ฤๅประเทศไทย..จะมลายสิ้น
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อ
1. การศึกษาตกต่ำถึงขีดสุด
2. ความเลวร้ายในใจคนเป็นที่สุดของที่สุด
ทำไมจึงบอกถึงประเด็นทั้งสอง
อย่างแรก เรื่องการศึกษา
ต้องขอบอกเช่นนี้ว่า แต่ดั้งเดิมนั้น “การศึกษา” มีไว้ให้ผู้นำเท่านั้น
ข้าพเจ้าหาได้บอกว่า “ผู้ตาม” ไม่มีสิทธิได้รับการศึกษา แต่หากพวกเขาควรจะได้รับการเรียนรู้จากชีวิตที่แท้จริงต่างหาก ก็เพราะว่า คนปฏิบัติ หรือรากหญ้า เน้นการลงมือทำ หาใช่ทฤษฎีเหมือนผู้นำ
แต่ว่า ผู้นำก็ไม่อาจจะละเลย การรู้ถึงการปฏิบัติที่จะทำให้เกิดผลมากกว่า
ถ้าหากจะนำกติกาอย่างเก่ากาลมาใช้ ก็จะกลายเป็นการว่าไปกีดกั้นสิทธิมนุษยชนอีกนั้นแหละ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจว่า ถึงแม้ว่าไปบังคับให้คนที่ไม่อยากเรียนทางสายสามัญ แต่ว่าท้ายที่สุดก็ต้องไปเริ่มต้นเรียนรู้วิชาชีพอีกครั้งหนึ่ง
การทำเช่นนี้จะไม่เท่ากับเป็นการเสียเวลา ดอกหรือ ทุกท่าน
การศึกษาที่มุ่งเน้นว่า คนเราต้องอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้สามารถมีชีวิตเป็นคนอยู่ได้ สำคัญกว่าการเรียนรู้แบบท่องจำและไม่เห็นคุณค่าของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งการทำเช่นนั้นยิ่งจะบังคับจิตใจเด็กให้ทำในสิ่งที่แม้ว่าจะไม่ยาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใครได้ประโยชน์ แม้แต่ตัวของผู้เรียนเอง
ข้าพเจ้าหวังใจจะให้นักวิชาการศึกษาได้คิดค้นแนวทางที่จะคัดแยกเด็กที่ต้องการเรียนสายสามัญกับสายวิชาชีพออกได้ในเวลาที่เหมาะสมกับเด็กนักเรียนแต่ละคน มากกว่าสิ่งอื่นใด
สิ่งแรกที่ควรทำคือ การจัดหาครูแนะแนวที่มีความรักในวิชาชีพแห่งตน หวังจะให้ศิษย์ได้ค้นพบแนวทางแห่งตนได้ในเวลาอันสั้น เพื่อตัวเด็กเองหาใช่ใครอื่น
รัฐบาลไม่เคยสนับสนุนให้วิชาแนะแนวกลายเป็น “วิชาชีพ” ที่จะมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนประเทศชาติ วิชาแนะแนว กลายเป็นวิชาที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในสายตาของผู้บริหาร แต่พวกเขาสามารถทำให้ประเทศของเราพัฒนาได้ไกลกว่าชาติใด หากเด็กนักเรียนรู้ว่า ความสามารถของตนอยู่ที่ไหน และจะเดินทางไปยังเป้าหมายหรือความฝันแห่งตนได้อย่างไร
หรือจะให้ “หมอดู” เป็นคนแนะแนวทางดำเนินชีวิตอย่างที่เป็นอย่างทุกวันนี้ จะเรียกว่า “จิตแพทย์ที่ไร้ใบประกอบโรคศิลป์” ดีละครับ ถึงจะดูเข้าทีมากกว่าและเป็นการให้เกียรติมากกว่า “ครูแนะแนววิชาชีพ” เสียอีก 555
ก็หมอดูชื่อดังบางคนมีความสามารถในการบอกลักษณะความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบของเราได้นี่ครับ ก็ไม่ต้องไปพึ่งพาครูแนะแนวแม้แต่น้อย
โรงเรียนจ้างหมอดูวิชาชีพมาเป็นครูแนะแนววิชาชีพเสียเลยท่าจะดี
เพราะพวกเขาอาจจะบอกได้ว่าเด็กคนไหนจะได้เป็นนายกฯ หรือว่าผู้ใหญ่บ้าน ก็ท่าจะดีนะครับ 555
เด็กคนนั้นก็จะได้เดินตามความคิดที่หมอดูบอกให้ตาม “ชะตาเกิด” เพราะหากหมอดูวิชาชีพแม่นจริงก็เท่ากับลดระยะเวลาในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนได้หลายเท่าตัว จริงไหม
เพราะเรื่องราวเหล่านี้ ในอดีตก็ไม่ใช่เรื่องงมงายเลยนะครับ
หรือแม้แต่ในปัจจุบัน บางบริษัทก็ใช้วิธีนี้ในการรับเลือกคนเข้าทำงาน ซึ่งเขาจะใช้ทั้งศาสตร์ของไทยและจีนเข้าผสมผสาน เพื่อให้บริษัทเจริญรุ่งเรือง
ข้าพเจ้าจุดประเด็นเพราะมองว่าเด็กทุกคนอยากจะเรียนในการศึกษาภาคบังคับนักหรือ แล้วมันจะเป็นการแปลกหรือไม่ หากนำวิธีการนี้มาใช้ในระบบการศึกษาไทย