ห้องเรียนในฝันของ "ฟ้าคราม"

 

 

ห้องเรียนในฝันของ "ฟ้าคราม"

 

            หลังจากที่ห่างจากการเขียนบทความใน Gotoknow ไปนาน วันนี้ผู้เขียนก็มีเวลาว่างได้เข้ามาเขียนบทความต่อ พอดีไปอ่านเจอกับหัวข้อ "ห้องเรียนในฝัน" ที่ ดร.จันทวรรณ แจ้งว่า สรอ.ขอความรู้ในหัวข้อนี้...ตรงใจของผู้เขียนเลยค่ะ ขอบคุณ ดร.จันทวรรณ ด้วยค่ะ เพราะผู้เขียนตอนนี้กำลังวุ่น ๆ กับการหาที่เรียนให้กับ "เจ้าฟ้าคราม" สาวน้อยกลอยใจของย่าอยู่พอดี...

            เพราะเมื่อเทียบกับย่าในตอนที่ย่ายังเป็นเด็ก ๆ แล้วได้เรียนหนังสือนั้น บอกได้เลยว่า สมัยนั้นกับสมัยนี้เทียบกันแทบไม่ได้เลย สำหรับความพร้อม สมัยก่อนย่าไม่มีโอกาสที่จะเลือกที่เรียนให้กับตัวเอง อย่างดีก็แค่ โรงเรียนประถมข้างบ้าน ซึ่งในตอนแรกย่าเรียนก่อนเกณฑ์ ๒ ปี คุณครูลดให้มาเรียนก่อนเกณฑ์ ๑ ปี แถมตอนแรกเรียนภาษาอังกฤษด้วย พอย้ายไปเรียนโรงเรียนประถม คุณครูชมว่า...เก่งจัง...เรียนภาษาอังกฤษด้วย...แต่เสียดายโรงเรียนนี้ไม่ได้สอนภาษาอังกฤษนะ...ทำให้โอกาสของย่าที่จะเรียนภาษาอังกฤษต่อนั้น...แว่บหายไปในพริบตา...ย่าคงยังต้องเรียนที่โรงเรียนประถมแห่งนั้นจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ (เพราะสมัยก่อนชั้นประถมศึกษามีถึงชั้นปีที่ ๗ ไม่เหมือนปัจจุบันมีแค่ประถมศึกษาปีที่ ๖)

 

 

            ต่อมา รุ่นของลุงภัคร + พ่อเพรียง ก็ยังคงได้เรียนที่โรงเรียนประถมข้างบ้านเช่นเดิม เพราะย่าตอนนั้นยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เงินเดือนก็น้อย ยังซื้อรถยนต์พาลุงภัคร + พ่อเพรียง ไปไหนมาไหนด้วยไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเรียนที่โรงเรียนประถมข้างบ้านไปก่อน โดยมีปู่จเร ทำหน้าที่รับส่ง เลี้ยงดูแทนย่า เนื่องจากย่า ต้องตะรอน ๆ ไปกับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้สูงขึ้นตามลำดับ (เพราะสมัยก่อนการที่จะเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นต้องสอบเปลี่ยนที่อยู่ เพราะกรอบอัตราเดิมไม่สามารถทำให้ตำแหน่งสูงขึ้นได้)

            เป็นอันว่า ย่า ลุงภัคร และพ่อเพรียงยังคงต้องเรียนกันที่โรงเรียนประถมแห่งนั้น และก็จบมาจนไปต่อที่อื่น ๆ

            สำหรับหนู "เจ้าฟ้าคราม" นับว่าหนูโชคดีกว่า ย่า ลุงภัคร และพ่อเพรียง หนูถูกย่าเลือกโรงเรียนให้กับหนู ตอนนี้ย่าตกลงใจแล้วว่าจะให้หนูเรียนที่โรงเรียนธีรธาดา จังหวัดพิษณุโลก เป็นโรงเรียนเอกชน พอหนูอายุครบ ๒ ขวบเต็ม หนูก็จะได้เข้าโรงเรียนแห่งนี้แล้ว เหลือเวลาเพียงอีกแค่ ๙ เดือนเท่านั้นเอง เหตุที่ย่าเลือกโรงเรียนนี้ให้กับหนู แม้ว่าค่าเทอมมันดูออกจะแพงนิดหนึ่ง...แต่!!!...ในความคิดของย่า (ย่าก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ย่าคิดถูกหรือผิด...แต่ย่าว่าย่ามีวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล คือ ต้องการให้หนูพูดภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย หรือ เรียกว่า "เป็นหนูน้อยสองภาษา")...ซึ่งตอนนี้ย่าก็อ่านหนังสือให้หนูฟังเป็นภาษาไทยบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ย่าก็เห็นว่าหนูชอบให้ย่าอ่านให้หนูฟัง ครั้งละนาน ๆ ด้วย

