ตอบคุณกัญญานัฐเรื่องปัญหาความเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ของบุตรของคนที่โดนผลกระทบโดยตรงของ ปว.๓๓๗ ซึ่งเกิดระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จนถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗

------

คำนำ

-------

เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เวลา ๑๗.๐๐ น คุณกัญญานัฐ กิตติภิวัฒิ ได้อีเมลล์มาหารือผู้บันทึกเกี่ยวกับปัญหาสิทธิในสัญชาติไทยของบุคคลที่ได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งผู้บันทึกเห็นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงขออนุญาตให้ความเห็นแก่คุณกัญญานัฐเป็นบันทึกที่เผยแพร่สาธารณะดังที่จะปรากฏต่อไป

--------

คำถาม

--------

คุณกัญญานัฐอีเมลล์เมื่อ : ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ๑๗.๐๐ น. เข้ามาหารือโดยให้ชื่อหัวข้อว่า Wการขอสัญชาติไทยมาตรา ๒๓ กรณีที่แม่เกิดในเมืองและได้รับสัญชาติไทยมาตรา ๒๓ แต่ลูกๆ เกิดก่อนปี ๒๕๕๑ พวกเค้าจะมีโอกาสได้รับสัญชาติไทยมาตรา ๒๓ ตามแม่มั้ยคะ และควรจะทำอย่างไร‏‏”

“สวัสดีค่ะอาจารย์แหวว หนูชื่อนางสาวกัญญานัฐ คือว่าหนูอยากปรึกษาอาจารย์แหววเกี่ยวกับการได้รับสัญชาติไทยมาตรา ๒๓ ตามแม่นี่คะ หนูก็ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับด้านนี้

แต่พอได้อ่านข้อมูลจากทางเว็บของอาจารย์แหววก็พอรู้บ้างค่ะแต่ก็ยังไม่แจ่มแจ้ง คือว่ากรณีที่หนูจะปรึกษาอาจารย์แหววประเด็นสำคัญคือ แม่ของหนูเกิดในเมืองไทย ตอนนี้แม่ของหนูถือบัตรประชาชนคนไทย ตามมาตรา ๒๓ แต่น้องๆ ของหนูอีก ๔ คน ถือบัตรเลขศูนย์ตามที่กระทรวงมหาดไทยออกให้ แล้วทีนี้หนูไปปรึกษากับทางอำเภอครั้งแรกปลัดอำเภอบอกว่า ต้องไปตรวจ DNA ว่าตรงตามแม่มั้ย และวันที่ ๒๗ เดือนก.ย.๒๕๕๕ ที่ผ่านมาหนูก็ไปปรึกษาอีกรอบเพื่อความแน่ชัด แต่ป.บอกว่า กรณีน้องๆๆ ของหนูนี้ต้องใช้มาตรา ๗ ทวิ และมาตรา ๗ ทวิ อยู่ในช่วงรอการแก้ไข ถ้าเกิดหนูพาน้องๆและแม่ไปตรวจ DNA ก็จะเป็นการเสี่ยงเพราะกลัวว่าจะเปล่าประโยชน์ ยิ่งป.พูดว่ายังตอบไม่ได้ ว่ามาตรา ๗ ทวินี้จะแก้ไขเสร็จเมื่อไรยิ่งทำให้รู้สึกท้อแท้ ซึ่งตอนนี้หนูไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้มาตรา ๗ ทวิด้วย เพราะตอนนี้ แม่หนูก็ได้สัญชาติแล้วตามบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ หรือว่าน้องๆ ของหนูไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย หรือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมว่า บุตรของสองกลุ่มที่เกิดในไทยตั้งแต่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ และควรทำยังไงดีคะ หนูสงสารน้อง โดยเฉพาะน้องคนแรกตอนนี้อยู่ ม. ๕ แล้ว ทุกครั้งที่น้องโทรหา น้องจะร้องไห้ อีกทั้งยังถูกเพื่อนๆ ตำหนิ มีหลายครั้งที่น้องคนแรกอยากออกจากโรงเรียนเพราะคิดว่าเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะไร้สถานะทางทะเบียน แต่หนูพยายามปลอบใจ และให้คำปรึกษาเสมอจนกระทั่งตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างยังคงไม่มีทางออก

หนูขอเรียนอาจารย์แหววให้คำปรึกษาหน่อยนะคะ ซึ่งน้องคนแรกเกิดเมื่อ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ น้องคนที่สองเกิดเมื่อ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ น้องคนที่สามเกิดเมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๔ น้องคนที่สี่เกิดเมื่อ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๗ ค่ะ (พอดีส่งรอบแรกปีเกิดน้องผิดคนนึงค่ะ) ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ”

----------------

ประเด็นคำถาม

----------------

ประเด็นคำถาม ก็คือ น้องทั้งสี่ของคุณกัญญานัฐซึ่งเกิดในประเทศไทยระหว่างวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ จนถึงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๗ จากมารดาซึ่งได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ แล้ว จะมีสิทธิขอรับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ นี้ด้วยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?

