วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันที่ 66 แล้วค่ะครู กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว แต่ความเจริญภายในหนูช่างเชื่องช้า ที่คิดว่าช้าเพราะก็มีความอยากให้มันเร็วกว่านี้ใช่ไหมเจ้าค่ะ แต่มันก็ช้าจริง ๆ ด้วยนิสัยที่ขาดวินัยแบบหยั่งลึก แก้ไม่หาย จะว่าไปถึงการตื่นจากการหลับหนูตื่นเร็วมาก แต่ด้วยใจที่ฟุ้งซ่านก็จะนอนคิดบางทีก็นอนเล่น iPad ลุกขึ้นมาเดินในบ้านแม้จะมีเสียงแย้งข้างในว่า “ทำไมไม่วิ่ง” แล้วก็อาบน้ำทำวัตรเช้าแล้วก็ไปทำงาน วันนี้วิเคราะห์ตัวอย่างเตรียมของไว้ไม่นานที่เหลือก็ใช้การรอเวลา ประมาณเที่ยง ๆ เราห่อข้าวมาทานและซื้ออาหารเพิ่มทานด้วยกันกับพี่ ๆในฝ่าย และคุยกันในประเด็นการท้องที่แม่เจาะน้ำคร่ำ ถ้าเจอผิดปกติแล้วเอาเด็กออก กับยังไงก็เก็บไว้ ก็เหมือนนั่งพิจารณากัน หนูระลึกถึงการมีชีวิต ถ้าแม่หนูคิดว่า

“ถ้าหนูมีความเสี่ยงพิการแล้วหาทางเอาออกหนูคงหมดสิทธิ์เกิด”

นี่คือหนี้อันใหญ่หลวงที่ต้องทดแทน แม่ยอมอุ้มมาตั้ง 9 เดือน เลี้ยงมาจนโตสามสิบกว่าปี

แม้จะทราบเบื้องลึกว่าเป็นการท้องแบบไม่พร้อม ข้างในหนูก็เริ่มย้ำกับตนเองว่า

“นี่ไงคือผลพวงของราคะ หากปล่อยให้ราคะครอบงำจิต แล้วดำเนินชีวิตไป ก็จะเป็นทุกข์ เป็นโทษ มีตัวอย่างให้เห็นแบบเต็มตา กรรมไม่เคยรอชาติหน้า”

คนแล้วคนเล่าเจ้าค่ะครู ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องทำแท้งก็ตอน ม.3 หนูตกใจมากคาดไม่ถึง แล้วก็เหมือนเรื่องราวนี้ห่างไกลตัว หรือ ก็ไม่ค่อยได้หยิบขึ้นมาคิด เพราะที่ได้ยินมาก็เป็นเรื่องคนอื่น ที่ไม่ค่อยรู้จัก จนมาครั้งนี้ แต่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น พี่เขาเพียงมีความรู้สึกกังวลว่าลูกจะพิการไหม กลัวลูกออกมาถ้าแกไม่อยู่แล้วใครจะเลี้ยง (ระลึกว่าเหตุผลมาทีหลังเสมอค่ะครู) จึงอยากเจาะดู หนูจึงหยิบมาพิจารณากับตนเอง นึกย้อนถึงตอนที่ต้องฆ่าหนูเพื่อเรียนรู้เทคนิควิจัย (ศีลข้อ 1 ขาด) ทำไปตัวสองตัวยังติดตาอยู่จนทุกวันนี้ ถ้าต้องทำกรรมหนัก คงจะติดตาติดใจไปนาน และก็เชื่อว่าทำอะไรก็ต้องรับกรรมเจ้าค่ะครู  เพ่งโทษพี่เขาข้างในเลยเศร้าหมอง ศีลข้อ  1 ด่างพร้อยเจ้าค่ะ

 บ่ายๆตั้งใจจะไปงานเผาศพแม่ของพี่ที่ทำงานค่ะครู ที่ทำงานไปกันเยอะเหมือนกัน เป็นงานเล็ก ๆ ในหมู่ญาติและเพื่อนร่วมงาน ตอนที่เดินขึ้นไปวางดอกไม้จันท์ เขาเปิดโลงศพด้วย จึงตั้งใจมองเป็นทำความรู้การตายกับตนเอง ท่านดูอายุมากแล้วสภาพก็เหมือนคนแก่นอนหลับเจ้าค่ะ ก็แค่นี้เองอีกเดี๋ยวหนูก็คงตายเหมือนกัน ยิ่งถ้าประมาทก็ตายเร็วขึ้น เมื่อปีสองปียังเห็นท่านเดินไปใส่บาตรยามเช้า ๆที่หน้าหมู่บ้านระหว่างที่หนูวิ่งออกกำลังกาย ก็ได้ทักทาย แต่หลังๆป่วยหนักเดินเหินไม่ได้ ก็เป็นวงจรชีวิต

                ออกจากงานศพหนูไปประตูน้ำแวะจัดซื้อจัดหาสิ่งต่าง ๆตามที่ครูเมตตาให้โอกาส หนูตัดสินใจซื้อเทียนเข้ามาด้วยตั้งใจกับตนเองให้เดินจงกรมในบ้าน เข้ามาจัดแจงซักผ้า กวาดบ้าน จัดของที่จะนำไปวัดไว้มุมหนึ่ง แล้วก็เดินภาวนาตั้งใจว่าจะเดินจนถึงสี่ทุ่มแล้วค่อยมาเขียนบันทึก

                เดินเสร็จหนูได้คำตอบว่า

 “ผ้าของพระอาจารย์จะเอาไปให้ป้าน้องช่างเย็บผ้าข้างบ้านทำให้ เมื่อพลาดแล้วก็ต้องรับผิดชอบแต่ทำอย่างไรให้ บาปน้อยลงเจ้าค่ะ”

                สี่ทุ่มกลับมานั่งเขียนบันทึกสลับกับลงโปรแกรมแล้วสุดท้ายช่วงระหว่างรอเอนตัวลงก็หลับไปทั้ง ๆที่เขียนค้างไว้ ตื่นขึ้นมาตีสอง นั่งลงทำวัตรเย็นก่อนแล้วค่อยเขียนบันทึกเจ้าค่ะ

การคอยเตือนตนเองให้รักษาวินัยยังเบาทำให้ศีลข้อ 4 ขาด เหมือนที่ครูเมตตาย้ำ หนูไม่เคยลงมือแก้ แก้แต่ข้างนอกท่าทางจริงจัง แต่ข้างในยังต่อต้าน ตราบใดที่ยังไม่เข้าไปข้างในก็ยังต้องอดทนฝึกฝนต่อไป