๑.มีความเป็นไปได้ที่จะผลักดันการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายให้แก่บิดาและมารดาของซอเฮ เพื่อที่ซอเฮจะมีสถานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรือไม่ ?

การจดทะเบียนสมรสไม่ว่าจะตามกฎหมายไทยหรือตามกฎหมายพม่า ย่อมทำให้นายเต้ยมีสถานะเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของซอเฮได้โดยพลัน และตามกฎหมายไทย ความเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายนี้จะมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ซอเฮเกิด

เราตระหนักดีว่า การจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายย่อมต้องการ “หนังสือรับรองความเป็นโสด” ซึ่งสำหรับแรงงานสัญชาติพม่านั้น การได้มาซึ่งเอกสารดังกล่าวไม่ง่ายนัก แต่อย่างไรก็ตาม การที่เต้ยและเครวยจะได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายพม่าเอง ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวของครอบครัวนี้ ซึ่งจะมีความมั่นคงทางครอบครัวมากขึ้น

ในวันนี้ ซึ่งรัฐบาลพม่าปรับตัวอย่างมากเพื่อดูแล “คนสัญชาติพม่าที่อาศัยในดินแดนของรัฐต่างประเทศ” โดยเฉพาะในประเทศไทย ดังนั้น สถานกงสุลพม่าประจำประเทศไทยก็อาจจะปรับตัวเพื่อตั้งรับในปัญหาของคนสัญชาติพม่าในลักษณะนี้แล้วก็ได้ จึงขอแนะนำให้มีการหารือสถานกงสุลพม่า เพื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างเต้ยและเครวย หรือหากสถานกงสุลพม่ายังทำเรื่องนี้ไม่ได้ การกลับไปจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายพม่า และนำหนังสือสำคัญการสมรสมาแปลและรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลไทยก็เป็นเรื่องที่ทำได้

หรือการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยในประเทศไทยก็ทำได้ โดยการทำหนังสือรับรองความเป็นโสดมาจาก “สำนักงานทะเบียนราษฎรพม่า” ซึ่งดูแลสถานะราษฎรพม่าของนายเต้ยและนางเครวย แล้วจึงเอาหนังสือดังกล่าวมาแปลและรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลไทย และนำหนังสือรับรองความเป็นโสดที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ทางทะเบียนราษฎรพม่ามาร้องขอจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย

ดังนั้น เมื่อเต้ยมีทะเบียนสมรสตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นกฎหมายไทยหรือกฎหมายพม่ามายื่นประกอบคำขอใช้สิทธิสงเคราะห์บุตร เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมก็จะต้องรับรองการใช้สิทธิของเต้ย ทั้งนี้ เพราะ (๑) นายเต้ยเข้าประกันตนต่อกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายไทย และประกันตนมาเกิน ๑ ปี และ (๒) นายเต้ยมีพยานเอกสารมหาชนที่ระบุว่า ซอเฮเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเต้ย ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิเสธ การฟ้องศาลปกครองเพื่อยืนยันสิทธิดังกล่าว ก็เป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้ความยุติธรรมแก่เต้ยและซอเฮ

ประเด็นที่ว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมจะอ้าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ มาปฏิเสธทะเบียนสมรสที่นำมายื่นได้หรือไม่ จะขอพิจารณาในส่วนที่ ๒ ซึ่งจะพิจารณาต่อไป แต่ในชั้นนี้ ก็ตอบไว้ก่อนว่า กฎหมายขัดกันเป็นกฎหมายที่มีเพื่อการกล่าวอ้างของเอกชนที่ต้องการใช้กฎหมายต่างประเทศ มิใช่เรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยจะอ้างเพื่อไม่ใช้กฎหมายไทย แต่หากเต้ยจะกล่าวอ้างทะเบียนสมรสตามกฎหมายพม่า ซึ่งสถานกงสุลพม่าประจำประเทศไทยและกรมการกงสุลไทยรับรองทะเบียนสมรสดังกล่าวว่า ชอบด้วยกฎหมายพม่า ก็ไม่มีเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมจะปฏิเสธทะเบียนสมรสดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม เราจะได้แลกเปลี่ยนกันต่อไปในส่วนที่เกี่ยวกับการขัดกันแห่งกฎหมายเอกชนที่เกิดขึ้นในเรื่องสัมพันธภาพตามกฎหมายเอกชยว่าด้วยครอบครัวระหว่างนายเต้ย นางเครวย และเด็กชายซอเฮ