            ซึ่งย่าฝันและหวังว่า หลานสาวของย่าในตอนนี้ ต้องหมั่นฝึกเรื่องของการพูด จำคำศัพท์ ประโยคสั้น ๆ ได้บ้าง และก็พอรู้ว่าคำแต่ละคำนั้นหมายความว่าอย่างไร?...ย่าต้องการให้หนูพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง แม้มันจะไม่มาก แต่หนูต้องเข้าใจและสามารถพูด โต้ตอบกับคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ สำหรับไวยากรณ์ค่อยไปใส่ตอนที่หนูโตขึ้น ในความคิดของย่า ย่าคิดว่า คนเราก่อนที่จะเก่งไวยากรณ์ เราต้องพูดได้ สื่อสารกับคนอื่นได้ก่อน เรียกว่า ฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่ใช่เหมือนกับรุ่นย่าที่คุณครูสอนให้ เขียน อ่าน พูด เพราะถ้าพูดได้แล้ว สำหรับการเขียนมันก็จะตามมาเองถ้าเรารู้หลักไวยากรณ์ของภาษาอังกฤษ แต่สำหรับคนไทยในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่จะเขียน อ่าน พูด โดยเขียนนะรู้หลักไวยากรณ์ แต่การพูดนี่สิ เมื่อรู้หลักการเขียนแล้ว แต่ไม่ได้สื่อสารหรือนำไปพูด มันจึงไม่เกิดประโยชน์และไม่สามารถสื่อสารกับคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ จึงทำให้เกิดปัญหามาก ๆ ในปัจจุบันนี้

           ลุงภัคร ยังเคยบอกย่าว่า "คนไทยเราบางคนเรียนจบถึงปริญญาโท แต่ยังไม่สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติได้เลย"...เพราะอะไร? ก็เพราะข้อความข้างต้นนั่นไง?...อย่าลืมว่า!!! อีก ๒ - ๓ ปีข้างหน้านี้ Asian เข้ามาเยือนเมืองไทยแล้ว และจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กไทยในอนาคต ถ้าเขายังสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้...ไม่อยากคิดเลย...

            ดังนั้น ห้องเรียนในฝันของย่าที่ย่าต้องการเห็นและมีให้สำหรับหนู นั่นคือ เป็นห้องเรียนที่มีความพร้อมสำหรับการเรียนการสอน สะอาด มีการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นอนุบาล สำหรับภาษาอังกฤษก็ต้องมีการพูด - สอน อย่างน้อยควรจะสัปดาห์ละ ๑๐ ครั้ง เพราะถ้าสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง เช่นปัจจุบัน ผู้เขียนคิดว่าในอนาคตเด็กไทยก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือสื่อสารก็ยังไม่กล้า แน่นอน...สำหรับครูที่สอนก็ต้องมีการพัฒนาตนเองให้มากขึ้น ใส่ใจตัวเองให้มาก เน้นคุณภาพของนักเรียนเป็นหลัก โดยเน้นที่ผลของการเรียนที่เด็กได้แสดงออกมา นั่นแหล่ะ "คือการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ" สำหรับคนที่เป็นครู ควรมีจิตสำนึกหรือจิตวิญญานของการเป็นครูที่แท้จริง รักลูกศิษย์อย่างจริงจัง ใส่ใจลูกศิษย์ให้มาก ๆ ไม่เลือกสอนแต่เด็กที่เรียนเก่งเป็นบางคน เพราะสำหรับเด็กที่เรียนไม่เก่งจะกลายเป็นปมด้อยของเขาไป หากเป็นไปได้ การปรับตำแหน่งของครูให้สูงขึ้นนั้น ควรวัดกันที่คุณภาพของเด็กนักเรียนมากกว่า ๆ ที่จะมานั่งทำผลงานเท่านั้น เรียกว่า "วัดกันที่ผลสัมฤทธ์ หรือคุณภาพของนักเรียนจะดีกว่า"...

