สวภาวะที่ทุกคนสามารถทำได้ครับ และใครทำได้ก็คือนิพพนานในปัจจุบันนั้นเอง (ทำจิตให้เหมือนเด็กอญู่ตลอดเวลา)
๒. สวภาวะของอาตมันที่เกี่ยวข้องกับสวภาวะทั้ง ๔
อาตมัน คือ สิ่งที่สถิตอยู่ในร่างกาย มีร่างกายเป็นที่คุมขัง ถูกจำกัดไว้ด้วยกาละและเทศะ (Time and space) และยังตกอยู่ในอำนาจของกิเลสทั้งหลาย ดังนั้น อาตมันนี้ เมื่ออยู่ในร่างกาย จึงมีสวภาวะอยู่ ๔ สวภาวะ คือ สวภาวะตื่น สวภาวะหลับฝัน สวภาวะหลับสนิท และสวภาวะหลับสนิทที่ปราศจากการฝัน หรือตุรียะ ดังข้อความที่กล่าวในมาณฑูกยะอุปนิษัทว่า
เพราะว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือพรหมันนั่นแหละ อาตมันนั้น นั่นแหละมี ๔ เท้า
ส่วนแรก เป็นสวภาวะไวศวานระ คือ สวภาวะตื่น เราก็จะรับรู้สิ่งภายนอกทั้งหลาย มีองคาพยพ ๗ มีปาก ๑๙ เป็นผู้ยินดีในการบริโภคอาหารหยาบ ๆ
ส่วนที่ ๒ สวภาวะไตชสะ คือ สวภาวะหลับฝัน เราก็จะรับรู้สิ่งภายใน มีองคาพยพ ๗ มีปาก ๑๙ เป็นผู้ยินดีในการบริโภคสิ่งประณีตละเอียด
คนหลับสนิท ย่อมไม่ต้องการสิ่งที่ต้องการใด ๆ ย่อมไม่เห็นความฝันใด ๆ
ส่วนที่ ๓ สวภาวะปราชญะ คือ สวภาวะหลับสนิท เราก็จะรับรู้โดยการรวมเข้ากันของประสบการณ์ทั้งปวง เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความรู้ตัวถอยทับถมกันเป็นกลุ่มก้อนถึงซึ่งความสุขยิ่ง ยินดีด้วยความสุขยิ่ง เป็นประตูไปสู่ความรู้
เขาทั้งหลาย คิดว่า ส่วนที่ ๔ ตุรียะ คือสวภาวะหลับสนิทที่ปราศจากการฝัน เป็นส่วนที่ไม่รู้สิ่งภายนอก หรือ ไม่รู้สิ่งภายใน ไม่รู้ทั้งสองทาง ไม่ใช่ก้อนของความรู้ ไม่ใช่สิ่งที่รู้ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่รู้ ไม่ถูกเห็น เกี่ยวกับทางโลกไม่ได้ จับไม่ได้ ไม่มีลักษณะ คิดด้วยใจไม่ได้ อาจอธิบายไม่ได้ สาระของสิ่งนี้คือความเชื่อเรื่องอาตมันสิ่งเดียว ว่างจากปรากฏการณ์ทั้งปวง สงบเย็น ปราศจากความเป็นคู่ เช่นนี้แหละ ผู้ใฝ่ความวิเวกเรียกส่วนที่ ๔ ว่าเป็น อาตมัน ซึ่งควรจะต้องรู้ให้ถึง
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าสวภาวะทั้ง ๓ นี้ คือสวภาวะตื่น สวภาวะหลับฝัน และสวภาวะหลับสนิท อยู่ในร่างกายของตัวเรานี่เอง และอาตมันก็อยู่ในสวภาวะทั้ง ๓ นี้ และสวภาวะทั้ง ๓ ได้รวมประสบการณ์ทั้งหมดเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้สวภาวะความเป็นคู่หมดสิ้นลง นำไปสู่สวภาวะที่สูงสุดที่เรียกว่า ตุรียะ (สวภาวะที่หลุดพ้น) ทำให้อาตมันไม่ถูกพันธการด้วยสิ่งใด ๆ ทั้งเหตุและผล เป็นสวภาวะแห่งการรู้แจ้ง ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีการเกิด ไม่มีการหลับ ไม่มีการฝัน ไม่มีทั้งผู้ฝันและผู้ถูกฝัน (ไม่มีสวภาวะความเป็นคู่ที่ถูกสร้างขึ้นมา) บรรดาสวภาวะทั้ง ๔ นั้น สวภาวะตื่น (ชาคริตสถานะ) กับสวภาวะหลับฝัน (สวัปนสถานะ) เป็นการแสดงบทบาทของชีวาตมัน คือ อาตมันที่มีชีวิตความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับร่างกาย ส่วนสวภาวะหลับสนิท (สุษุปปตสถานะ) กับ สวภาวะที่ ๔ คือ ตุรียะ เกิดขึ้นเมื่อชีวาตมันยุติความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับร่างกาย กลายเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันหรือพรหมัน ผู้เป็นอาตมันของทุกสิ่ง ดังข้อความในพฤหทารัณยกะอุปนิษัท อัธยายะที่ ๔ พราหมณะที่ ๓ โศลกที่ ๓๐ ถึงโศลกที่ ๓๒ ท่านยาชญวัลกยะได้อธิบายถึงสวภาวะหลับสนิท และสวภาวะหลับสนิทที่ปราศจากการฝัน เมื่ออาตมันได้บรรลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพรหมันว่า