๒.มีความเป็นไปได้ที่จะผลักดันการจดทะเบียนรับรองบุตรระหว่างนายเต้ยบิดานอกสมรสตามกฎหมายและซอเฮ เพื่อที่ซอเฮจะมีสถานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรือไม่ ?

การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสมรสตามกฎหมายโดยบิดาไม่ว่าจะตามกฎหมายไทยหรือตามกฎหมายพม่า ย่อมทำให้เต้ยมีสถานะเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของซอเฮได้โดยพลัน และตามกฎหมายไทย ความเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายนี้จะมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ซอเฮเกิด

เราตระหนักดีว่า การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสมรสตามกฎหมายโดยบิดาย่อมต้องการ “การยินยอมของมารดาของบุตร” ซึ่งในสถานการณ์นี้ นางเครวยก็น่าจะแสดงความยินยอมที่จะให้มีการจดทะเบียนการรับรองบุตรระหว่างนายเต้ยและเด็กชายซอเฮได้

กรณีอาจมีประเด็นว่า นางเครวยเป็นมารดาที่แท้จริงของซอเฮจริงหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นประเด็นข้อเท็จจริง ซึ่งอาจใช้พยานบุคคลหรือพยาน DNA ได้ แต่อย่างไรก็ตาม โดยพิจารณาข้อเท็จจริงที่ให้มาก ก็น่าจะมีเอกสารทางทะเบียนราษฎรไทย อาทิ หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑) หรือสูติบัตร (ท.ร.๑ หรือ ท.ร.๒ หรือ ท.ร.๓ หรือ ท.ร.๐๓ หรือ ท.ร.๐๓๑) เพื่อแสดงสัมพันธภาพระหว่างมารดาและบุตรได้

ในวันนี้ ซึ่งรัฐบาลพม่าปรับตัวอย่างมากเพื่อดูแล “คนสัญชาติพม่าที่อาศัยในดินแดนของรัฐต่างประเทศ” โดยเฉพาะในประเทศไทย ดังกล่าวมาแล้ว ผู้บันทึกเชื่อว่า สถานกงสุลพม่าประจำประเทศไทยก็อาจจะปรับตัวเพื่อตั้งรับในปัญหาของคนสัญชาติพม่าในลักษณะนี้แล้วก็ได้ จึงขอแนะนำให้มีการหารือสถานกงสุลพม่า เพื่อการจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสมรสตามกฎหมายระหว่างเต้ยและซอเฮ หรือหากสถานกงสุลพม่ายังทำเรื่องนี้ไม่ได้ การกลับไปจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสมรสตามกฎหมายพม่าระหว่างเต้ยและซอเฮก็น่าจะลองทำ และนำหนังสือสำคัญการรับรองบุตรมาแปลและรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลไทยก็เป็นเรื่องที่ทำได้

ดังนั้น เมื่อเต้ยมี “หนังสือรับรองซอเฮเป็นบุตรตามกฎหมาย” ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายไทยหรือกฎหมายพม่ามายื่นประกอบคำขอใช้สิทธิสงเคราะห์บุตร เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมก็จะต้องรับรองการใช้สิทธิของเต้ย ทั้งนี้ เพราะ (๑) นายเต้ยเข้าประกันตนต่อกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายไทย และประกันตนมาเกิน ๑ ปี และ (๒) นายเต้ยมีพยานเอกสารมหาชนที่ระบุว่า ซอเฮเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเต้ย ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิเสธ การฟ้องศาลปกครองเพื่อยืนยันสิทธิดังกล่าว ก็เป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้ความยุติธรรมแก่เต้ยและซอเฮ

ประเด็นที่ว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมจะอ้าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ มาปฏิเสธหนังสือรับรองซอเฮเป็นบุตรตามกฎหมายที่นำมายื่นได้หรือไม่ จะขอพิจารณาในส่วนที่ ๒ ซึ่งจะพิจารณาต่อไป แต่ในชั้นนี้ ก็ตอบไว้ก่อนว่า กฎหมายขัดกันเป็นกฎหมายที่มีเพื่อการกล่าวอ้างของเอกชนที่ต้องการใช้กฎหมายต่างประเทศ มิใช่เรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยจะอ้างเพื่อไม่ใช้กฎหมายไทย แต่หากเต้ยจะกล่าวอ้างหนังสือรับรองซอเฮเป็นบุตรตามกฎหมายตามกฎหมายพม่า ซึ่งสถานกงสุลพม่าประจำประเทศไทยและกรมการกงสุลไทยรับรองทะเบียนสมรสดังกล่าวว่า ชอบด้วยกฎหมายพม่า ก็ไม่มีเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมจะปฏิเสธทะเบียนสมรสดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม เราจะได้แลกเปลี่ยนกันต่อไปในส่วนที่เกี่ยวกับการขัดกันแห่งกฎหมายเอกชนที่เกิดขึ้นในเรื่องสัมพันธภาพตามกฎหมายเอกชยว่าด้วยครอบครัวระหว่างนายเต้ย นางเครวย และเด็กชายซอเฮ

๓.มีความเป็นไปได้ที่จะร้องขอให้ศาลไทยมีคำพิพากษารับรองบุตรระหว่างนายเต้ยบิดานอกสมรสตามกฎหมายและซอเฮ เพื่อที่ซอเฮจะมีสถานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรือไม่ ?

การขอให้ศาลไทยแทรกแซงมารับรองความเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดานั้น โดยหลักกฎหมาย ย่อมจะต้องเกิดขึ้นเมื่อเกิดทางตันในการรับรองดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์จากฝ่ายบิดาอาจเกิดขึ้นใน ๓ สถานการณ์ กล่าวคือ กล่าวคือ (๑) บิดาเสียชีวิตแล้ว (๒) บิดาวิกลจริตหรือมีสุขภาพที่ไม่อาจรับรู้ปัญหาได้ (๓) บิดาปฏิเสธที่จะรับรองบุตร หรือในกรณีที่บุตรเป็นผู้เยาว์ ทางตันก็อาจเกิดขึ้นจากฝ่ายมารดาได้อีก ๓ สถานการณ์ กล่าวคือ (๑) มารดาเสียชีวิตแล้วจึงไม่อาจยินยอมให้บิดารับรองบุตร (๒) มารดาวิกลจริตหรือมีสุขภาพที่ไม่อาจรับรู้ปัญหาได้จึงไม่อาจยินยอมให้บิดารับรองบุตร (๓) มารดาปฏิเสธที่จะยินยอมให้บิดารับรองบุตร

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณากรณีระหว่างนายเต้ย นางเครวย และเด็กชายซอเฮ เราไม่พบว่า การรับรองบุตรระหว่างบิดานอกสมรสตามกฎหมายและบุตรจึงมีทางตันที่จะต้องให้ศาลแทรกแซงเข้ามาทำหน้าที่แทนนายทะเบียนราษฎร ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอุปสรรคที่เกิดจากความไม่พร้อมของรัฐพม่าที่จะเข้ารับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายจดทะเบียนครอบครัว ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ไม่น่าที่จะเป็นโอกาสที่ศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการของรัฐจะแทรกแซงเข้ามาทำหน้าที่แทน