ช่วงเวลานี้...เป็นช่วงเวลาที่ลูกชายกลับมาอยู่บ้านสวน หลังจากโรงเรียนปิดเทอม ....ครอบครัวจึงมีอะไรต่อมิอะไรที่ทำร่วมกัน…. หลายอย่าง

 

อย่าง..เมื่อวานนี้ได้สอนลูกชาย และลูกสาว ให้เห็นว่า....ความเหนื่อยและความสำเร็จจากการทำงานที่ออกเหงื่อนั้นเป็นเช่นไร?

 

 

                     

เป็นกิจกรรมที่แฝงไปด้วยความอดทน  อดกลั้น ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย ทั้งเหงื่อ ....                       จงใจทำเพื่อให้ลูกเห็นว่า... ไม่ใช่มีเพียงแค่งานเบา ๆ  หรือเป็นงานที่ทำกันแบบง่าย ๆ หรอกนะที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของลูก  มันมีมากมายหลายสิ่งหลายอย่างนัก  ที่ลูกจะต้องพบเจอ และก้าวผ่านมันไปให้ได้

 

ได้ยินลูกชาย บ่น  “โอ้ย%+๑# ร้อน@!”  ...ทำไปบ่นไป... หากไม่ทำให้ลูกเห็นว่า... งานที่ทำแต่ละอย่างนั้น ใช่ว่ามันจะหวานหมู!!อย่างใจคิด และลูกก็จะไม่รู้รสชาดของมัน  ในชีวิตจริงของลูกนั้นน่ะ ....  มันมีมากกว่านั้นนะ   ชีวิตลูกก็เช่นกัน จะต้องเจอทั้งร้อน ทั้งฝน ทั้งหนาวอีกมากมาย

 

คำพูดของพ่ออาจเป็นแค่ลมปาก หากลูกไม่ใส่ใจ มันผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านเลยไป  คำบางคำที่พ่อพูด....ลูกอาจเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ 

 

หากแต่ว่า...วันนั้นพ่อพูดน้อยลง พ่อทำให้ลูกเห็นมากขึ้น

 

และการที่ชีวิตของใครสักคน จะยืนหยัดแข็งแกร่งได้นั้น มันต้องมีอะไรผ่านเข้ามาให้เรียนรู้ ต่อสู้ ดิ้นรน...ตามเหตุตามผลของมันเสมอ 

 

   

  

เทปูนข้างบ้าน.....สอนบางอย่าง?    ให้กับลูกทั้งสอง

 

ลูกสาวถามว่า....  “พ่อจ๋า..เราผสมปูนและเทปูนแบบนี้ได้ด้วยหรือคะ” (เหตุเพราะ ไม่มีการปรับพื้นผิวดินเดิมที่มีหินกรวดโรยอยู่ เพียงแค่ให้ลูกชายและลูกสาว เก็บเฉพาะเศษขยะ เช่น ผลหมากที่หล่นร่วงอยู่โคนต้น เศษกระดาษ เศษไม้ ฯลฯ) ลูกคงคิดว่า..มันง่ายดีนะ เพียงแค่เก็บสิ่งที่ไม่ต้องการออก ก็สามารถเทปูนลงไปได้

 

คิดในใจว่า....นี่แหละคือเหตุผล ให้ลูกรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่ลูกคิด หรือคิดว่า..เเป๊ปเดียวเดี๋ยวงานก็เสร็จ  

 

ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว.... แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามจังหวะ เวลาและโอกาสของมันได้เสมอ

 

 

 

การเทปูนข้างบ้าน วันนั้น…ไม่มีการกางตำราสอนลูกว่า....การเทปูนทำอย่างไร หนึ่งสองสาม ส่วนผสมระหว่างน้ำ ทรายและปูนเป็นเช่นไร?

 

พ่อใช้วิจารณญาน   กะเกณฑ์สิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตา มองความสมดุลจากสิ่งที่เห็น  ดูความข้นของน้ำปูน ให้พอดีกับทรายที่ใส่ลงไปในกะบะ และใช้จอบกวนปูนให้ลูกชายดู  สักพักหนึ่ง  ให้เค้าทำจากสิ่งที่เห็น ....ส่วนลูกสาวยืนท้าวเอวดูพี่ชาย  อย่างใจจดใจจ่อ รอจังหวะเมื่อพี่ชายกวนปูนเสร็จ ตัวเองก็จะได้ทำหน้าที่ต่อไปทันที (ลูกสาวพูดแซวอยู่ข้าง ๆ พี่ชายว่า ... “ดวงใจพร้อมเทแล้วนะคะ...พี่”)

 

พ่อรู้ว่า....การกวนปูน มันต้องใช้กำลังกายมากพอสมควร  ลูกชายกวนไปได้สักพักใหญ่ เห็นว่ามันไม่ไหวแล้ว  บอกว่า  “ร้อน” และ คงเอาอย่างพ่อไม่ได้ ที่ไม่สวมหมวก และใส่เพียงเสื้อแขนกุด ยืนกวนปูนกลางแดด….  จึงวิ่งโล่ไปหาหมวกมาสวม  หาเสื้อแขนยาวมาใส่

 

การกวนปูน...เพื่อให้ส่วนผสมระหว่างน้ำ ทราย และปูน เข้ากันได้นั้น....ต้องใช้เวลานานทีเดียว

 

 

 

พ่อปาดปูนให้ลูกดู.... ทั้ง ๆ ที่พ่อไม่ใช่ช่างปูนมืออาชีพ 

พ่อไม่มีไม้แบบที่จะกั้นเนื้อปูนที่ผสมให้อยู่ในเขตที่มันควรอยู่

หากแต่พ่อใช้สองมือตบเนื้อปูนเข้าไปในมุมที่พ่อเห็นว่ามันควรอยู่

เนื้อปูนอาจไม่เหนียว ผิวปูนที่พ่อปาดอาจไม่เรียบ

แต่ลูกรู้มั้ย!!ปูนที่เราพ่อ-ลูก ช่วยกันเทในวันนั้น  มันเป็นพื้นปูนชั้นเยี่ยม! ทีเดียวที่บอกความนัยจากใจพ่อ ว่า…

 

 

 

....ชีวิตคนเรานั้น  มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปหรอกนะลูกนะ…

กว่าจะเห็นผลสำเร็จของงานที่เราทำ มันต้องใช้ทั้งความอุตสาหะ ความพยายามและความอดทน  ทั้งความร้อน และไรแดดที่แผดเผาตัวลูกยามเที่ยงวัน  แต่ลูกก็ผ่านมันไปได้

และพ่อคิดในใจของพ่อนะว่า…

ลูกได้เรียนรู้บททดสอบบทนี้ ....ผ่านหยดเหงื่อของลูกเอง

 

 

 

วันคืนหมุนเวียนเปลี่ยนไป

ผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านหนาว คือบทเรียนที่มีไว้เตือนใจเรา

 

ในความรื่นรมย์ของชีวิต

คนอื่นไม่สำคัญเท่าตัวเรา

 เราเองนะลูก….ที่จะเป็นผู้กำหนด

.............................