--------

คำตอบ

--------

มาตรา ๒๓[1] วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นบทบัญญัติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติใน พ.ศ.๒๕๕๐ มุ่งที่จะออกมาเพื่อขจัดปัญหาความไร้สัญชาติหรือความเสมือนไร้สัญชาติให้แก่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

บุคคลจะมีลักษณะเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ นี้ ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงครบ ๓ ประการดังต่อไปนี้ (๑) จะต้องเป็นบุคคลที่ฟังได้ว่า เป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย (๒) จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบ “โดยตรง” หรือ “โดยอ้อม” [2] จากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ซึ่งหมายความ จะต้องเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวซึ่งเกิดในระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จนถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ (๓) เป็นบุคคลผู้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และ (๔) เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไป ก็คือ น้องทั้งสี่คนของคุณมีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบของมาตรา ๒๓ นี้หรือไม่ ?

ข้อพิจารณาในประการแรก ก็คือ น้องทั้งสี่ของคุณเกิดในประเทศไทยหรือไม่นั้น ? จะเห็นว่า คุณยืนยันมาว่า น้องทั้งสี่ของคุณเกิดในประเทศไทย แต่คุณไม่ได้บอกมาว่า น้องทั้งสี่ของคุณมีพยานเอกสารและพยานบุคคลในการชี้ว่า เกิดที่ไหนในประเทศไทย ? และเกิดในช่วงเวลาใด ? ดังนั้น โปรดบอกมาอีกครั้ง หรือสแกนสูติบัตรหรือหนังสือรับรองการเกิดมาให้ดู ก็จะดีค่ะ หากมีพยานหลักฐานทั้งสองลักษณะอย่างชัดเจน ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปใช้พยาน DNA ค่ะ

ในประการที่สอง ข้อพิจารณาที่ว่า น้องทั้งสี่เป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ (ปว.๓๓๗) หรือไม่นั้น ? จะเห็นว่า หากฟังว่า น้องทั้งสี่คนของคุณเกิดในระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จนถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ จากมารดาต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยจากบุพการีต่างด้าวที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองไทยแบบไม่ถาวร น้องทั้งสี่จึงตกอยู่ภายใต้มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ อันทำให้ไม่มีสัญชาติไทยในขณะที่เกิด แม้เกิดในประเทศไทย และนอกจากนั้น ยังทำให้ตกเป็นคนเข้าเมืองเมื่อมีการประกาศใช้มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕

จะเห็นว่า หากฟังว่า มารดาเกิดในประเทศไทยและตกเป็นคนต่างด้าวโดยผลของ ปว.๓๓๗ และน้องทั้งสี่ของคุณกัญญานัฐเกิดในประเทศไทยเมื่อ ปว.๓๓๗ ถูกแทนที่โดยมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ แล้ว น้องทั้งสี่คนของคุณกัญญานัฐก็จะมีสถานะเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อมของ ปว.๓๓๗ ซึ่งมาตรา ๒๓ มุ่งที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนให้

ในประการที่สี่ ข้อพิจารณาที่ว่า น้องทั้งสี่เป็นบุคคลผู้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่นั้น ? จะเห็นว่า คุณอ้างข้อเท็จจริงว่า น้องทั้งสี่ถือ “บัตรเลขศูนย์” และมีปัญหา “ไร้สถานะทางทะเบียน” จึงเดาว่า น้องทั้งสี่คงไม่ได้รับการแจ้งการเกิดเพื่อขอรับสูติบัตรในขณะที่เกิด และยังมิได้รับการจัดทำหนังสือรับรองการเกิด แต่ในราว พ.ศ.๒๕๕๐ คงเพิ่งมาได้รับการจัดทำ “ทะเบียนประวัติประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘ ก)” จนทำให้มีสิทธิได้รับ “บัตรประจำตัวบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรประเภทบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นด้วยด้วยเลข ๐ ทั้งนี้ เพราะเขต/อำเภอ/เทศบาลตระหนักว่า อาศัยอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น โดยการมีชื่อใน ท.ร.๓๘ ก จึงฟังได้ว่า น้องทั้งสี่คนของคุณจึงมีความสัมพันธ์โดยข้อเท็จจริงกับประเทศไทย เพื่อช่วยคุณตรวจสอบเอกสาร จึงขอให้คุณสแกนเอกสารในส่วนนี้มาให้ดูด้วยค่ะ

ในประการที่สี่และสุดท้าย ข้อพิจารณาที่ว่า น้องทั้งสี่เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยหรือไม่นั้น ? หากไม่ปรากฏว่า น้องทั้งสี่คนของคุณไม่มีประวัติอาชญากรรม ก็ย่อมสรุปได้ว่า พวกเขาทั้งหมดเป็นบุคคลที่มีความประพฤติดี แต่หากมีประวัติอาชญากรรมหรือมีความประพฤติไม่ดี ก็ต้องมีหลักฐานว่า กลับมีความประพฤติดีแล้ว หากมีพยานบุคคลมารับรองความประพฤติก็อาจจะดีค่ะ ลองหารือครูในโรงเรียนที่พวกน้องเรียนอยู่นะคะ

