ผมยอมรับว่า ผมมีความฝันหลายอย่างเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งก็ต้องยอมรับอีกว่า เราผ่านประสบการณ์มาแบบไหน เราก็มีแนวทางแบบนั้น เช่น ฝันว่าอยากให้มีการเรียนฟรีตลอดชีวิต เพราะเหตุที่ผมก็เรียนเกือบฟรี เช่น ผมเรียนจบปริญญา เสียค่าเล่าเรียนเบ็ดเสร็จ ๕๐๐ บาท เป็นต้น ดูอาจจะไม่ฟรี แต่ผมว่ามันฟรี อย่างไรก็ตาม หลายคนบอกว่า คำว่า ฟรี ไม่มีในโลก ก็ยอมรับอีกเหมือนกันว่า ฟรีไม่มี เพราะการที่ผมเรียนจบมาอย่างนั้น ผมต้องชดใช้ คือการชดใช้ในบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งเป็นความรู้สึกสำนึก ไม่ใช่การถูกบังคับ เพราะการเรียนมาแบบนั้นไม่มีเงื่อนไข หากมีเงื่อนไข เราก็จะทำพอให้หมดเงื่อนไขเท่านั้น และเราจะคิดว่า เราชดใช้แล้ว
เกี่ยวกับประสบการณ์ในการเรียนของแต่ละคน เราต้องผ่านห้องเพื่อการเรียน อย่างน้อยคือห้องส่วนตัวเพื่อการเรียนรู้ตัวเอง ห้องสมุดเพื่อการค้นคว้า ห้องพักอาจารย์เพื่ือไขปัญหา ห้องปฏิบัติการ เพื่อการทดลอง เป็นต้น ใน"ห้องเรียน" คือห้องสำหรับเรียนรู้ อาจประกอบด้วย ครูอาจารย์ ผู้เรียน และสื่อ ถ้าวันใดอาจารย์ไม่อยู่ ห้องเรียนจะปิดตัวลง หรือถ้าวันใด เราไม่ไปเข้าห้องเรียน วันนั้นเราจะไม่ได้รับบทเรียนจากห้องเรียนนั้นๆของวันๆนั้น ในสังคมใหม่ เราใช้อุปกรณ์เพื่อการเรียนกันมาก วันใดที่ไฟดับ วันนั้นหากไม่ปิดห้องเรียน ก็จะมีปัญหากับการเรียนทันที เพราะข้อมูลเพื่อการเสนองานของครูอาจารย์และของผู้เรียนจะอยู่ในคอมพิวเตอร์บ้าง internet บ้าง หลายคน ใช้ชีวิตเคยชินกับห้องมีแอร์ วันใดที่ไม่มีแอร์จะรู้สึกอยู่ไม่ได้(ระหว่างบันทึกอยู่นี้ แอร์ของห้องทำงานเสียมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ เราจึงแก้ไขด้วยการขนพัดลมส่วนตัวกันมา เพื่อคลายความอบอ้าวจากความร้อนของเครื่องคอมพิวเตอร์) ผมกำลังคิดว่า เราใช้ชีวิตบนความสะดวก และสบายมากไปหรือไม่ วันใดที่ไฟดับ เราจะอดข้าวตาย เพราะเราหุงข้าวแบบเดิมไม่เป็น ที่เป็นในปัจจุบันคือ เอาข้าวสารใส่หม้อ ล้างข้าวสาร ใส่น้ำตามที่กำหนด เสียบไฟ และกด
สำหรับภาพรวมของห้องเรียนสมัยใหม่ ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยุ่งเหยิง ที่ดูจะเป็นปัญหาเด่นๆคือ ๑) ครูอาจารย์ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ ๒) ไฟดับ ทั้ง ๒ กรณี ดูเหมือนครูอาจารย์คือเงื่อนไขหลัก ในการเปิดชั้นเรียน ยกเว้นว่า ผู้เรียนรวมตัวกันไม่เข้าชั้นเรียน การเปิดชั้นเรียนก็จะมีปัญหาเช่นกัน แต่กรณีนี้ ดูจะมีน้อย(มีจริงเพราะพวกผมเคยทำสมัยเรียนปริญญาตรี แต่เราบอกอาจารย์ก่อนว่าเราจะไปทำอะไรกัน แน่นอนว่ามันไม่ใช่การไปดูหนังฟังเพลงเฮฮาปาตี้หรอก)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราปฏิเสธความเป็นห้องเรียนไม่ได้ เราก็ต้องทำห้องเรียนนั้นให้เป็นห้องเพื่อการเรียนอย่างแท้จริง จากปัญหาคือไฟดับ น่าจะแก้ไขได้หากครูอาจารย์มีความเชี่ยวชาญจริงและไม่ยึดติดอยู่กับเครื่องมือที่จัดเตรียมมาและหากผู้เรียนมีใจที่จะเรียนรู้จริง ส่วนปัญหาครูอาจารย์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องปิดห้องเรียน เหมือนกับเรือไม่มีหลักผูกบนชายฝั่ง มันต้องเคว้งคว้างเป็นธรรมดา สมาชิกในเรือก็มีอันต้องล่องลอยไปตามยถากรรม เพราะเราไปยึดติดอยู่กับหลัก และจำนวนมากเมื่อครูอาจารย์ไม่มา เราก็ไขว่คว้าอยากจะออกไปนอกห้องเรียน อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่ปัญหาที่จัดการไม่ได้
สมัยเรียน เราไม่ได้คิดว่าอาจารย์คือตัวจักรสำคัญที่ทำให้เรามีความรู้ เพราะเราเชื่อว่าแหล่งความรู้มีมากมาย เราสามารถทำห้องเรียนให้เป็นห้องเพื่อการเรียนจริงได้ ห้องเราไม่ใช่ห้องเรียนเก่ง ไม่ใช่หนอนหนังสือ ไม่ได้หวังจะได้เกรดสูงๆ กัน ในกรณีที่อาจารย์ไม่มา เราจะรวมตัวกันในห้องเรียนตามเวลาเรียนปกติ เวลาไหนวิชาอะไร เราจะใช้วิชานั้นเป็นแหล่ง หากมีการนำเสนองานหน้าห้องเรียน เราจะจัดการกันเอง และุดูเหมือนว่า บรรยากาศการเรียนจะลื่นไหลดีมากกว่าการมีอาจารย์อยู่ เพราะเราจะโต้แย้ง สอบถาม ตั้งประเด็นได้ทุกเรื่อง แตกต่างจากเวลามีอาจารย์อยู่ เราจะรู้สึกเกรงใจ อย่างไรก็ตาม วิธีการแบบนี้ มันอาจจะเหมาะกับบางศาสตร์กระมัง
ดังนั้น ห้องเรียนในฝันในกรณีที่เราจำต้องเรียนในห้องเรียน เราอาจปรับห้องเรียนให้เป็นห้องเพื่อการเรียนจริงๆได้ ในกรณีที่ว่านั้น หมายถึง แม้จะไม่มีอาจารย์อยู่ในชั้นเรียน เราก็สามารถเปิดชั้นเรียนได้ แม้ไฟจะดับ เราก็สามารถอยู่กับมันได้ หากเราคิดว่าเหงื่อไหลคือการขับถ่ายของเสีย และเราไม่ได้ยึดติดว่าความรู้จะมีอยู่ในเฉพาะคอมพิวเตอร์เท่านั้น คือห้องเรียนเพื่อผู้เรียนได้เรียนร่วมกันจากตัวตนที่แตกต่าง
ที่กล่าวมานี้คือห้องเรียนในฝันที่เป็นไปได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ฝัน(เกินจริงอย่างที่ผ่านมาของผม) หากแต่เคยลองมาแล้ว อาจารย์จะอยู่ในฐานะผู้ตั้งข้อสังเกต ให้คำปรึกษา ก็น่าจะเพียงพอ
ดีใจที่ได้อ่านเรื่องของอาจารย์ มีหลายประเด็นที่นักศึกษาบ้านเราควรทำ ขอบคุณมากๆครับ