             สำหรับในยุคนี้ ห้องเรียนควรมีคอมพิวเตอร์ที่สามารถสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ และเป็นได้ เรียกว่า โรงเรียนแต่ละโรงต้องมีความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์ สื่อต่าง ๆ ให้มากกว่าปัจจุบัน สำหรับครูที่สอนก็ต้องเป็นด้าน IT ต้องรู้จริง ๆ เพื่อในอนาคตเด็กเหล่านี้จะได้มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ยิ่งขึ้น...ผู้เขียนเข้าใจสำหรับความพร้อมของพ่อ - แม่ ของเด็กนักเรียนแต่ละคนนั้นคงไม่เท่าเทียมกัน แต่อย่างไรแล้วในฐานะของโรงเรียนแต่ละโรง น่าจะมีความพร้อม ๆ ในด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้นกว่านี้ ครูแต่ละคนใส่ใจนักเรียนให้มากขึ้นกว่านี้ สวมวิญญานของความเป็นครูให้มากขึ้นกว่านี้ และไม่ควรโทษว่าพ่อ - แม่ไม่ดูแล (ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันไม่ควรโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...ถ้าฝ่ายหนึ่งทำไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งถ้ามีโอกาสควรทำให้เกิดผลได้ โดยเข้าไปเป็นผู้ดูแลเสียเอง ยิ่งถ้าใครสมัครใจเป็นอาชีพครูด้วยแล้วละก็ ควรที่จะใส่ใจเด็กนักเรียนให้มาก ๆ เพราะเด็กนักเรียนคือ ผลผลิตของอาชีพครู...ผลผลิตจะดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้ + ความสามารถของครูที่จะช่วยอบรม บ่มนิสัย ขัดเกลาให้ดีขึ้นได้)...อย่าลืมว่า!!! เด็กนักเรียนทุก ๆ คน ถ้าว่าไปแล้วเปรียบเสมือนลูก -  หลาน ของพวกเราเอง ให้สมกับคำว่า "ลูกศิษย์" + "ครู"  ผู้เขียนคิดว่า "เด็กไทยคงมีคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน..."

           ส่วนหลักสูตรในการสอนนักเรียนควรปรับให้สามารถนำความรู้ที่เด็ก ๆ ได้รับแล้ว สามารถนำมาประยุกต์หรือปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้รวมทั้งการนำหลักธรรมมาปรับใช้กับชีวิตของเด็กได้ สอนให้เด็กไทยมีทั้งการท่องจำ คิด วิเคราะห์ มีเหตุ มีผล รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง มีศีลธรรมประจำใจ มีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต ไม่คิดทุจริต คอรัปชั่น รู้จักเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เพราะทุกระดับชั้นมีการสอนแบบข้างต้นนี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าในอนาคต ประเทศไทยคงจะมีประชาชนที่มีคุณภาพ เฉกเช่นประเทศญี่ปุ่น ที่มีพลเมืองที่ดี ไม่คิดคดโกง ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด...อีกอย่างที่ผู้เขียนต้องการเห็น นั่นคือ การทำอย่างไรล่ะ ที่ทำให้หลักสูตรที่ใช้ในการสอนนักเรียนไทย ทำให้เกิดเป็นหลักสูตรสากลได้อย่างจริงสักที...

แล้วทำอย่างไรล่ะ...ที่จะทำให้ห้องเรียนในฝันที่ผู้เขียน

กล่าวมาข้างต้น..."เกิดการเป็นจริง" ขึ้นมา...

อยากเห็นจริง ๆ ค่ะ...

 

 

"เจ้าฟ้าคราม" พร้อมที่จะเป็นเด็กสองภาษาแล้วค่ะ

ขึ้นอยู่ที่ย่าจะใส่อะไรให้กับตัวของหนู