จริง ๆ แล้ว เขาผู้นี้ (อาตมันในร่างกาย) มีคุณลักษณะ คือ ความพ้นแล้วจากกามฉันทะ ปราศจากบาปและความกลัว ในทำนองเดียวกันกับที่ผู้ชาย เมื่อถูกหญิง คนรักกอดไว้แน่น เขาย่อมไม่รับรู้อะไรเลย ไม่ว่าเรื่องภายนอกหรือภายใน ฉันใดก็ฉันนั้นเทียว บุรุษผู้นี้ (อาตมัน) เมื่อถูกความรู้แจ้งทั่วของพรหมันกอดรัดแน่น เขาย่อมไม่รับรู้อะไรเลย ไม่ว่าเรื่องภายนอกหรือภายใน จริง ๆ แล้ว นี่คือ คุณลักษณะของเขาเอง เป็นรูปที่ได้ทุกสิ่งตามต้องการ ไม่มีความต้องการอะไรนอกจากอาตมัน ปราศจากทุกข์ จริง ๆ แล้ว ในขณะที่เขาไม่ได้รู้แจ้งเข้าใจอะไรเลย จริง ๆ เขากำลังรู้แจ้งเข้าใจอยู่ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้รู้แจ้งเข้าใจอะไรเลย เพราะเหตุว่า การสูญสิ้นความรู้แจ้งเข้าใจของผู้รู้แจ้งเข้าใจไม่เคยมีปรากฏ เนื่องจากความไม่อาจจะทำลายพินาศได้ นอกจากนั้นยังไม่มีสิ่งซึ่งเป็นที่ ๒ และสิ่งอื่นซึ่งจะแยกจากเขาที่จะให้เขารู้แจ้งเข้าใจก็ไม่มี
จริง ๆ แล้ว เมื่อไรที่ดูเหมือนว่า มีสิ่งอื่นอยู่ เมื่อนั้นสิ่งหนึ่งจึงจะมองเห็นอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งจึงจะได้กลิ่นอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งจึงจะได้รสอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งจึงจะพูดถึงอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งจึงจะได้ยินอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งจึงจะคิดถึงอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งจึงจะแตะต้องสัมผัสอีก สิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งจึงจะรู้แจ้งเข้าใจอีกสิ่งหนึ่ง
เขากลายเป็นหนึ่งเดียวเหมือนน้ำ เป็นผู้เห็นซึ่งไม่มีสิ่งที่สอง นี่คือพรหมโลก นี่คือจุดหมายปลายทางสูงสุดสำหรับคนเรานี้ นี่คือ สมบัติอันมีค่าสูงสุดสำหรับเขา นี่คือ โลกสูงสุดสำหรับเขา นี่คือ ความบรมสุขสำหรับเขา สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ล้วนดำเนินชีวิตอยู่บนเศษละอองธุลีของบรมสุขนี้
ด้วยเหตุที่ร่างกายมีอาตมันเป็นผู้รู้อินทรีย์ทั้งหลายนี้เอง จึงเป็นเหตุให้บุคคลมีความรักใคร่ผูกพันในสิ่งต่าง ๆ ที่ตนรับรู้และเกิดอุปาทานสมมติว่า เป็นสิ่งนั้น สิ่งโน้น ซึ่งแตกต่าง จากตน แล้วเลยยึดติดว่า สิ่งนั้นเป็นของตน ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว มีเพียงอาตมันซึ่งเป็นความรู้แจ้งทั่วหนึ่งเดียวเท่านั้น
ฉะนั้น อาตมันแม้จะอาศัยอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายก็ไม่ใช่อาตมัน ประสบการณ์ทั้งหลายในขณะตื่นและขณะหลับฝัน แม้ว่ามันจะมีความหมายสำหรับอาตมัน แต่มันก็ไม่ใช่อาตมัน สวภาวะในขณะที่ตื่นและหลับฝันที่ปรากฏกับตัวเรา ก็ไม่ใช่อาตมัน อาตมันไม่มีความกลัวและความรู้สึกเจ็บปวดอย่างตัวตนในขณะตื่นและหลับฝัน และสวภาวะอันเป็นนามธรรมในขณะที่บุคคลนอนหลับสนิท ก็ไม่ใช่อาตมัน อาตมันมีความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ เช่น ตา ร่างกาย ความคิดนึก และกระแสจิต เป็นเพียงเครื่องมือ และที่อาศัยของอาตมันเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ตัวอาตมัน อาตมันอยู่เหนือสิ่งดังกล่าวทั้งหมด อาตมันเป็นสากล แต่ก็มีลักษณะทั้งที่เป็นอันตรภาวะ (Immanent) คือสิงสถิตอยู่ในทุกสิ่ง และอุตรภาวะ (Transcendent) คืออยู่เหนือหรือพ้นไปจากสิ่งต่าง ๆ ดังนั้น อาตมันจึงไม่ใช่อย่างเดียวกับร่างกายและสิ่งต่าง ๆ เพราะร่างกายและสิ่งต่าง ๆ ไม่เที่ยง แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปและแตกสลายในที่สุด แต่อาตมันคงที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ไม่แตกสลายและเป็นอมตะตลอดไป
บรรณานุกรม
S. Gambhīrānanda, Māndūkya Upanisạd
วรลักษณ์ พับบรรจง, คัมภีร์กำเนิดจักรวาลศาสตร์แห่งชีวิต
อาตมันแม้จะอาศัยอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายก็ไม่ใช่อาตมัน ..... ดีจังเลยนะคะ
ขอบคุณ บทความดีดี มีคุณภาพนะคะ
แวะเข้ามาทักทายครับ และขอเสนอแนะ คำว่า " กษณ" และ " กษิณ " ที่ท่านให้ความรู้ไว้ ใน "กษิณานุสรณ์ รำลึก " ของ แว่นธรรมทอง ในฐานะผมเป็นลูกศิษย์ท่านคนหนึ่ง จากที่คุณลูกสายลมกล่าวว่า.... " คำว่า กษิณ น่าจะผิดนะครับ ต้องเป็น กษณ จึงจะถูกนะครับ ถ้าน้ำนมใช้ กษิร แต่ถ้าเกษียณอายุต้อง กษณะ นะครับ " ผมขออนุญาตเสนอแนะว่า.... คำที่คุณลูกสายลม แนะนำมา กษณ เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ครู่ คราว บาลีใช้ ขณ •กษิร ที่ คุณลูกสายลมให้ควาหมาย ว่า น้ำนม ถูกต้อง •คำที่ แว่นธรรมทอง นำมาสร้างขึ้น "กษิณานุสรณ"(อนุสรณ์การเกษียณ) โดยนำคำว่า "กษิณ" (สันสกฤต บาลีใช้ ขีณ) สมาสแบบสนธิกับคำว่า "อนุสรณ์" •คำที่มีเสียงพ้องกัน ๓ คำ แต่ความหมายต่างกัน ที่ทำให้คนเข้าใจผิด มีดังนี้ •เกษียณ แปลว่า สิ้นไป เช่น เกษียณราชการ •เกษียร แปลว่า น้ำนม เช่น เกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) •เกษียน แปลว่า ข้อความที่เขียนไว้หัวกระดาษคำสั่ง (เกษียนหนังสือ)...สวัสดีครับ ( จำคำครูมาเล่าต่อเพื่อเป็นวิทยาทาน) และ หลายท่านที่ใช้คำว่า " กษิณา" ( ที่มีความหมายว่าสิ้นสุด สิ้นไป นี้) ไปสมาสกับคำอื่นเพื่อสร้างคำใหม่ ใช้ในโอกาสต่างๆ มากมาย เช่น - กษิณาลัย ( กษิณ+อาลัย) ในงานเกษียณอายุราชท่าน คุณครูวาลินา สังวรินทะ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม - กษิณาศรพ ( กฺษิณา+อาศฺรว) แปลว่า พระผู้สิ้นอาสวะ ( ในมหาชาติคำหลวง นครกัณฑ์ ) - กษิณาลิขิตานุสรณ์ ฯลฯ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า คำว่า " กษิณ" หรือ "กษิณา" ที่มีความหมายว่า สิ้นไป สิ้นสุดไป ก็สามารถใช้สมาสกับคำอื่นสื่อความหมายว่าสิ่งนั้นกำลังจะสิ้นสุดไปได้,ผู้สิ้นสุด หรือ อนุสรณ์แห่งการสิ้นสุด ( กษิณานุสรณ์) ก็ได้ หรือ อนุสรณ์การเกษียณ ก็ได้ตรงตามความหมายที่ อ.แว่นธรรมทอง ใช้ " กษิณานุสรณ์ รำลึก " หรือ ถ้าใช้ "กษณนุสรณ์ ที่แปลว่า อนุสรณ์ครั้งคราวหนึ่ง ,ครั้งหนึ่ง ตามที่คุณลูกสายลมแนะนำไว้ก็อาจใช้ได้ แต่ผมเห็นว่า การใช้คำว่า " กษิณา" มาสมาสกับ "อนุสรณ์" นั้น ไม่ผิดครับ ขอบคุณครับ...
สวัสดีครับ ที่ว่า... สมาส... กล่าวไปนั้น สมาสแบบสนธิ นะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณพี่เปิ้ล คุณขจิต และคุณสุกรณ์ บงไทสาร ครับ
ร่วมทั้ง Comment ด้วยครับ ผมได้ตอบในบันทึกของคุณ สุกรณ์ แล้วนะครับ
ขอบคุณครับ