โดยสรุป หากฟังได้ว่า น้องทั้งสี่คนของคุณเกิดในประเทศไทยและเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ก็จะหมายความต่อไปว่า น้องทั้งสี่มีสัญชาติไทยตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ และมีสิทธิร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรตามกระบวนการที่กำหนดในมาตรา ๒๓ วรรค ๒ ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน”

หากคุณต้องการให้ตรวจสอบเอกสารให้ ก็โปรดสแกนเอกสารที่กล่าวถึงทั้งหมดมาดูกัน หากมี หรือหากไม่มี โดยเฉพาะหนังสือรับรองการเกิด ก็โปรดไปหารือเขต/อำเภอ/เทศบาล ตามแต่ว่า น้องทั้งสี่คนของคุณมี ท.ร.๓๘ ก. อยู่ในเขตปกครองในลักษณะใด

--------

บทส่งท้าย

--------

มีข้อสังเกตในประการสุดท้ายที่อยากจะทำความเข้าใจกับน้องทั้งสี่ของคุณกัญญานัฐดังนี้

ในส่วนสิทธิทางการศึกษานั้น ไม่ขึ้นอยู่กับสิทธิในสัญชาติ แม้จะเป็นคนต่างด้าว ก็มีสิทธิศึกษาในประเทศไทยได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งอาจมีข้อจำกัดบ้างในเรื่องสิทธิทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม คงมีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นในไม่ช้า ทั้งนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่จะต้องคุ้มครองสิทธิทำงานตามวุฒิการศึกษาของคนที่เกิดในประเทศไทยแม้ไม่มีสัญชาติไทย (มาตรา ๑๓ (๕) แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑)

ส่วนเรื่องของการถูกกดดันจากเพื่อนๆ ดังที่คุณกัญญานัฐเล่าว่า “น้องจะร้องไห้ อีกทั้งยังถูกเพื่อนๆ ตำหนิ มีหลายครั้งที่น้องคนแรกอยากออกจากโรงเรียนเพราะคิดว่าเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะไร้สถานะทางทะเบียน แต่หนูพยายามปลอบใจ” นั้น ก็อยากให้คุณกัญญานัฐโปรดให้กำลังใจแก่น้องมิให้ตกเป็นเหยื่อของอคติดังกล่าว แม้จะยังแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติไทยไม่ได้ แต่ความเป็นมนุษย์ในประเทศไทย ก็มีสิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้เท่าเทียมมนุษย์ที่มีสัญชาติไทย ดังที่มาตรา ๔ แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ บัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง”

ในประการสุดท้าย อ.แหววขอถามว่า คุณกัญญานัฐเองใช้สิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ หรือมาตรา ๒๓ แล้วใช่ไหมคะ ? จึงไม่มีคำถามเกี่ยวกับตัวของคุณเองเลย

ถ้ายังมีข้อสงสัยอะไรอีก โปรดถามกลับมาเลยค่ะ

-----------------------------------------


[1] ซึ่งบัญญัติว่า

“บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ ๑ และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ ๒ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน”

[2] เราจะต้องทำความเข้าใจว่า อาจใช้สิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ ได้เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก ปว.๓๓๗ ก็คือ (๑) บุคคลที่เกิดก่อน ปว.๓๓๗ และถูกถอนสัญชาติไทยโดยข้อ ๑ แห่ง ปว.๓๓๗ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ และ (๒) บุคคลที่เกิดภายใต้ ปว.๓๓๗ กล่าวคือ ก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ กล่าวคือ เกิดในประเทศไทยในระหว่างวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ ในขณะที่บุตรของบุคคลที่ตกเป็นคนต่างด้าวโดยผลของ ปว.๓๓๗ ทั้งสองประเภทข้างต้น ซึ่งเกิดตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕จนถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นต้นมา ย่อมมีสถานการณ์เป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ โดยอ้อม มาตรา ๒๓ วรรคแรกจึงรับรองความเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญชาติตามมาตรา ๒๓ เช่นกัน ในขณะที่บุตรที่เกิดจากคนทั้งสามพวกที่ได้รับผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ที่เกิดตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตตามกฎหมายสัญชาติที่มีผลในช่วงเวลาที่บุคคลผู้นั้นเกิด เป็นกฎหมายสัญชาติไทยในสถานการณ์ปกติ มิใช่กฎหมายสัญชาติในสถานการณ์พิเศษ ดังเช่นมาตรา ๒๓ นี้ซึ่งเป็นบทกฎหมายสัญชาติเพื่อเยียวยาบุคคลที่เสียสิทธิในสัญชาติไทยซึ่งหายไปหากใช้กฎหมายสัญชาติที่มีผลในขณะที่บุคคลเกิด