จากคิดถึง.....อีก้อ  สู่   สัมผัส.....อีก้อ  เป็นบันทึกต่อเนื่อง  เนื่องจากเกิดแรงบันดาลใจจากการอ่านบทความ  ความคิดเลยรื่นไหลไปถึงโรงเรียนที่สองในชีวิตของการเป็นครู  ได้สัมผัสเด็กไทยเรากับเด็กชนเผ่าที่มาเรียนร่วมกัน  มาสร้างความปวดหัวแต่ท้าทายให้เกิดกับครู  ได้เจอความแตกต่างทั้งภาษา การดำเนินชีวิตตลอดจนประเพณีความเชื่อที่สั่งสมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ  ความสามารถเฉพาะบุคคลจึงต้องบังเกิดกับครูที่เข้ามาสอนในโรงเรียนนี้

 


 

เด็กอีก้อที่มาเรียนที่โรงเรียนต้องมีความอดทนอย่างสูง  เพราะต้องเดินด้วยเท้าจากบ้านบนดอยที่อยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ  5  กม.  ไปกลับทุกวัน พอมาโรงเรียนก็มาเจออาการรังเกียจจากเพื่อนๆอีก  บางวันมาเจอครู( หน้า ) ยักษ์ก็ทำเอาซีดไปเหมือนกัน   ส่วนมากจะเป็นเด็กนักเรียนชายที่มาเรียน  เด็กหญิงก็มีบ้าง  เด็กพวกนี้แข็งแรงมากจึงสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนทางด้านกีฬาเป็นส่วนใหญ่   ทางด้านวิชาการก็ยกให้เด็กไทยเรา  ส่วนอีกเผ่าจะกล่าวถึงในบันทึกต่อไป

 


 

การสอนเด็กพวกนี้ครูจะต้องเอาตาไปทางและเอาจมูกไปทาง  เอ๊ะ....ยังไง  เนื่องจากพวกเขาอยู่บนดอย  น้ำท่าจึงขาดแคลน  ใช้เท่าที่จำเป็น ( เข้าใจนะคะ )  รู้สึกว่าปีหนึ่งจะเอาร่างกายสัมผัสน้ำสักครั้งหรือสองครั้งเป็นอย่างมาก  เสื้อผ้าใหม่ๆเก็บไว้ใส่ช่วงปีใหม่ที่มีการเล่นลูกข่าง  เล่นโล้ชิงช้า  มีลานสาวกอดเอาไว้เต้นรำและจัดกิจกรรมสนุกๆ  krugui  เห็นชิงช้าแล้วเสียวมากไม่กล้าโล้  hahahaha  แต่พวกครูผู้ชายต่างชอบใจลานสาวกอดกัน ( มันเป็นอดีตไปแล้ว )

 


 

 

 

 

 

อาหารการกินของพวกนี้อย่างอร่อยก็คงเป็นเนื้อหมูมันๆที่เลี้ยงเองฆ่าเอง อย่างอร่อยที่สุดคงเป็นเนื้อสุนัข ( จริง )  ที่พวกเขาเอาพริกที่ปลูกเองไปแลกมา  ถึงช่วงปีใหม่หรือมีงานตามประเพณีมักจะเชิญพวกครูไปร่วมทานอาหารกัน  ครูผู้หญิงมักแอบห่อข้าวห่อกับไปด้วย  ครูผู้ชายไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไร  อาจเป็นเพราะน้ำสีขาวช่วยปิดหูปิดตา......ภาชนะที่ใช้รองรับอาหารก็คือกะลามะพร้าวถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงบอกว่า....ช่างอินเทรนด์และอนุรักษ์ธรรมชาติมากๆ  มันยากที่จะอธิบายถึงความรู้สึกขณะร่วมทานอาหาร  ต้องให้มาเจอกับตัวเองแล้วจะเข้าใจ 

 


 

สิ่งที่คิดถึงเด็กพวกนี้มากที่สุดคงจะเป็นนักเดินป่าที่เชี่ยวชาญ  พวกเขาพาเพื่อนและครูเข้าป่าไปหาดอกก๋ง ( ดอกหญ้า )  มาตากแดดไว้ขาย  จะมีครูจากโรงเรียนอื่นมารับซื้อไปเป็นการหารายได้เข้าโรงเรียน  เสาร์อาทิตย์จึงเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ให้ความสุขอย่างล้นเหลือ  ของแถมที่ได้มาส่วนมากจะเป็นหน่อไม้

 


 

ถึงแม้พวกหนูจะแตกต่างกันในหลายๆด้าน  และพื้นฐานการเลี้ยงดูจะเป็นธรรมชาติมาก ( ปล่อยปละละเลย )  จนเกินไปก็ตาม  แต่เมื่อพวกเราก้าวเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน  มาเรียนรู้ร่วมกันและพร้อมจะก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน  มันก็ย่อมไม่ยากเกินไปในการจะปั้นและหล่อหลอมให้พวกหนูกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เพื่อเป็นคนดีที่อยู่ในสังคมอย่างคนไทยคนหนึ่ง.....

 


 

ขอบคุณภาพประกอบจาออินเทอร์เน็ต