวเกิดเป็นปัญหาสังคมทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม การเมือง เศรษฐกิจ เกิดเป็นปัญหาเชิงระบบแฝงอยู่กับทุกอาการและทุกปัญหาเชื่อมโยงกันในทุกเรื่อง เป็นลูกโซ่และมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นรวมถึงปัญหายาเสพติด(สายสุดา สุขแสง:2552)
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานมาก จนหลายฝ่ายมองว่า ไม่สามารถแก้ไขนี้ให้หมดไปจากสังคมไทยเราได้ ในขณะเดียวกันปัญหายาเสพติดได้แทรกซึมเข้าสู่ทุกกลุ่มของประชากรไทย โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ถือเป็นกำลังสำคัญของชาติ เป็นหัวหอกในการนำพาประเทศชาติสู่อนาคต หลายคนต้องจบเส้นทางสดใสในวัยอันควรเพราะเข้าไปสู่เส้นทางยาเสพติด และปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่เพียงแค่การเสพ แต่ขยายกว้างขึ้นทุกวัน ขยับจากเสพเป็นค้า บางกลุ่มพยายามสร้างเป็นขบวนการในสถานศึกษา
ในภาพรวมยาเสพติดไม่เพียงแค่อันตรายต่อร่างกายของคนเสพเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อระบบจิตใจ ทั้งผู้เสพและคนรอบข้าง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ยาเสพติดบางตัวไม่ทำลายร่างกายแต่ทำลายระบบสมองที่เป็นส่วนสำคัญของร่างกาย ทำให้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ลดน้อยลงไป ส่งผลต่อการเรียนทำให้เยาวชนหลายคนต้องออกจากสถานศึกษาด้วยไม่สามารถเรียนต่อได้ บางคนต้องออกจากด้วยสังคมรอบข้างไม่ยอมรับ ด้วยกลัวจะเสียชื่อสถานศึกษา
สภาพปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดในสถานศึกษา จะเห็นได้ว่าในสถานศึกษามีการแพร่ระบาดมายิ่งขึ้น และจำนวนนักเรียนที่เป็นกำลังสำคัญของชาติต้องตกเป็นทาส และเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ไม่หวังดีใช้ในการสร้างกำไร จากรายงานการดำเนินงาน(สรุปผลการดำเนินงานด้านการบำบัดรักษาฯประจำปีงบประมาณ 2553 สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) ด้านการบำบัดรักษา ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ระหว่าง 1 ตุลาคม 2552- 30 กันยายน 2553 พบว่า มีผู้เข้ารับการบำบัด 114,074 ราย แยกเป็น เพศชาย 104,150 เพศหญิง 9,920 ราย ไม่ระบุเพศ 4 ราย เมื่อจำแนกตามอายุพบว่า อยู่ในช่วงอายุ 7-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนนักศึกษา จำนวน 57,352 คน คิดเป็นร้อยละ 50.27 หากดูตัวเลขดังกล่าว ถือว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของขบวนการค้ายาเสพติดคือ กลุ่มเยาวชน
จากสรุปผลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหายาเสพติดที่เข้าสู่กลุ่มเยาวชน ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อผู้เสพเท่านั้น ยังทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ตั้งแต่ระดับครอบครัว สังคม ประเทศชาติและโลก มีหน่วยงานหลายแห่งพยายามร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งภาครัฐ เอกชน เพื่อให้ปัญหานี้ลดน้อยลงและนำไปสู่ความหวังสูงสุดคือการหมดไปของปัญหายาเสพติดในขณะเดียวกันการกำหนดนโยบายหรือมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา โดยยึดหลักวัตถุประสงค์ใช้มาตรการทางการศึกษาเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ได้มีความคิด สามารถวิเคราะห์ แยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ได้ โดยผ่านการศึกษาที่สถานศึกษาต้องดำเนินการ
