On September 11, 2012 I visited a school.
Students there are taught to learn to live.
They learn how to grow plants.
We, visiters, and our student guides.
Along roads in the school are variety of plants.
Students are also taught to grow rice and keeping fishes.
Poultry - chicken for eggs they also learn.
Learning about business, service in earth guest house is also taught.
Not only learning to live in the country but also learning to live in ASEAN.
What more they are learning in this school about my king sufficiency economy
http://www.reflectedknowledge.com/clients/GSB/sufficiency/sufficiency.htm
is here. http://school.obec.go.th/ssk_pch/index611.html
This is my group,the visiters with teachers and the principal.








ภาพสวย และเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย
ต้อนรับ...การศึกษา...ยุคอาเซียน...เป็นบันทึกที่อินเตอร์...แต่ผมก็สามารถอ่านได้เข้าใจ...ไม่ลำบากยากเย็นเลยครับ...ภาพแรกเป็นต้นบวบใช่ไหมครับอาจารย์
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอุดหนุน....ที่ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษชนิดงู ๆ ปลา ๆ ก็เพราะว่าชอบโกทูโนที่เก็บไว้ แล้วหาได้ง่าย เอาไปโชว์ต่างประเทศก็ได้ ผมเขียนไว้ เพื่อลิงค์ไปในเฟซบุ๊คของผม lechat yaboon และโพสต์ไว้ใน https://www.facebook.com/#!/groups/217491848268787/permalink/495799447104691/?notif_t=like
หากเพื่อนพี่น้องลูกหลานไทยเทศ ที่เป็นเพื่อนเฟซบุ๊คประมาณหนึ่งพันคน เข้ามาอ่านก็จะได้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงเราไปใช้ หรือ พิจารณา (โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ) ก็จะเป็นบุญญาแก่โลก และประเทศไทย
อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ให้โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เพชรบูรณ์ ที่ไปเยี่ยมมา ซึ่งน่าสนใจมาก เป็นโรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ที่มาเรียนตั้งแต่ ป.1-ม.6
โรงเรียนประจำอย่างนี้ หากมีไว้สำหรับนักเรียนทั่ว ๆ อีกมาก ๆ ก็จะดีไม่น้อย โรงเรียนรัฐบาลที่เป็นโรงเรียนประจำเท่าที่ทราบก็มีโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งมีอยู่หลายโรงเรียนทั่วประเทศ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นต้น
ขอชื่นชม รร ค่ะ อยากให้ทุก รร จัดโอกาสให้ครูและนักเรียน+ผู้ปกครอง ได้ทำงานร่วมกันจริงๆ ในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากใน รร ยิ่งเป็น รร ในชนบท ยิ่งได้ประโยชน์หลายต่อไม่เพียงแต่ปลูก+เลี้ยงอะไรไว้กินไว้ใช้เองได้เท่านั้น หากครูสามารถจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความตระหนัก+ค่านิยม ในการกิน+ใช้ของพื้นบ้าน และนำไปสูการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอาหารพื้นบ้าน การประกอบอาหาร รวมทั้งภูมิปัญญาทั้งหลายที่นับวันจะไม่มีเด็กๆ สนใจ ไม่งั้นเด็กรุ่นหลังๆ ก็จะรู้จักแต่ ผักตามห้าง ซึ่งตอนนี้เด็กในเมืองเป็นกันมาก เพราะ ผู้บริหารชอบเอาคอนกรีตไปเทราด ให้ รร ดูสะอาด หรือทำลานจอดรถ แต่เด็กไม่มีพื้นที่ทำแปลงสาธิต เรียนวิชาเกษตรแต่ในตำรา อย่างดีก็จะได้ปลูกอะไรลงในกระถาง ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ประดับ หรือถอนหญ้า ขออภัยเขียนไปเขียนมาจะกลายเป็นบ่นซะแล้ว สิบกว่าปีที่แล้ว ในคาบกิจกรรม เคยพาเด็กๆ ทำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมผักพื้นบ้านประเภทถั่ว(pea) ร่วมกับ EDEN project ก็ต้องซื้อกระถางและดินมาให้เด็กคนละใบ ปลูกคนละพันธุ์ เด็กๆ ต้องทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่ผสมดิน ปลูก รดน้ำ เฝ้าดูการงอก การเจริญเติบโต จดบันทึก วาดรูป เอาใจจดจ่อ ลุ้นว่าเมื่อไหร่ ใบแรก จะโผล่ ไปเรื่อยๆ ที่ตื่นเต้านมากก็ลุ้นดอก กับฝัก บางคนก็ไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะโชคไม่ดีเจอฝนตกหนัก แต่สิ่งที่ได้เกินคาดคือ เห็นเด็กมีความสุขกับภาระที่สร้งมาด้วยมือตนเอง เขาไม่ได้มาดูแลต้นถั่วของเขาเฉพาะคาบกิจกรรมสัปดาห์ละครั้ง แต่เค้าจะมาดูแทบทุกวัน นอกจากสนใจต้นของตนเองแล้วยังดูแลเผื่อเพื่อนที่ไม่ว่างและ หากการเจริญเติบโตไม่เท่าของเพื่อนก็จะคอยสังเกตว่าเป็นเพราะอะไร feedback จากเด้กๆ เมื่อเสร็จกิจกรรมมีทั้งได้ความอดทน สมาธิ ความรู้ ประสบการณ์ แล้ว ยังได้ความรักและผูกพันกับต้นไม้ของเค้าอีกด้วย ระหว่างนั้น ครูก็จะต้องพูดคุย ตั้งประเด็นคำถาม ให้นักเรียนคิดว่าหากธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดระบบผลิตพืช หรือ สัตว์อาหาร เป็นอุตสาหกรรมเกษตร(Agro-Industries) และเทคโนโลยีชีวภาพต่างๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในท้องถิ่น และประเทศ ทั้งผลดี และผลเสีย เด็กประถมก็อาจจะเอาแบบง่ายๆ ที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน เด็กมัธยมจะเข้าใจอะไรมากขึ้นการอภปรายถกเถียง น่าจะทำให้นักเรียน ได้คิด และตระหนัก+ ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของตนเองได้บ้างไม่มากก็น้อย