หัวข้อว่า "ความผิดและความพลาดในการบริหารงานราชการ...ใครควรรับผิดชอบหรือไม่" นี้ เป็นข้อความที่ผมคิดขึ้นระหว่างถือของเดินขึ้นชั้นสามมุ่งหน้าสู่ห้องทำงาน และได้พิจารณาถึงงานการบริหารแบบผ่านมาและผ่านไป หมายถึง ชุดนี้ผ่านไปและชุดใหม่เข้ามาจัดการ(ซึ่งเป็นไปได้ทีุ่ชุดใหม่คือชุดเก่า)
อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อนั้นมีปัญหาซ้อนคือ อะไรคือความผิด และอะไรคือความพลาด โดยปรัชญาของกฎหมาย ผมเข้าใจว่า เราจะบอกว่านาย ก. มีความผิดก็ต่อเืมื่อมันสิ้นสุดด้วยกระบวนการทางกฎหมายว่าผิด อย่างไรก็ตาม คำว่า ผิด คือ ผิดจากกฎที่วางไว้ ในแวดวงราชการ แม้เราจะเห็นความผิดมากมายในการบริหารราชการ แต่เรามักไม่ค่อยอยากยุ่งกับกรณีนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเรากลัวตัวเองเดือดร้อนมากกว่าการยึดมั่นในสัจจะตามกฎที่ตกลงกันไว้ ส่วนความพลาด เราอาจมองในสองลักษณะคือ ลักษณะแรกพลาดเพราะไม่เข้าใจกฎที่ตกลงกันไว้ให้เดินตาม และลักษณะที่สองพลาดเพราะไม่เข้าใจตามความเป็นจริง ทั้งสองประการนี้ อาจมองง่ายๆว่าคืออวิชชา หมายถึง การไม่รู้ตามสภาพที่เป็นจริง ซึ่งตรงกันข้ามกับปัญญา ที่แปลว่า การรู้ตามสภาพที่เป็นจริง
กรณี ความผิด ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมาย มีโทษทั้งทางกฎหมายและสังคม ส่วนความพลาด อาจไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่มีโทษทางสังคม เช่น การขาดความเชื่อถือจากสังคม
ปัญหาต่อมา ความผิดและความพลาด ใครควรรับผิดชอบ และซ้อนด้วยปัญหาว่า ควรรับผิดชอบหรือไม่ สมมติว่า ในการจัดการเรียนการสอนวิชาหนึ่งซึ่งเป็นการสอนภาคพิเศษ เราสามารถเบิกเงินค่าสอนได้นอกเหนือจากค่าสอนปกติ ผู้เรียนต้องเรียนกี่หน่วยชั่วโมง สมมติว่า ๔๕ ชั่วโมง/วิชา หากเรียน สัปดาห์ละ ๓ หน่วยชั่วโมง เราต้องเรียน ๑๕ สัปดาห์ แต่ทางฝ่ายงานการบริหารออกกฎว่า ให้หยุดได้ ๓ สัปดาห์ นั่นหมายถึง ชั่วโมงการเรียนโดยกฎจะหายไป ๙ หน่วยชั่วโมง แต่การเบิกจ่ายยังคงปกติคือเบิกจ่ายได้เต็ม หมายถึง ผู้สอนยังคงเบิกจ่ายได้จำนวน ๔๕ หน่วยชั่วโมง แต่ทำหน้าที่จริงเพียง ๓๖ หน่วยชั่วโมง กรณีตัวอย่างนี้ ผมเข้าใจว่าโดยสาระแล้วเราน่าจะมองเห็นได้ว่ามีความผิด แต่จะบอกว่ามีความผิดคงยังไม่ได้ จนกว่าจะมีกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งน่าจะเริ่มจากผู้เสียหาย และผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย ปัญหาคือ ใครคือผู้เสียหาย และใครคือผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างไรก็ตามเมื่อมีการปล่อยเลยตามเลยจนถึงวาระใหม่ มีการท้วงติงว่า การทำอย่างนั้นเข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมาย จึงมีการออกกฎใหม่โดยให้จัดกิจกรรมเต็ม ๔๕ ชั่วโมง ปัญหาที่น่าพิจารณาคือ แล้วที่ผ่านมาเป็นความผิดหรือเป็นความพลาด เรามักจะมองว่าเป็นความพลาด พลาดเพราะไม่รู้ ถ้าอย่างนั้น ใครควรรับผิดชอบ กรณีตัวอย่างเรื่องการเบิกเงินสอนเกินกว่าที่ทำหน้าที่จริงตามกฎที่ฝ่ายงานบริหารประกาศ ฝ่ายที่เบิกอาจบอกว่า ได้ดำเนินการตามกฎ ฝ่ายที่ประกาศกฎอาจบอกว่าเป็นความพลาด แต่ใครคือผู้เสียหาย แน่นอนว่า เงินที่เบิกจ่ายไปนั้นเป็นเงินกลางซึ่งหมายถึงเงินทางราชการไม่ใช่เงินของคนใดคนหนึ่งในกลุ่มงานบริหาร ในข้อนี้เราอาจยุติว่า ถ้าอย่างนั้นผู้เบิกจ่ายเกินกว่าการทำหน้าที่จริงต้องคืนเงินซึ่งหมายถึงดอกเบี้ยด้วย ถ้าผู้เบิกจ่ายยอมคืนเงิน ฝ่ายที่ออกกฎว่าเบิกจ่ายได้ควรรับผิดชอบอะไรหรือไม่ ที่ผ่านมาเรามักจะปล่อยให้เป็นความพลาด กรณีนี้ หากมีความเสียหายแบบนี้ โดยเฉพาะเสียหายทางสังคม กลุ่มงานบริหารน่าจะต้องรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การต้องจ่ายเงินในกระเป๋าตัวเองเพื่อชดใช้ส่วนที่ราชการสูญเสียไปหรือจ่ายให้ผู้ที่ต้องคืนเงินที่เบิกจ่ายเกินหน้าที่เต็มจำนวน เพราะเป็นการออกกฎบนฐานของความไม่รู้ หรือการซื้อและชดเชยความไม่รู้ของตน
อย่างไรก็ตาม การทำแบบนั้น อาจช่วยขัดเกลาคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานการบริหาร หมายถึง ผู้ที่ต้องการเข้ามาทำความเจริญก้าวหน้าให้กับองค์กรของรัฐมากกว่าการแสวงหาตำแหน่งหน้าที่เพื่อเกียรติแต่ทำอะไรไม่เป็น
ที่ผ่านมาบางแห่งมีกรณีนี้เกิดขึ้น เช่น การลงลายมือชื่อรับรองชั่วโมงให้กับเจ้านายที่เกษียณแล้วเพื่อต่ออายุราชการ มีการทำโครงการวิจัยโดยเบิกจ่ายไม่ตามข้อตกลงเช่น หาก ทำวิจัยถึง ก. จึงจะเบิกจ่ายส่วนที่ ๑ ได้ หากทำวิจัยถึง ข. จึงจะเบิกจ่ายส่วนที่ ๒ ได้ หากแต่มีการรวบเบิกจ่ายโดยที่ส่วน ก. ก็ยังไม่ปรากฎ เป็นต้น เรามักจะช่วยๆกันหลังจากมีกรณี ทั้งที่ไม่ใช่ความพลาดหากแต่เห็นอยู่ว่าผิดแท้จริง เพียงแต่ไม่ได้เดินบนกระบวนการของกฎหมายเท่านั้น
ความเห็นของผมอาจคับแคบไปที่เห็นว่า กลุ่มงานการบริหารต้องชดใช้ในส่วนที่เป็นความเสียหายแม้จะโดยสังคมก็ตาม
หมายเหตุ : ข้อความนี้เป็นข้อความที่เขียนขึ้นบนความไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ดังนั้นไม่ควรเอาไปอ้างอิงเกี่ยวกับกฎหมาย