แต่หากเราย้อนดูในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ผ่านมาของสถานศึกษาเป็นเพียงตอบสนองนโยบายของรัฐ ในการแก้ไขปัญหาโดยมิได้คำนึงถึงสภาพปัญหาปัจจุบันและความต้องการของสถานศึกษาและผู้มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ด้วยผู้เกี่ยวข้องเองไม่ได้ตระหนักถึงการป้องกันอย่างจริงจัง ด้วยปัจจัยภายนอกหลายอย่าง รวมถึงปัจจัยภายในตัวผู้บริหารเอง ที่ว่าหากรายงานไปจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสถานศึกษา ทั้งที่ปัญหามันมีอยู่จริง ผู้บริหารท่านหนึ่งเคยให้ข้อมูลว่า “มีการสูบบุหรี่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้รายงานไปว่ามี 2 รายแต่โดนตีกลับให้แก้เพราะจะทำให้เสียภาพพจน์” ส่งผลให้การดำเนินการที่ผ่านมา จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ทำให้ปัญหาจึงยังคงเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันและยังคงเป็นปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาประเทศอยู่ร่ำไป ด้วยกำลังสำคัญของชาติต่างอาศัยสถานศึกษาเป็นสถานที่เพื่อพัฒนาศักยภาพในการดำเนินชีวิตเพื่อความอยู่รอดของเขาในอนาคต
ปัญหายาเสพติดยังคงอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ หากหลายฝ่ายยังไม่ยอมรับความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ หลายฝ่ายที่รับผิดชอบไม่เคยมองรากเหง้าของปัญหาอย่างจริงจัง ฝ่ายนโยบายก็มุ่งเป้าแต่จะกำหนดตัวเลข ฝ่ายปฏิบัติก็คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร มัวแต่คิดว่าจะเอาตัวเลขอะไรไปใส่กรอบชงตัวเลขในแต่ละปี ฝ่ายรากเหง้าปัญหาที่เขาเรียกว่า “ผู้ป่วย” ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ตัวเป้าหมายของขบวนการที่เป็นเยาวชนต้องตกที่นั่งลำบาก หากตัวเองหลงเข้าไปในวงโคจรยาเสพติดอยากจะออกจะทำอย่างไร จะบอกใครก็กลัวเขาจะรังเกียจ กลัวโดนไล่ออก หลายฝ่ายออกมาบอกว่า พวกเขาคือผู้ป่วยต้องช่วยรักษาและให้โอกาส แต่ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้าม เมื่อมีปรากฏว่าเสพยาก็ไล่ออก..เมื่อเสพก็จับกุม ส่งบำบัด มันคือทางออกที่ดีแล้วหรือ
คงไม่มีใครรู้สึกแปลกใจหากสังคมไทยเกิดความวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ นั่นส่วนหนึ่งเพราะการแก้ไขปัญหาทุกอย่างล้มเหลว เพราะสังคมไทยป่วย ที่ปล่อยให้คนเพียงหยิบมือกำหนดอนาคตของประเทศ ฝ่ายกำหนดไม่เคยฟังเสียงส่วนใหญ่ของสังคม................
ส่วนหนึ่งของการเขียนเรื่องนี้ด้วยเพราะได้คุยกับกลุ่มที่เกี่ยวพันกับเรื่องยา ในส่วนตัวเขาก็มีความกลัวกับสิ่งที่ทำอยู่แต่เขาไม่สามารถที่จะอยากเลิกก็เลิกได้ ทั้งต้องแอบต้องหลบกับความผิดของตัวเองยังต้องหลบสังคมภายนอก หากสังเกตจะพบว่าเด็กพวกนี้จะไม่ยอมคุยกับใคร ไม่เข้าร่วมกิจกรรมอะไรของใครทั้งสิ้น เขาจะอยู่แต่กับพวกเขา เพราะไม่ใช่จริตของเขา ในเมื่อเขาเปิดใจที่จะบอกเล่าขนาดนี้ เราจะจับเขาไปบำบัดหรือ.....เรามีวิธีการอื่นไหมช่วยตอบที
ขอบคุณทุกกำลังใจและดอกไม้ที่ให้นะค่ะ....แลกเปลี่ยนเพิ่มเติมมุมมองได้เผื่อว่าน้องจะได้นำไปปรับเป็นกิจกรรมสำหรับน้อง ๆ ต่อไปค่ะ
ส่วนสำหรับรายได้ขอบคุณค่ะแต่ตอนนี้พอแล้วค่ะ พออยู่พอกินค่ะ...
เห็นด้วยกัชันทึกครับ