ชีชนเหมือนเช่นเด่นดาว ส่งสขสกาวสดชื่น มืดมิดระมัดหยัดยืน.......

คืนไร้จันทร์
ดึกดื่นหมื่นดาวพราวฟ้า
วิบวับจับตาพาฝัน
ล่องลอยคอยกาลนานนิรันดร์
วารวันผ่านไปไม่กลับคืน
ชีพชนเหมือนเช่นเด่นดาว
ส่องสุขสกาวสดชื่น
มืดมิดระมัดหยัดยืน
บางคืนบางครั้งยังคอย
ลมดึกผ่านดินกลิ่นฝน
โรยอ่อนอวลอลอ้อยสร้อย
กลิ่นลมทะเลล่องลอย
ทยอยทะเยอทะยาน
กลิ่นดอกไม้ใดประดับ
ประทับกับถิ่นสถาน
คืนยาวหนาวเย็นพยาน
น้อยน้อยเนิ่นนานก่อนนอน
แว่วหริ่งเรไรร่ำร้อง
ดังก้องจากใกล้ไปก่อน
จนไกลไพรพงดงดอน
สะท้อนถึงทับนิทรา
ราตรีที่ไร้จันทร์่ส่อง
บางคนหม่นหมองโหยหา
บางคนสนใจดารา
ปรารถนายอมรับนับดวง
เหมาะกับบรรยากาศช่วงนี้มากเลยค่ะ
เพราะไม่ค่อยจะเห็นแสงจันทร์เลย
อ่านแล้วคิดถึงเพลงเก่าของสุนทราภรณื "จันทร์จูบฟ้า" ค่ะ
ไพเราะ งดงาม มากความหมาย ได้อารมณ์
อบอุ่นกับกำลับใจที่มิตรมีให้กันครับ...
-------------------------------
กราบอาจารย์โสภณ เปียสนิท
มาร่วมคิดรวมชมคมกลอนผม
แต่งเรื่อยไปตามแต่ถ้อยอารมณ์
อาจไม่สมดั่งกวีกลอนอาจารย์
------------------------------------
คืนไร้ดาวดวงเดือนนภาหม่น
เพียงใจคนอย่างมืดมนไร้แก่งสาน
อย่าปล่อยให้หมดค่าเวลากาล
ไม่เนิ่นนานชีพมนุษย์หยุดทุกคน
------------------------------------
เพราะพริ้งสะอิ้งสะออน ครับอาจารย์
ดื่มน้ำสมุนไพรยามคืนไร้จันทร์นะคะ
หลังฝนอรุณรุ่งรุ้ง เรืองรอง
สาดสายแสงสีทอง ส่องหล้า
อบอวลอุ่นในละออง โอนอ่อน เทียวนา
งามนักแสงส่องฟ้า แจ่มจ้าจับใจ
คืนไร้จันทร์ จะเหงาเหมือนคนไร้คู่หรือเปล่าค่ะ อาจารย์ อิอิ
เพลงนี้ยังไม่คุ้นเท่าไร
จึงไปตามแล้วนำมาประกอบซะเลย
ตามคำแนะแนวนะครับ
http://www.youtube.com/watch?v=v6rS6D6MSMc
บ่อยครั้งที่เหนื่อยหน่าย!..รันทดท้อกับการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุดครับ ท่านอาจารย์
ขอบคุณที่นำบทกวีมาเติมเต็ม
ทำให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
"สะอิ้ังสะอ้อน" มีความเป็นกวีอยู่ในตัวเองแล้วครับ
มาเรียนรู้..มาดู.....ช่างงามจริง
เอาน้ำปานะมาบริการตอนชมดาวหรือครับ
แหมๆ จะยอดเยี่ยมปานนี้ได้ มิใช่ง่าย อิอิ
ช่างเปรียบเทียบจริงนะครับ
อาจเปรียบได้ดังนั้นเทียว