วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ - วันศุกร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยได้จัดประชุมที่อิงธารรีสอร์ท จังหวัดนครนายก ด้วยเรื่อง อาจารย์มืออาชีพ การทำตำแหน่งทางวิชาการ และอื่นๆ ข้อสังเกตของผมคือ ดูเหมือนว่าผู้เข้าประชุมไม่ได้ต้องการความเป็นอาจารย์มืออาชีพ แต่ต้องการจะดำเนินการอย่างไรจึงจะบรรลุถึงตำแหน่งทางวิชาการ ถ้าสถานภาพคือข้าราชการ ดูจะไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าสถานภาพคือพนักงานมหาวิทยาลัย หากยังไม่บรรลุถึงตำแหน่งทางวิชาการภายใน...ปี อาจไม่มีการจ้างต่อ นั้นคือข้อกำหนดที่ทางสถาบันการศึกษาได้วางไว้ และหวังไว้สูงคือ ตำแหน่งศาสตราจารย์สำหรับทุกคน สำหรับผมได้ฟังคำแบบนี้ทีไรก็ให้รู้สึกบางอย่าง เช่น ถ้าไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ เราจะยังเป็นคนได้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นอาจารย์เราจะยังเป็นคนได้หรือไม่ ถ้าไม่เป็น...เราจะยังเป็นคนได้หรือไม่
แต่บันทึกนี้ ผมจะไม่พูดเรื่องที่มีสาระแบบนั้น สิ่งที่ผมจะพูดถึงคือเรื่อง "ผี" ซึ่งดูเป็นเรื่องไร้สาระ คำนี้ เมื่อได้ฟังเราจะมีความรู้สึกว่า เรื่องผีเป็นเรื่องน่ากลัว เรื่องผีเป็นเรื่องน่าเกลียด และเรื่องผีไม่ใช่เรา ตลอดถึง ผีเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่หลอกเด็กและเป็นเรื่องงมงายอธิบายไม่ได้ ยกเว้นการตีความเรื่องผีของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ
คืนวันพฤหัส หลังจากเลิกประชุม ผมกับเพื่อนซึ่งพักอยู่ห้องเดียวกัน เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ไม่ค่อยคุยกัน(งง ใ่ช่ไหม...สนิทแต่ไม่ค่อยคุยกัน หมายถึงอย่างไร เอาเป็นว่าเราเป็นคนแบบผิดปกติ) คืนนั้นมีบางสิ่งที่ทำให้เราต้องคุยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผี ซึ่งทำให้ใจของเราเปิดกว้างขึ้น มีพื้นที่เีดียวกันมากขึ้น
หากถามผมว่า เชื่อเรื่องผีหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ว่าเชื่อหรือไม่ ผมเฉยๆกับเรื่องแบบนี้มากกว่า และได้ข้อสรุปว่า หากผีจะมีก็มี หากจะไม่มีก็ไม่มี อย่างไรก็ตาม ถ้าผีมีจริง ผีอย่างที่เราเข้าใจว่าคือจิตวิญญาณนั้น มาจากไหน คำตอบคือมาจากคน ถ้าอย่างนั้น คนก็คือผี ความเป็นผีจึีงไม่แตกต่างจากความเป็นคน ผีที่ร้ายก็มี เพราะคนร้าย ผีที่ดีก็มี เพราะคนดี
คำถามที่น่าพิจารณาคือ ถ้าผีมีจริง เราจะเป็นผีที่ดีได้อย่างไร ดูเหมือนคำถามนี้มีสาระในเชิงจริยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อด้วย อย่างไรก็ตาม เรามาตามดูประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องผีกันดีกว่า ซึ่งขอให้ใช้วิจารณญาณให้มาก สำหรับชาวพุทธ ให้เปิดอ่านกาลามสูตรก่อน นี่คือคำเตือน :-)